โมเดลการทำรายได้สมัยใหม่ของนักดนตรี ที่ไม่ใช่แค่ Streaming Services

14 September 2020 | TCDC | CREATIVE PROCESS

เพียงแค่มีความคิดสร้างสรรค์ มีความรู้พื้นฐานในการเขียนเพลง

(ที่สามารถหาศึกษาได้จากอินเทอร์เน็ตเพียงปลายนิ้วสัมผัส)
 
มีอุปกรณ์สำหรับอัดเพลงโดยแทบไม่ต้องลงทุนกับสตูดิโอใหญ่ ๆ
(แต่อาจแลกมาด้วยคุณภาพของเสียง)
 
ก็สามารถสร้างผลงานเพลงขึ้นมาได้แล้ว

 

ในเมื่อการทำเพลงในทุกวันนี้เป็นเรื่องง่ายกว่าสมัยก่อนก็เท่ากับว่าใครก็สามารถเป็นศิลปิน ‘อินดี้’ ได้ทั้งสิ้น (ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแนวเพลงแต่อย่างใด แต่หมายถึงกระบวนการทำงานแบบ ‘อิสระ’ ไม่มีค่าย หรือมีต้นสังกัดเป็น distributor หรือช่วยโปรโมต ไม่มีการแทรกแซงกระบวนการสร้างสรรค์แต่อย่างใด) ประกอบกับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และโซเชียลเน็ตเวิร์คซึ่งเป็นเครื่องมือทรงพลังในโลกยุคใหม่ที่ทำให้ข้อมูลส่งถึงกันได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ทำให้ใครก็สามารถอัปโหลดเพลงตัวเองขึ้นบนแพลตฟอร์มออนไลน์

ภาพจาก : www.pexels.com/

บทเพลงแพร่หลายไปได้ในทุกที่ และเกิดการขยายตัวและการแข่งขันภายในตลาดดนตรีสร้างสรรค์ จากจุดนั้นเองที่ทำให้มีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น เพราะการที่ตัวเลขเพิ่มสูงขึ้นมากเท่าไหร่ แปลว่าศิลปินคนนั้นจะถูก algorithm ผลักดันให้มีคนเห็นและได้ฟังเพลงมากขึ้น ซึ่งทางแพลตฟอร์มเองก็ตอบโจทย์ศิลปินด้วยการที่ส่งเสริมให้สามารถแลกยอดวิว เปลี่ยน engagement ต่าง ๆ เป็นเงินได้จริง (monetize)

การที่โลกอุดมไปด้วยข้อมูลข่าวสารที่วันวันนึงเราก็เสพได้ไม่หมด ทำให้ศิลปินต้องหันมาขับเคี่ยวกันที่ ‘การเป็นผู้ถูกเห็นหรือได้ยินมากกว่า’ ผ่านทั้งยุทธวิธีในการทำเพลงยังไงให้ติดหู เพื่อที่คนจะได้มาฟังเยอะ ๆ หรือสร้างภาพลักษณ์ให้เป็นที่จดจำ เพื่อดึงดูดความสนใจให้ได้มากที่สุด ทั้งหมดก็เพื่อสร้างรายได้จากช่องทางออนไลน์ให้ได้มากขึ้น สืบเนื่องมาจากปัจจุบันคนซื้อสื่อที่จับต้องได้ (physical format) อย่างซีดี แผ่นเสียง เทป กันน้อยลง (ในช่วงก่อนหน้านี้ที่ mp3 มาใหม่ ๆ ที่การผลิตต้องหยุดชะงัก ไม่ใช่ช่วงที่เกิดการปั่นราคาเทปแบบในปัจจุบัน)

