‘Stay-at-Home economy’ – เศรษฐกิจของคน(ต้อง)ติดบ้าน

29 May 2020 | TCDC | MARKETING

รูปแบบเศรษฐกิจใหม่อาจกำลังเกิดขึ้นอีกหลากหลายรูปแบบอันเนื่องมาจากวิกฤตการระบาดของ Covid-19 ที่กำลังเผชิญกันอยู่ทั่วทุกมุมโลก วิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปชั่วอาจเพียงคราวหรือถาวร จำกัดให้ผู้คนสามารถทำกิจกรรมต่างๆ อาทิ ทำอาหาร ออกกำลังกายหรือทำงาน ได้ในพื้นที่ที่จำกัดภายในที่พักอาศัยของตนเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งพฤติกรรมการบริโภคจะเปลี่ยนแปลงไปส่งผลให้เกิดรูปแบบเศรษฐกิจที่เรียกว่า ‘Stay-at-Home Economy’ 

เศรษฐกิจแบบ Stay-at-Home นี้ไม่ใช่กระแสที่มาใหม่แต่อย่างใด แต่เป็นผลพวงของ technology disruption ที่เข้ามาปรับเปลี่ยนวิถีการบริโภคอย่างต่อเนื่อง การระบาดของ Covid-19 เป็นเหมือนตัวเร่งที่สำคัญมากให้เศรษฐกิจแบบ Stay-at-Home เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วควบคู่ไปกับเทคโนโลยีในปัจจุบัน โดยจะเห็นได้จากเศรษฐกิจช่วงวิกฤตของจีน ธุรกิจด้านอาหารมียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 9.7% เมื่อเทียบกับช่วงสองเดือนแรกของปีที่ผ่านมา เนื่องจากผู้คนเปลี่ยนจากการรับประทานอาหารที่ร้านเป็นการซื้ออาหารกลับไปรับประทานที่บ้านถึงแม้ว่าสถานการณ์การระบาดจะดีขึ้นมากแล้วก็ตาม หรือการปรับตัวของของบริษัทอีคอมเมิร์ซอย่าง Meituan Dianping แพรตฟอร์มออนไลน์อันดับหนึ่งของจีนที่รวบรวมการรีวิวสินค้าไลฟ์สไตล์ ร้านค้า บริการและสถานที่ท่องเที่ยว ที่แซงคู่แข่งอย่าง Alibaba ด้วยการใช้ระบบการจัดส่งสินค้าแบบ ‘non-contact delivery’ โดยผู้จัดส่งจะวางสินค้าลงในภาชนะหรือสถานที่ที่ลูกค้ากำหนดไว้ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้เกิดการสัมผัสและลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อ รวมไปถึงภาครัฐและเอกชนของจีนมีการเร่งการพัฒนาและก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จะมารองรับระบบ 5G และจัดตั้งศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลการบริโภครูปแบบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ

ในฝั่งของอเมริการูปแบบวิถีชีวิตก็ถูกปรับเปลี่ยนไปอย่างมากเช่นเดียวกัน ธุรกิจต่างๆ ปรับรูปแบบการขายสู่แพรตฟอร์มออนไลน์มากยิ่งขึ้น มองหาเทคโนโลยีที่จะมาช่วยตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต้องอาศัยอยู่แต่ที่บ้าน ความต้องการในตลาดอีคอมเมิร์ซสูงมากจนส่งผลให้ บริษัทอันดับหนึ่งด้านอีคอมเมิร์ซอย่าง Amazon ต้องประกาศรับสมัครงานพนักงานเพิ่มกว่า 100,000 คน เพื่อรองรับกับความต้องการที่มหาศาลในตลาดออนไลน์ของอเมริกา โดยช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมามีการสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นถึง 2 ดอลลา ในทุกๆ 1 ชั่วโมง หรืออย่าง Instacart สตาร์ทอัพให้บริการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากร้านค้าหรือซุปเปอร์มาเกต ได้เปิดเผยตัวเลขยอดการใช้บริการที่เพิ่มสูงขึ้นทวีคูณจาก 10 เท่า เป็น 20 เท่าภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ 

สำหรับภาคธุรกิจการปรับกลยุทธเพื่อมุ่งเข้าสู่ตลาดออนไลน์หรือรูปแบบการบริโภคในแบบ stay-at-home จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ บทความนี้จึงขอนำเสนอ 4 แนวทางการทำการตลาด stay-at-home โดย IPSOS บริษัทวิจัยตลาดและผู้บริโภคที่จะสามารถช่วยปรับกลยุทธธุรกิจให้สอดคล้องกับเทรนด์นี้ได้

