LUSH กับแนวคิด “เปลือย” และความลับในกระปุกสีดำ

19 September 2020 | TCDC | MARKETING

“เราหวังว่าคุณจะมีความสุขกับผลิตภัณฑ์ของเรา ทางเราต้องขออภัยเป็นอย่างสูง เนื่องจากความต้องการในการสั่งออนไลน์มากขึ้นประกอบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทำให้เราขาด Eco Flo ซึ่งเป็นตัวกันกระแทกผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากแป้งมันฝรั่ง แต่เรากำลังจะได้รับ Eco Flo เร็วๆนี้ ในขณะนี้เราจึงต้องมีความจำเป็นในการใช้กระดาษฝอยรีไซเคิลในการกันกระแทกผลิตภัณฑ์ของเรา ทางเราหวังว่าคุณลูกค้าจะเข้าใจ และต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง”

 
นี่เป็นข้อความที่ปรากฏในกระดาษโน้ตที่แนบมาในกล่องพัสดุจากการสั่งออนไลน์ในช่วงที่ห้างร้านปิดเนื่องจากสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 เชื่อว่าหลายคนคงสัมผัสได้ถึงตัวตน ความจริงใจ และความใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อมของ LUSH ที่สะท้อนผ่านข้อความและที่ส่งถึงลูกค้าไม่มากก็น้อย
 
 
หากจะกล่าวว่า LUSH ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยคุณค่ามีที่ต่อความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมคงไม่เป็นการกล่าวที่เกินจริง 25 ปี นับตั้งแต่การก่อตั้ง LUSH Cosmetics ในปี 1995 บริษัทได้ดำเนินกิจการอย่างรับผิดชอบและคำนึงถึงผลกระทบจากธุรกิจที่จะเกิดกับสังคมและสิ่งแวดล้อม ดังวิสัยทัศน์ขององค์กรที่ว่า“เพราะเราเชื่อว่าการรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นความรับผิดชอบของทุกคน รวมถึงลูกค้าและพนักงานของเราด้วย”
 
มาร์ก คอนสแตนติน (Mark Constantine) และอลิซาเบธ เวียร์ (Elizabeth Weir) สองผู้ก่อตั้ง โลดแล่นอยู่ในแวดวงเครื่องสำอางและความงามมาตั้งแต่ช่วงปี 80s ทั้งสองได้รับแรงบันดาลใจสำคัญจาก แอนนิต้า ร็อดดิกค์ (Anita Roddick) ผู้ก่อตั้ง The Body Shop แบรนด์เครื่องสำอางค์และผลิตภัณฑ์ความงามรุ่นพี่ที่มีจุดยืนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นที่ประจักษ์และเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน จากความชื่นชมมาร์กและอลิซาเบธได้นำเสนอสินค้าและท้ายที่สุดผันตัวมาเป็นผู้จัดส่งวัตถุดิบรายใหญ่ให้ The Body Shop แม้ท้ายที่สุดจะถูกซื้อกิจการไป แต่ก็นับเป็นจุดกำเนิดของ Lush Cosmetics บริษัทเครื่องสำอางที่ใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติและผลิตด้วยมือ LUSH เติบโตเรื่อยมา ในปี 2017 บริษัทมีรายได้ 995 ล้านปอนด์ (43,200 ล้านบาท) และมีสาขา 932 แห่งใน 50 ประเทศทั่วโลก 
 
แน่นอนว่าสิ่งแวดล้อมถือเป็นหนึ่งหัวใจหลักในการทำธุรกิจของบริษัท หากใครเคยเดินผ่านร้านค้าปลีกของแบรนด์ จะต้องคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ที่สีสันสดใสและกลิ่นหอมอบอวลเป็นแน่ ความยั่งยืนเป็นหลักการดำเนินกิจการที่แฝงอยู่ในทุกๆ ส่วนตั้งแต่ วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ การจ้างงาน ทั้งยังมีโครงการการกุศลและกองทุนทีมีเป้าหมายด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม LUSH ต่อต้านการทดลองกับสัตว์ และให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ความสดใหม่วัตถุดิบ ระบุวันที่ผลิต วัดหมดอายุ และติดสติกเกอร์ภาพพนักงานผู้ผลิตบนสินค้าด้วย บริษัทยึดหลักการจัดซื้อที่เป็นธรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน สินค้าทั้งหมดเป็นมิตรกับชาวมังสวิรัติ โดย 89% ชาววีแกนสามารถใช้ได้ และผลิตด้วยมือทั้งหมด ซึ่งสร้างการจ้างงานในท้องถิ่นสนทางกับการยกระดับสู่กระบวนการผลิตโดยใช้เครื่องจักรในปัจจุบัน
 

 

แนวคิด “เปลือย”