“สมัยก่อน ถ้าอยากประสบความสำเร็จก็ต้องมีค่าย เพราะดิจิทัลมันยังไม่ได้ง่ายขนาดนี้ เพราะสมัยก่อนคนก็ยังไม่มี know how และถ้าจะเข้าค่ายได้ เราต้องมีฝีมือ ไม่ได้พูดถึงความเก่งอย่างเดียวเท่านั้น แต่หมายถึงการเป็นตัวของตัวเอง ถือเป็นความสามารถอย่างนึง”

DJ Spydamonkee หรือ คุณเต้ง—เมธี ขวัญบุญจัน DJ, Producer ศิลปิน และผู้ร่วมก่อตั้ง ก้านคอคลับ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวงการดนตรีในยุคปัจจุบัน

“แต่ตอนนี้เราสามารถออกไปได้โดยไม่มีฝีมือ อุปกรณ์ราคาถูก ทำง่ายขึ้นกว่าสมัยก่อนเยอะ เด็กมีความสามารถสูง มีตัวอย่าง มีมีเดียให้ดูเยอะ เพราะงั้นน่าจะมีประสิทธิภาพสูง มีคุณภาพ แต่ผลต่อเนื่องของความง่ายจะทำให้ creativity หาย และความที่ยึดเทรนด์เป็นหลัก สมัยนี้อะไรที่ฮิต คนก็ชอบกัน exposure มันง่ายขึ้น คุณเป็นอะไรก็ได้ จะเขียนอะไรก็ได้ วัดกันที่ยอดไลก์ อันไหนเลขเยอะ ก็ประสบความสำเร็จ จะเลือกเป็นอีกเวย์นึงที่จะทำงานก็ได้ ไม่มีข้อดีข้อเสีย แต่สักพักก็จะทำเหมือนกันหมด ความสนุกจะน้อยลง สีสัน ความหลากหลายจะน้อยลง”

“ผมเป็นคนชอบตามไอทีอยู่แล้ว เราก็ต้องปรับตัวว่าทุกวันนี้ผู้บริโภคเป็นยังไง จากตัวเลขที่ดูแล้ว การที่เราจะเป็น influencer ผมว่ายาก กว่าที่แพลตฟอร์มต่าง ๆ จะเปิดให้เรา monetize มันก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ เพราะคนทั่วไปก็ทำกันเยอะ ทุกคนเข้าถึงสื่อกันหมด แต่เราก็มีสิทธิฟลุค ซึ่งมันก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือความหลากหลายมีเยอะ ข้อเสียคือความจำเจจะตามมา แต่มันก็สามารถสะท้อนได้ว่าสังคมตอนนี้เป็นยังไง คนชอบแบบไหน ซึ่งบางอย่างไม่รู้ถูกหรือผิดต้องไปคิดกันต่อเอาเอง”

อีกปัจจัยที่เป็นผลกระทบที่หลายคนไม่ทันตั้งตัวคือ covid-19 ที่อุตสาหกรรมดนตรีก็เป็นอีกธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด การรักษาระยะห่างเพื่อลดการแพร่เชื้อก็บีบบังคับให้ศิลปินไม่สามารถจัดแสดงคอนเสิร์ตได้ไปชั่วขณะ ทั้งที่จริง ๆ แล้วการแสดงสดนับเป็นช่องทางการสร้างรายที่สำคัญที่สุดในยุคที่คนไม่ซื้อแผ่นและนิยมฟังไฟล์ดิจิทัล พวกเขาจึงต้องเปลี่ยนมาทำการตลาดทางออนไลน์แทน

ซึ่งการทำการตลาดออนไลน์นอกจากส่วนหลัก ๆ ที่ได้จากโซเชียลมีเดีย หรือสตรีมมิงต่าง ๆ แล้ว ในช่วงโรคระบาดที่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคไปไม่น้อย ผู้ฟังหลายคนจากที่ปกติฟังเพลงขณะทำงานที่ออฟฟิศ เมื่อพวกเขาต้อง work from home ก็ทำให้ได้ใช้เวลากับที่บ้านมากขึ้น มีกิจกรรมยามว่างทำที่บ้านมากขึ้น จนบางคนก็ได้ฟังเพลงจากสตรีมมิงน้อยลง ทำให้ศิลปินบางคนที่ปกติได้รายได้จากสตรีมมิง ถึงกับเลือกสร้างรายได้จากช่องทางออนไลน์อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเพลงด้วยซ้ำ

