ออกแบบดี ก็กินดีได้

18 September 2020 | TCDC | MARKETING

หากพลิกซองขนมที่วางขายอยู่ในร้านค้าทั่วไป เราคงคุ้นเคยกับข้อความนี้กันดี ‘บริโภคแต่น้อยและออกกําลังกายเพื่อสุขภาพ’ ข้อความนี้ตั้งใจจะสื่อสารกับผู้บริโภคด้วยความหวังดีว่า ‘กินให้น้อย แล้วออกกำลังกายด้วยนะ’ ถือเป็นการออกแบบที่พยายามสร้างความตระหนัก (Awareness) ให้บริโภคอย่างมีสติ 

แต่! เราเชื่อว่าคุณผู้อ่านหลายคนเมื่อสวมบทบาทนักกินที่ enjoy eating ขึ้นมาเมื่อไหร่ ถึงแม้จะรู้ดีว่าขนมในมือนั้นแคลอรี่สูงแค่ไหน ก็มักจะอดใจให้บริโภคแต่น้อยตามข้อความที่เขียนไว้ไม่ได้เลย

เพราะนอกจากการออกแบบในระดับที่สร้างความตระหนักแล้ว ยังมี ‘การออกแบบที่ส่งผลในเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภค (Behavioral Design)’ อย่างในเรื่องการกิน การออกแบบจึงไม่ใช่แค่เพื่อรสชาติที่อร่อย แต่เป็นการออกแบบที่สร้างความสุขให้คนกิน ปรับพฤติกรรมการกินให้มีสุขภาพดี ไปจนถึงการกินที่ดีต่อโลกด้วย และประเทศที่ขึ้นชื่อว่าประชากรมีอายุยืนยาวที่สุดในโลก คงจะเป็นประเทศอื่นไปไม่ได้นอกจาก ‘ประเทศญี่ปุ่น’ มาดูกันว่าการกินดีแบบญี่ปุ่นเขามีวิธีคิดในการออกแบบโดยคำนึงถึงพฤติกรรมของคนญี่ปุ่นเป็นหัวใจสำคัญกันอย่างไรบ้าง

Fun Fact: ในปี 2019 ประเทศญี่ปุ่น มีประชากรที่อายุมากกว่า 100 ปีขึ้นไป ราว 70,000 คนเลยทีเดียว ส่วนหนึ่งก็มาจากมาจากวัฒนธรรมการกินดีเพื่ออายุยืนยาวนี่เอง

 

ความสุขจากขนมปังความหนาหลายระดับ

‘ความหนาของขนมปัง’ เป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญไม่แพ้กับเนื้อของขนมปังเลยทีเดียว ขนมปังก้อนเท่า ๆ กันจะมีการตัดแบ่งเป็นแผ่นในความหนาหลายระดับ ตั้งแต่ 3 แผ่น 4 แผ่น 5 แผ่น ไปจนถึง 8 แผ่น ยิ่งจำนวนแผ่นที่ตัดแบ่งได้น้อย ขนมปังก็จะยิ่งแผ่นหนา  ความหนาของแผ่นขนมปังนี้ถูกออกแบบมาให้ตรงกับความชอบ (Preference) ของคนญี่ปุ่นในแต่ละภูมิภาคที่ต่างกัน ถ้าเป็นคนจากภูมิภาคคันโตอย่างโตเกียว ขนมปังที่ถูกตัดเป็น 8 แผ่นจะได้รับความนิยมมากกว่า แต่ถ้าภูมิภาคคันไซอย่างโอซาก้า ขนมปังถูกตัดเป็น 5 แผ่นจะได้รับความนิยมมากกว่า ซึ่งความชอบที่ต่างกันนี้มีที่มาจากความคุ้นเคยในอาหารประจำภูมิภาค อย่างชาวคันไซชอบขนมปังความหนาประมาณ 5 แผ่นตัด เพราะมีความหนาใกล้เคียงกับโอโคโนมิยากิที่เป็นอาหารประจำภูมิภาค ทำให้รู้สึกอร่อยกว่า คุ้นเคยกว่าขนมปังความหนาระดับอื่นนั่นเอง