การจัดการบรรจุภัณฑ์เป็นพันธกิจที่ LUSH ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ แม้แต่ในขั้นตอนการออกแบบผลิตภัณฑ์ก็รวมการจัดการบรรจุภัณฑ์เข้าไว้ด้วย บริษัทพยายามใช้วัสดุให้น้อยที่สุด และพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบ “เปลือย” หรือ “naked” ที่ไม่ต้องมีอะไรห่อหุ้ม มาร์กตั้งคำถามว่า ที่จริงแล้วผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์ไม่ใช่บรรจุภัณฑ์ ซึ่งที่ผ่านธุรกิจเครื่องสำอางผูกติดอยู่กับธุรกิจบรรจุภัณฑ์แทบแยกจากกันไม่ได้และสร้างขยะมหาศาลต่อโลก มาร์กคิดว่าผู้บริโภคกำลังจ่ายให้ค่าบรรจุภัณฑ์มากกว่าค่าสินค้าจริงๆ ทำไมลูกค้าต้องจ่ายเงินส่วนหนึ่งของค่าสินค้าเพื่อมาเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ไร้ประโยชน์และถูกโยนทิ้งไปกลายเป็นขยะปัญหาสิ่งแวดล้อมในที่สุด หากผู้ผลิตอย่างเขาส่งมอบผลิตภัณฑ์ทุกส่วนที่ใช้ประโยชน์ได้ ก็จะไม่เกิดขยะ และเมื่อผู้ผลิตไม่ต้องเสียเงินไปกับค่าบรรจุภัณฑ์ก็นำเงินส่วนนั้นมาใช้จ่ายกับวัตถุดิบจากธรรมชาติที่มีคุณภาพสูงได้มากขึ้น
 
 
สินค้าที่วางขายแบบ ‘เปลือย’ ไร้บรรจุภัณฑ์กลายเป็นสินค้าหลักของ LUSH และทำให้บริษัทประสบความสำเร็จในการลดการใช้บรรจุภัณฑ์ แชมพูแบบ ‘ก้อน’ ของ LUSH หรือที่เรียกว่าแชมพูบาร์ สระผมได้ 100 ครั้ง และแทนที่แชมพูในขวดพลาสติกขนาด 250 กรัม ได้ 3 ขวด หากนับแค่ยอดขายแชมพูก้อนสำหรับสระผมอย่างเดียว LUSH สามารถประหยัดขวดพลาสติกไปได้เกือบ 6 ล้านขวด นอกจากนี้การ ‘เปลือย’ สินค้าทำให้ลูกค้าสัมผัสกับผลิตภัณฑ์ได้โดยตรง สีสันสดใสและกลิ่นหอมจากผลิตภัณฑ์ต่างๆ ดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาในร้านอีกด้วย 
 
 

LUSH กับความลับในกระปุกสีดำ

เชื่อว่าหลายๆ คนคงคุ้นตากับกระปุกสีดำของ LUSH อยู่บ้าง แน่นอนว่าการจำหน่ายผลิตภัณฑ์แบบ naked เป็นตัวเลือกอันดับแรก แต่ไม่ใช่ทุกสินค้าจะสามารถส่งถึงมือลูกค้าโดยไม่ใช่บรรจุภัณฑ์ได้ แม้ว่าจะพยายามไม่ใช้บรรจุภัณฑ์แต่ LUSH ก็ยังมีสินค้าแบบ ‘เปลือย’ อยู่เพียง 35% เท่านั้น ผลิตภัณฑ์ที่เหลือยังจำเป็นต้องใช้บรรจุภัณฑ์อยู่
 
LUSH ได้พัฒนากระปุกดำหรือ black pot เพื่อเป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าหลากชนิดที่ไม่สามารถจำหน่ายแบบเปลือยได้ ความพิเศษของกระปุกดำคือทำมาจากพลาสติกรีไซเคิล วัตถุดิบมาจากพลาสติก PP (Polypropylene) ซึ่งไม่ว่าจะนำมาใส่ครีม เจล โลชั่น ขนาดใดก็ใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำมาจากวัสดุแบบเดียวกันทั้งหมด LUSH ได้ลดความหวือหวาของบรรจุภัณฑ์ลงและตัดการตกแต่งที่ไม่จำเป็นออกไปจนหมด เพราะเล็งเห็นว่านอกจากจะสิ้นเปลืองทรัพยากร ไม่เกิดประโยชน์แล้ว ยังสร้างขยะอีกด้วย 
 
 
 
ลูกค้าสามารถนำกระปุกมาคืนได้ที่ร้านค้าทุกสาขา เมื่อกระปุกถูกรวบรวมแล้วจะถูกนำกลับไปที่ Green Hub ซึ่งเป็นศูนย์รีไซเคิลของแบรนด์ กระปุกจะถูกสับเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปทำความสะอาดและเป่าให้แห้งโดยเครื่อง granulator เพียงเท่านี้ชิ้นพลาสติกเล็กๆ ก็พร้อมสำหรับการหลอมเป็นและขึ้นรูปเป็นกระปุกใหม่ พร้อมนำไปบรรจุผลิตภัณฑ์ โดยกระบวนการ แบบ close the loop นี้ จะเกิดซ้ำๆ วนไปเรื่อยๆ และจะไม่มีขยะถูกนำไปฝังกลบ อย่างไรก็ดี กระบวนการทั้งหมดจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากลูกค้าไม่นำกระปุกกลับมาคืนที่ร้าน ในปัจจุบัน LUSH มีแรงจูงใจให้ลูกค้าทำกระปุกกลับมาคืน โดยสามารถแลก 5 กระปุกกับผลิตภัณฑ์ fresh face mask 
 