“ผลกระทบจาก covid-19 ทำให้ตอนนี้เป็นคนว่างงานอยู่ ไม่สามารถไปเล่นได้ จริง ๆ อยากทำงาน แต่ก็ไม่อยากเสี่ยงอยู่ดี เพื่อความชัวร์ก็ต้องอดทน เพราะกลับมาอีกรอบก็ไม่คุ้ม เราเลยคิดว่าจะทำอะไรทดแทนรายได้ นอกจากใช้เงินเก็บ ก็เอาเวลามาซ้อม ทำอะไรที่เราคิดว่ามันจะเป็นวิถีใหม่ เผื่อว่ากลับมาทำแล้วอาจจะไม่เหมือนเดิม ก็เริ่มมีการไลฟ์ สร้าง fanbase ทางเฟซบุ๊ก เพราะมันมี Level Up Program คือในต่างประเทศ การแบ่งปัน สนับสนุนคอนเทนต์ด้วยเงินเป็นเรื่องปกติ อาจจะไม่ต้องนั่งแต่งตัววาบหวิวเพื่อให้ได้ดาว ดาวเนี่ยสามารถไปแลกเป็นเงินได้”

ภาพบรรยากาศส่วนหนึ่งจาก  Metee Quanboonchan - live : www.facebook.com/spyda1tbl/videos/3202341593153531/

“Facebook ก็ทำ monitization program บ้าง แต่มันยังมีข้อจำกัดคือ คนที่จะเข้าโปรแกรมนี้ได้ต้องเป็นเพจที่สร้างขึ้นใน category ของ creative gaming เท่านั้น และต้องมีอายุประมาณเดือนนึง มี follower 100 ขึ้นไป และใน 14 วัน ต้องแคสต์เกม (พากย์เกม) เกิน 4 ชั่วโมง ใน 2 วัน หมายความว่า 2 วัน วันละ 2 ชั่วโมงก็ได้ พอเข้ามาแล้วเราก็จะสามารถรับดาวได้ พอทำ ๆ ไปมันก็มีหลาย rank เหมือนกัน ตอนนี้เป็นแค่ affeliate ก่อน แล้วพอเลเวลเราสูงขึ้น คนตามเยอะขึ้น คนคุยเกินกันเกินร้อยคน จะเป็น partner ได้ เอาโฆษณามาลงได้ การที่คนจะดูเยอะก็กลับมาที่คอนเทนต์อยู่ดี ไม่รู้ว่าทำอะไรถึงจะโดนหรือไม่โดน ต้องดู analytic ดี ๆ และที่สำคัญคือต้อง frequency มาสม่ำเสมอ ของผมคนดูมีไม่เยอะแต่มีเจ้าประจำตลอด”

“แต่การให้ดาว หรือให้ bit มันยังไม่ใช่ค่านิยมของคนไทย ตอนแรกผมอายนะ การไลฟ์แล้วมีคนให้ดาวให้อะไร แต่พอรีเสิร์ชแล้วมันเป็นปกติ เรื่อง donate แสดงความชื่นชอบ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนดัง เริ่มจากใน Twitch เป็นสังคมของการแบ่งปัน เวลาเราดูใคร สนุก ชอบ โยนมาเลย 100 ดาว เป็นการแบ่งปันน้ำใจที่ดีมาก”

