ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมตามแบบฉบับของ Patagonia

20 August 2020 | TCDC | KNOW WHO

เมื่อเดือนกันยายน ปี 2019 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UN Environment Program ได้ประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัล Champions of the Earth รางวัลเชิดชูองค์กร/บุคคลที่มีผลงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อมในสาขาต่างๆ ซึ่งผู้ที่เคยได้รับรางวัลนี้มีตั้งแต่ผู้นำระดับสูงของประเทศ นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ผู้คิดค้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่บุกเบิกการปกป้องรักษาโลกใบนี้เพื่อคนรุ่นหลัง Patagonia เป็นตัวแทนกลุ่มภาคธุรกิจที่ได้รับรางวัลนี้ จากวิสัยทัศน์และนโยบายด้านความยั่งยืนอันเป็นแก่นของการบริหารองค์กร 

ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายที่ Patagonia จะได้รับการยกย่องในระดับโลก เมื่อพิจารณาพันธกิจและกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ที่เป็นหัวใจของแบรนด์มานานกว่า 40 ปี 


อีวอง ชูนาร์ด (Yvon Chouinard) ชื่อที่เป็นตำนาน

Patagonia ถือกำเนิดขึ้นในปี 1973 โดยอีวอง ชูนาร์ด (Yvon Chouinard) นักธุรกิจชาวอเมริกันผู้รักธรรมชาติและกิจกรรมกลางแจ้ง เขาเป็นนักปีนเขาและธุรกิจของเขาก็ต่อยอดมาจากกิจกรรมโปรดของเขานั่นเอง ย้อนกลับไปในปี 1957 ชูนาร์ดเรียนตีเหล็กเพื่อผลิตหมุดปีนเขาเอง เพราะอุปกรณ์ที่วางขายในท้องตลาดคุณภาพไม่ถูกใจ เขาตระเวนปีนเขาไปทั่วสหรัฐอเมริกาและไม่ลืมที่จะติดหมุดปีนเขาไปเปิดท้ายรถขายด้วย คงไม่ต้องบอกว่ากิจการเขาไปได้สวยจนหลายมาเป็น Patagonia อย่างเช่นทุกวันนี้ 

ที่มา : inc.com

การคลุกคลีอยู่กับร่องผาและโขดหิดทำให้ชูนาร์ดผูกพันกับธรรมชาติมาตั้งแต่วัยเด็ก เขารัก หวงแหน และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะปกปักษ์รักษาธรรมชาติเอาไว้ เขาตระหนักดีกว่ากิจกรรมที่เขารักมีส่วนในการรบกวนธรรมชาติ หมุดปีนผาของเขาแม้ว่าจะคุณภาพดีแต่การปักและดึงหมุดออกจากหินทำให้ร่องหินแตกเสียหาย เขาตัดสินใจระงับการขายหมุดรุ่นนี้แม้จะเป็นสินค้าหลักของกิจการ และลงทุนลงแรงกับการวิจัยและพัฒนานานกว่าสองปี จึงได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ซึ่งเป็นหมุดที่สามารถเกี่ยวกับร่องหินได้โดยไม่ต้องเจาะ

ชูนาร์ดคือผู้วางแนวคิดและจิตวิญญาณของ Patagonia ที่ดำเนินมาอย่างยาวนานกว่าสี่ทศวรรษ สร้างมาตรฐานใหม่ให้โลกเห็นว่า ธุรกิจสามารถเติบโตไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมได้ บริษัทให้ความสำคัญกับธุรกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างเท่าเทียมกัน นอกจากจะมีพันธกิจในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดโดยไม่รบกวนธรรมชาติแล้ว ยังมุ่งมั่นใช้ธุรกิจในการแก้ปัญหาวิกฤติสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย ความเชื่อที่ว่าเราต้อง ‘เลือก’ อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นความเชื่อที่ล้าหลังไปแล้ว


ธุรกิจ ‘เพื่อสิ่งแวดล้อม’ 

เพราะอุตสาหกรรมสิ่งทอปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 1.2 พันล้านตันต่อปี การผลิตเสื้อผ้าและรองเท้าปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด กระบวนการผลิต การขนส่ง การใช้และจัดการผลิตภัณฑ์ ล้วนสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน และนับวันยิ่งมากขึ้นเรื่อยจากการบริโภคที่เติบโตขึ้น Patagonia ทราบดีว่าบริษัทเป็นส่วนหนึ่งของภัยคุกคามต่อโลกและต้องการที่จะใช้การทำธุรกิจเป็นหนทางสู่การแก้ไขปัญหา