 
นอกจากกระปุกดำแล้ว บรรจุภัณฑ์อื่นๆที่พบได้ที่ร้านค้าปลีกของ LUSH ล้วนแต่มาจากความใส่ใจและความพยายามในการลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม พลาสติกรีไซเคิลนอกจากถูกนำไปผลิต black pot แล้ว ก็ถูกนำไปใช้ผลิตเป็นฝาขวด แท่งลิปสติก ตลับแป้ง และฝาบรรจุภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งบนบรรจุภัณฑ์แต่ละชนิดจะระบุว่าชนิดใดบ้างที่สามารถนำกลับมาคืนเพื่อแลกผลิตภัณฑ์สุดพิเศษ สินค้าอื่นในรูปของเหลวและครีมก็ยังต้องอาศัยบรรจุภัณฑ์ ซึ่งบริษัทมีนโยบายว่าต้องเป็นวัสดุรีไซเคิล นำไปใช้ซ้ำได้ หรือต้องย่อยสลายได้ อย่างใดอย่างหนึ่ง ผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นต้องบรรจุขวดจะถูกบรรจุในขวดใสซึ่งทำมาจากพลาสติก PET (Polyethylene terephthalate) หรือมาจากขวดน้ำที่เราคุ้นเคยกันดีนั่นเอง ซึ่งในประเทศที่มีความพร้อมในการรีไซเคิล ขวดนี้สามารถนำไปรีไซเคิลร่วมกับขวดน้ำ PET ได้เลย 
 
 
นอกจากนี้บริษัทยังพัฒนาวัสดุใหม่ๆ สำหรับนำมาทำบรรจุภัณฑ์ เช่น ขวดที่รีไซเคิลจากพลาสติกในทะเลหรือถ้วยใส่ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมจากถั่วและย่อยสลายได้ ในปัจจุบัน 90% ของบรรจุภัณฑ์ (วัดจากน้ำหนัก) สามารถนำไปรีไซเคิลได้ และกำลังอยู่ระหว่างจัดการกับ 10% ทีเหลือ บริษัทต้องการขวดและภาชนะต่างๆถูกกนำไปจัดกรอย่างถูกต้องไม่ว่าจะเป็นการใช้ซ้ำ รีไซเคิล หรือย่อยสลาย 
 
 
วัสดุที่ LUSH นำมาทำบรรจุภัณฑ์ประกอบด้วย
พลาสติกจากการรีไซเคิล 100% นำไปผลิตกระปุกดำ ขวดใส ฝาขวด โดยกระปุกดำที่ทำมาจากพลาสติกรีไซเคิล 100% ( ตั้งแต่ปี 2009) และตั้งแต่ปี 2015 บริษัทเริ่มที่จะใช้พลาสติกที่ที่รีไซเคิลจากโรงงานท้องถิ่น ส่งเสริมให้ผู้บริโภคนำกระปุกมาคืน เพื่อแลกเป็นผลิตภัณฑ์ โดยในปี 2018 มีอัตราการนำกระปุกมาคืนอยู่ที่ 17%
กล่องของขวัญ กระดาษห่อขวงขวัญ การ์ดของขวัญ ถุงใส่ของ และป้ายสินค้า ล้วนทำมาจากกระดาษและเส้นใยรีไซเคิลทั้งหมด และสามารถย่อยสลายได้
กล่องโลหะเป็นบรรจุภัณฑ์ทางเลือกสำหรับของขวัญในโอกาสพิเศษ ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้  
นวัตกรรมที่กำลังพัฒนา เช่น ถาดรอง bath oil ที่ทำมาจากถ้วยกาแฟรีไซเคิล แม่พิมพ์ขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ไผ่เพื่อทดแทนแม่พิมพ์พลาสติก 
 
LUSH เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของบริษัทที่ใส่ใจผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจ ลูกค้าสามารถสัมผัสได้ถึงความจริงใจ และความใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อมของ LUSH ที่สะท้อนผ่านผลิตภัณฑ์ และพร้อมสนับสนุนบริษัทที่มีความรับผิดชอบ ซึ่งทำให้ LUSH สามารถเติบโตทั้งด้านกำไรและความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน
 
เรียบเรียงโดย กรณิศ ตันอังสนากุล
 
ข้อมูลประกอบการเขียน
https://thecif.ca/wp-content/uploads/2019/05/ORW-Spring-2019-Special-Guest-LUSH.pdf
https://uk.lush.com/ 
https://packagingeurope.com/sustainability-the-lush-way/
https://www.insidermedia.com/news/south-west/Lush-hails-record-turnover
ภาพประกอบจาก
https://thecif.ca/wp-content/uploads/2019/05/ORW-Spring-2019-Special-Guest-LUSH.pdf
Category Tags
Business & Industrial
Share this Article !