“ถ้าเราจะทำอย่างนี้ต้องเริ่มด้วยจิตสำนึกว่าจะไม่ได้ทำเพื่อเอาเงิน จะทำจากความชอบก่อน ถ้าเราจะเข้าโปรแกรมเพื่อเอาเงินมาได้เยอะ ๆ พบความผิดหวังแน่นอน เพราะคนไทยไม่ค่อยซัพพอร์ตกันเท่าไหร่ ก็หวังว่าสักวันจะมีจิตสำนึกของการแบ่งปัน เมื่อเรารู้สึกประทับใจ ชอบก็ให้เงินเป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องอาย”

แม้ในตอนนี้เฟซบุ๊กจะยังไม่มีการไลฟ์สำหรับ music content เพราะช่วง lockdown ที่ผ่านมาดีเจ และศิลปินหลายคนที่เลือกเล่นเพลงของตัวเองลงใน Facebook live ก็จะถูกตัดจบการออกอากาศกลางคัน ด้วยเหตุผลที่ว่า การไลฟ์แบบนี้เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ นำเพลงของเจ้าของผลงานซึ่งก็คือ ‘ตัวเราเอง’ มาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตอยู่ คุณเต้งก็ได้เสนอทางแก้ไขเช่นกัน

“ทางฝั่ง music content เขาพูดถึงมาสักพักแล้ว แต่ก็ยากอยู่สำหรับ Facebook เพราะเขาให้ความสำคัญกับเรื่อง copyrights มาก คนทำดีเจเวลาไลฟ์ก็จะโดนตัดกลางอากาศ เพราะเหมือนเปิดเพลงที่มี copyrights อยู่ ดังนั้นอาจจะหาตรงกลางคือการแก้ที่ต้นสังกัด บางทีการใส่เสียงสุนัข แมวร้อง ยังมี copyrights ทุกอย่างกลายเป็นเอาเงินเป็นตัวตั้ง บางทีต้องรู้จักแบ่งปันกัน เป็นนักดนตรี มีสังกัด มันก็เป็นรายได้ส่วนนึง แต่ไม่ใช่รายได้หลัก ถ้าเอาไปทำโฆษณาก็เป็นอีกเรื่องนึง ควรเป็นสังคมแบ่งปันกันมากขึ้น”

“ทางแก้ก็อาจจะเป็นบริษัท distribute เพลงสำหรับ dj mix, performer หรือ cover ให้เลือกจ่ายเป็น รายเดือน หรือรายปี กดไป แล้วคุณไฟเขียว สำหรับนักดนตรีที่จะไปเล่น คุณก็เก็บเงินค่าเข้าชมแทน และให้เข้มงวดกับคนที่ละเมิดลิขสิทธิ์ มากขึ้นให้เหมือนกับคนที่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ มันก็จะดีกับทุกฝ่าย หรือถ้าจะทำให้ watch duration นานขึ้น จะให้เลือกจ่ายเป็นรายครั้ง หรือ subscribe เป็นรายเดือนก็ได้ แล้วช่องนี้จะไม่มีปัญหาเรื่องโดนลิขสิทธิ์ ผมว่าวิธีนี้น่าสนใจ เพื่อให้คนหันมาซัพพอร์ตคนที่ถูกลิขสิทธิ์ ระบบซัพพอร์ตก็ต้องทำให้ง่าย paypal ใช้ให้แพร่หลาย เฟซบุ๊กเราซื้อดาวได้ Twitch มี bits ให้ซื้อได้ ทุกคนมีบิลที่ต้องจ่าย creator ต้องทำคอนเทนต์มาเป็นอาชีพ อย่ามองเป็นแง่ลบ ต้องมีจิตสำนึกของการแบ่งปัน ซัพพอร์ตเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นสิ่งที่ควรทำ”

รู้จักกับ DJ Spydamonkee หรือ คุณเต้ง—เมธี ขวัญบุญจัน DJ, Producer ศิลปิน และผู้ร่วมก่อตั้ง ก้านคอคลับ มากขึ้นที่ :

เรียบเรียงโดย มนต์ทิพา วิโรจน์พันธุ์

Category Tags
Music & Sound
Share this Article !