ความหนาของขนมปังที่ต่างกัน
ที่มาภาพ : https://www.nikkei.com/article/DGXLAS09ABD01_U4A900C1AA1P00/

ภาพขนมปังที่ตัดแบ่ง 5 ชิ้นจะมีเลข 5 กำกับบนถุง
ที่มาภาพ : nikkei.com

 

ปริมาณข้าวเลือกได้ตามใจ

หลายคนคงจะเคยมีประสบการณ์สั่งอาหารในร้านญี่ปุ่นที่สามารถเลือกเพิ่ม-ลดปริมาณข้าวได้ตามต้องการ การออกแบบบริการเช่นนี้มีอยู่ในแทบทุกร้านอาหารของประเทศญี่ปุ่น ด้วยวัฒนธรรมการกินข้าวเป็นอาหารหลัก ไม่ว่าจะเป็นร้านใหญ่ที่มีสาขามากมายหรือร้านเล็กดั้งเดิม เราก็สามารถออกแบบการกินของตัวเราเองได้ เลือกปริมาณข้าวได้ตั้งแต่ถ้วย SS S M L XL ไปจนถึง XXL เพื่อให้ได้ปริมาณข้าวเท่าที่อยากกินจริงๆ และไม่เหลือทิ้งเปลืองทรัพยากรอย่างน่าเสียดาย แต่ถ้าเลือกมาแล้วก็ยังกินไม่หมด และถ้าโชคดีหน่อยเจอเจ้าของร้านอาหารที่ใจดี (บางร้าน) ก็จะมีบริการนำข้าวที่เหลือไปปั้นเป็นข้าวปั้นให้กลับบ้านไปกินต่อได้ ที่เราวงเล็บไว้ว่าบางร้าน เพราะจริงๆ แล้ว ร้านอาหารในประเทศญี่ปุ่นจะไม่มีบริการห่อข้าวที่เหลือกลับบ้านอย่างในประเทศไทย เพราะเขาได้ออกแบบบริการให้เราเลือกปริมาณข้าวตั้งแต่แรกแล้ว ร้านที่มีบริการห่อข้าวปั้นที่เหลือจึงถือเป็นร้านที่เพิ่มความใส่ใจ ยืดหยุ่นในบริการทำให้ได้รับความพึงพอใจจากลูกค้าไปเต็มๆ

ที่มาภาพ : mousouryoku.com

ที่มาภาพ : tripadvisor.jp
ภาพข้าวปั้นที่ทำมาจากข้าวที่เหลือ
ที่มา : จิตรลดา เอื้อชลิตนุกูล (นักเรียนไทยในประเทศญี่ปุ่น)


บริโภคแต่ (ซอง) น้อย

ซองขนมส่วนใหญ่จะระบุ ‘หน่วยบริโภค’ เอาไว้ อย่างซองขนมที่ระบุไว้ว่า 4 หน่วยบริโภค หมายถึงควรแบ่งรับประทาน 4 ครั้ง แต่ข้อความเหล่านี้เรามักจะมองข้ามไปและเผลอกินไปจนหมด 4 หน่วยบริโภคในครั้งเดียว (ใช่ไหมล่ะ!) ด้วยความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคเช่นนี้จึงมีการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อการ ‘บริโภคแต่น้อย’ โดยไม่ใช่แค่บอกผ่านข้อความบนซองขนม แต่เป็นการออกแบบการบรรจุขนมในซองย่อยๆ ตามปริมาณที่แนะนำต่อหน่วยบริโภค ช่วยให้ผู้บริโภคได้เรียนรู้ปริมาณที่เหมาะสมผ่านการกินจริงๆ ตามหลักการ Learning by doing และเกิดการยั้งใจก่อนจะฉีกขนมซองถัดไป 
ที่มาภาพ : blog.udn.com

ที่มาภาพ : shareview.jp

 