Patagonia ให้ความสำคัญด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบและคู่ค้า กว่าจะเป็นผู้ส่งวัตถุดิบให้กับ Patagonia ได้ คู่ค้าจะต้องผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการด้านความรับผิดชอบต่อสังคม โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกในด้านต่างๆ เช่น กระบวนการผลิตที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีการทรมานสัตว์

นอกจากนี้บริษัทยังใช้หลักการค้าที่เป็นธรรม (fair trade) โดยปัจจุบัน สินค้ากว่า 700 รายการของบริษัทผ่านมาตรฐานแฟร์เทรด (Fair Trade Certified™) ซึ่งส่วนต่างทางราคาที่เพิ่มขึ้นของสินค้ากลุ่มนี้ถูกจ่ายโดยตรงให้กับลูกจ้างในโรงงาน โดยมีคณะกรรมการลูกจ้างตัดสินใจร่วมกันว่าจะนำเงินส่วนนี้ไปทำอะไร ตั้งแต่ดำเนินโครงการชุมชน โครงการด้านสุขภาพ แจกจ่ายในรูปสิ่งของหรือตัวเงิน บริษัทยังก่อตั้งโครงการ The Footprint Chronicles เพื่อเล่าที่มาที่ไปของผลิตภัณฑ์แต่ละรายการ เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจผลกระทบจากขั้นตอนการผลิตที่เกิดกับสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเปิดพื้นที่รับฟังข้อเสนอแนะและความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและบุคคลทั่วไป เพื่อนำไปปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น 

ปัญหาจากสารเคมีในภาคเกษตรกรรมเป็นสิ่งที่ Patagonia ไม่อาจปล่อยผ่านไปได้ ฝ้ายซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมสิ่งทอทั่วโลกใช้สารเคมีที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ บริษัทเริ่มผลิตสินค้าที่ใช้ฝ้ายออร์แกนิกครั้งแรกในปี 1996 และในปัจจุบันผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าของ Patagonia ใช้ฝ้ายออร์แกนิคทั้งหมด อีกเป้าหมายของบริษัทคือใช้วัตถุดิบที่มาจากวัสดุรีไซเคิลทั้งหมดในกระบวนการผลิตภายในปี 2025 ในปัจจุบันบริษัททำได้แล้ว 72 เปอร์เซ็นต์ (เมือเทียบกับอุตสาหกรรมเสื้อผ้าที่ใช้วัสดุรีไซเคิลเพียง 15 เปอร์เซ็นต์) 

ที่มา :  https://www.patagonia.com/our-footprint/

Patagonia ทราบดีว่าหนึ่งในปัจจัยหลักที่เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงของปัญหาสิ่งแวดล้อมคือการบริโภคเกินจำเป็น บริษัทสนับสนุนให้ลูกค้าซ่อมเสื้อผ้าเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ โดยบริษัทเปิดศูนย์ซ่อมเสื้อผ้าในร้านค้า 54 สาขาทั่วโลก และหากสินค้าเสียหายเกินกว่าจะซ่อมได้ทางแบรนด์จะนำไปรีไซเคิลต่อไป อย่างไรก็ดี คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการส่งสารที่เป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดของแบรนด์คือแคมเปญ Don’t Buy this Jacket (อย่าซื้อแจ็กเก็ตตัวนี้ !) ในปี 2011 ที่ลงโฆษณาเต็มหน้าหนังสือพิมพ์ชื่อดังอย่าง The New York Times ในวัน Black Friday ซึ่งเป็นวันช้อปปิ้งแห่งชาติของชาวอเมริกันและเป็นวันที่มียอดขายสูงสูดของทุกปี แก่นสำคัญของข้อความนี้ที่แบรนด์ต้องการส่งถึงลูกค้าด้วยความจริงใจก็คือ อย่าซื้อสินค้าหากไม่ได้ต้องการจริงๆ การบริโภคที่เกินความจำเป็นทำให้สูญเสียทั้งทางเศรษฐกิจและทรัพยากร เป็นสิ่งที่แบรนด์บอกกับลูกค้ามาหลายทศวรรษแล้ว 

Don’t buy this jacket
ที่มา : patagonia.com

นอกจากนี้ Patagonia ยังสนับสนุนการศึกษาวิจัย 2 โครงการ เพื่อทำความเข้าใจไมโครไฟเบอร์ที่ปลดปล่อยออกมาจากเสื้อผ้าในขั้นตอนการทำความสะอาดและปนเปื้อนลงสู่สภาพแวดล้อม โดยหวังว่าจะพบวิธียับยั้งการปนเปื้อนดังกล่าว ขณะที่งานวิจัยยังดำเนินไป บริษัทได้ดำเนินมาตรการจำกัดผลกระทบโดยออกคำแนะนำต่อลูกค้าว่าไม่ควรซักเสื้อผ้าบ่อยนัก (เพื่อลดการปนเปื้อนไมโครไฟเบอร์ลงสู่ระบบน้ำทิ้งและปนเปื้อนสู่สภาพแวดล้อม) และจับมือกับ GuppyFriend จำหน่ายถุงซักผ้าที่ดักไมโครไฟเบอร์ไม่ให้ปนเปื้อนสู่ระบบบำบัดน้ำในขั้นตอนการซักเครื่องและซักมือ ที่สำคัญ Patagonia นำถุงซักผ้านี้มาขายในราคาทุนเท่านั้น

 

สนับสนุนกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม

นับตั้งแต่ปี 1985 เป็นต้นมา Patagonia บริจาค 1% ของรายได้ในแต่ละปีให้แก่องค์กรสิ่งแวดล้อมทั่วโลก เพื่อดำเนินกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ ในระดับท้องถิ่น เช่น การต่อต้านการสร้างเขื่อน การรักษาป่า ฯลฯ สะท้อนพันธกิจของผู้ก่อตั้งที่อยากจะใช้ธุรกิจเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปริมาณเงินบริจาคทั้งหมดจนถึงปัจจุบันมีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ  ในปี 2016 บริษัทก็สร้างความประหลาดใจอีกครั้งด้วยการบริจาคเงินจากยอดขายทั้งหมดในวัน Black Friday ให้กับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม (ประมาณ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ) 

ที่มา :   patagonia.com 

Patagonia ได้รับคำชื่นชมจาก Inger Andersen ผู้อำนวยการโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ว่าเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของภาคธุรกิจว่าในการเข้าร่วมการต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และภัยคุกคามที่จะเกิดกับมนุษย์ บริษัทแสดงให้เห็นว่า ‘ความยั่งยืนกับผลประกอบการไปด้วยกันได้’ ความสำเร็จของบริษัทสะท้อนว่าผู้บริโภคต้องการเห็นภาคธุรกิจลุกขึ้นมานำการเปลี่ยนแปลง และรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อม 

คงไม่มีแบรนด์ใดในโลกที่พร่ำบอกลูกค้าว่าอย่าซื้อสินค้าของบริษัทแต่ยอดขายกลับโตได้อย่างต่อเนื่อง การดำเนินธุรกิจตามแบบฉบับของ Patagonia เป็นข้อพิสูจน์ว่าการคิดต่างและยึดมั่นในอุดมการณ์ ‘ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม’ สามารถประสบความสำเร็จทั้งทางการเงินและการดูแลสิ่งแวดล้อมไปควบคู่กัน จากบริษัทเล็กๆที่ผลิตอุปกรณ์ปีนผา Patagonia พัฒนามาเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนในระดับโลก ปกป้องสิ่งแวดล้อมhomeไปพร้อมๆ กับการทำธุรกิจในทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ วัสดุ รวมถึงการบริจาครายได้เพื่อกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ ดังที่พันธกิจที่บริษัทประกาศไว้ว่า

 "We're in business to save our  planet." 

________________________________________
เรียบเรียงโดย กรณิศ ตันอังสนากุล 


อ้างอิง

https://www.businessinsider.com/patagonia-un-champions-of-the-earth-award-2019
https://www.unenvironment.org/news-and-stories/press-release/us-outdoor-clothing-brand-patagonia-wins-un-champions-earth-award
https://www.businessinsider.com/patagonia-un-champions-of-the-earth-award-2019
https://www.patagonia.com/stories/dont-buy-this-jacket-black-friday-and-the-new-york-times/story-18615.html
https://www.patagonia.com
https://www.patagonia.com/blog/2017/06/what-you-can-do-about-microfiber-pollution/
https://www.patagonia.com/static/on/demandware.static/-/Library-Sites-PatagoniaShared/default/dw824fac0f/PDF-US/2017-BCORP-pages_022218.pdf

 

Category Tags
Design & Creativity
Share this Article !