ให้ข้อมูลทางโภชนาการอย่างใส่ใจ

เราทราบกันดีว่าคนวัยทำงานควรจะได้รับพลังงานต่อวันประมาณ 2,000  กิโลแคลอรี ยิ่งในคนที่ควบคุมอาหารจะต้องมีการคำนวณพลังงานและสารอาหารที่ได้รับอย่างละเอียด มีการชั่ง ตวง วัด อย่างจริงจัง  ในประเทศไทยกลุ่มคนที่คุมอาหารอย่างจริงจังเช่นนี้มักจะต้องทำอาหารเอง เลี่ยงการกินอาหารปรุงสดใหม่นอกบ้าน เพราะอาหารส่วนใหญ่นั้นหาได้ยากมากที่จะมีข้อมูลโภชนาการระบุ นอกจากจะต้องพึ่งพาอาหารในบรรจุภัณฑ์จากโรงงานอุตสาหกรรมแทน แต่ในประเทศญี่ปุ่นนั้นข้อมูลทางโภชนาการเหล่านี้สามารถพบได้ทั่วไป แม้ในอาหารหรือขนมที่วางขายในตลาดนัดก็จะมีข้อมูลทางโภชนาการระบุไว้อย่างละเอียด อย่างขนมปังอบใหม่ในภาพนี้ มีทั้งข้อมูลพลังงานและสารอาหารชี้แจงให้ผู้บริโภคอย่างชัดเจน

ที่มาภาพ : mash-up.jp

ข้อมูลเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วการเข้าถึงข้อมูลในอาหารที่เรากำลังจะกินเข้าไปนั้นถือเป็นสิทธิ์ของผู้บริโภคทุกคน ไม่ใช่แค่ในคนที่ควบคุมอาหาร เพื่อที่เราจะสามารถออกแบบการบริโภคที่เหมาะสมให้กับตัวเองได้

 

การจับคู่สารอาหาร

ซูเปอร์มาร์เก็ตในญี่ปุ่นอยากปลูกฝังเด็กนักเรียนประถมตัวน้อยให้เห็นถึงความสำคัญของอาหารเช้า ที่ถึงแม้จะเร่งรีบไปโรงเรียนก็สามารถจับคู่อาหารให้ได้รับสารอาหารที่ครบ 5 หมู่ได้ จึงได้ทำโปสเตอร์แนะนำการจับคู่อาหารเช้าให้กับผู้ปกครอง อย่างข้าวปั้นกับไข่ต้มกับมะเขือเทศก็จะได้อาหารเช้าที่อิ่มอร่อย รวดเร็ว และสารอาหารครบถ้วน ในฐานะผู้ประกอบการ ถ้าหันมาให้ความสนใจเห็นคุณค่าของโภชนการที่ไม่เน้นเรื่องความอิ่มอร่อยเพียงอย่างเดียว เพิ่มการใส่ใจออกแบบการกินที่ช่วยให้ได้สารอาหารครบถ้วนก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้และอิ่มอร่อยไปพร้อมกัน

ที่มาภาพ : maff.go.jp

 

อิตะดะคิมัส (いただきます) !

การที่ประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการออกแบบการบริโภคอย่างใส่ใจ คำนึงถึงพฤติกรรมของประชากรจนทำให้คนญี่ปุ่นสามารถเข้าถึงข้อมูล ความรู้ทางโภชนาการ อาหารและบริการที่ดีต่อสุขภาพได้ในชีวิตประจำวันเช่นนี้ ก่อให้เกิดเป็นพฤติกรรมที่ถูกซึบซับเข้าไปในประชากรญี่ปุ่นตั้งแต่ในวัยเด็กและเกิดเป็นสังคมแห่งการกินดี เราต่างหวังว่าสักวันหนึ่งเราจะเห็นสังคมไทยของเรา ยกระดับมาตรฐานการบริโภคที่คำนึงถึงผู้บริโภคเป็นสำคัญ และทำให้ ‘การดูแลสุขภาพจากการกินเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงและทำได้ในทุกวัน’


เรื่องโดย จิตรลดา เอื้อชลิตนุกูล
เรียบเรียงโดย โศภิษฐา ธัญประทีป

ที่มา
https://www.voicetv.co.th/read/kCEZ6xOzG
https://www.nikkei.com/article/DGXLAS09ABD01_U4A900C1AA1P00/

Category Tags
Business & Industrial
Share this Article !