 

1. Fast and widespread information - สร้างข้อมูลที่รวดเร็วและทั่วถึง

การซื้อสินค้าออนไลน์ได้กลายเป็นช่องทางซื้อสินค้าที่สำคัญสำหรับผู้บริโภค นอกจากการจัดส่งที่ต้องสะดวกแล้วแพลตฟอร์มการช็อปปิ้งออนไลน์ยังให้ข้อมูลที่ครบถ้วนสำหรับผู้บริโภคในการตัดสินใจสั่งซื้อ ซึ่งในยุคที่ผู้บริโภคเข้าถึงสื่อออนไลน์ได้เพียงแค่ปลายนิ้ว ธุรกิจจึงไม่ควรมองข้ามช่องทางออนไลน์เป็นอย่างยิ่ง โดยเราจะเห็นว่ามีแพรตฟอร์มหลากหลายรูปแบบที่สามารถสื่อสารแบรนด์ให้กับผู้บริโภคได้ อย่างการทำโฆษณาขายบน Youtube หรือการ Livestreaming และที่กำลังมาแรงไปทั่วโลกอย่าง TikTok แพรตฟอร์มสังคมออนไลน์ที่สามารถสร้างและแชร์วีดีโอคลิปสั้นๆ รวมถึงปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นบนแพรตฟอร์มนี้ได้
 
 

2. It’s not just about online - ออนไลน์อย่างเดียวไม่เพียงพอ

การขายสินค้าออนไลน์อาจไม่ใช่คำตอบสำหรับผู้บริโภคทุกกลุ่ม ถึงแม้ว่าการทำตลาดออนไลน์จะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ลูกค้าเข้าถึงแบรนด์ได้อย่างรวดเร็ว แต่สินค้าบางประเภทโดยเฉพาะที่คุณภาพและราคาค่อนข้างสูง ผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญกับประสบการณ์การทดลองใช้งาน ได้สัมผัสกับสินค้าจริง ดังนั้นการมีหน้าร้านก็อาจจะยังสำคัญเช่นเดียวกันกับการทำออนไลน์ ตัวอย่างเช่น Instoptica แคมเปญการตลาดจากร้านขายแว่นตา Luxoptica ที่ประเทศยูเครน โดยใช้ Instagram Stories โพสเพื่อชวนให้คนมาตรวจวัดสายตาตัวเองได้ง่ายๆ โดยดูวิธีการจาก Instagram Stories ซึ่งกระตุ้นให้คนสนใจปัญหาสายตากันมากขึ้น และแคมเปญนี้ยังมีการติดป้ายโฆษณาหรือบิลบอร์ดออกไปทั่วเมือง เพื่อให้กดติดตามมาที่ Instagram ของร้าน ซึ่งเป็นการทำแคมเปญการตลาดที่ใช้ทั้งสื่อออฟไลน์และออนไลน์ได้อย่างดีมาก
 

3. Time for Home Entertainment - เวลาแห่งความบันเทิงในบ้าน

เมื่อต้องอยุ่บ้านมากขึ้น ความต้องการกิจกรรมความบันเทิงรูปแบบต่าง ๆ จึงเพิ่มมากยิ่งขึ้นไปด้วย ผู้บริโภคยอมลงทุนกับการซื้อผลิตภัณฑ์ภาพและเสียงที่มีคุณภาพสูง เพื่อให้ได้ประสบการณ์การทำกิจกรรมได้ดีที่สุด ตัวอย่างเกม Ring Fit Adventure เกมออกกำลังกายจากบริษัท Nintendo ที่ขายพร้อมกับ Ring-Con อุปกรณ์คอนโทรลเลอร์รูปแบบวงกลมที่ทำให้ผู้เล่นเหมือนเข้าไปเป็นตัวละครในเกมจริง หรืออย่าง Netflix Party บริการเสริมของ Google Chrome ที่ทำให้ผู้ใช้งาน Netflix สามารถรับชมซีรี่ย์หรือภาพยนตร์ บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของตัวเองแบบออนไลน์ไปพร้อมกับคนอื่นๆ ได้อย่างเช่น กลุ่มเพื่อนของเรา โดยไม่ต้องอยู่ที่เดียวกัน

4. Apply VR to Shopping Experience - นำเสนอประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบ

ปัจจุบันเทคโนโลยี VR ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางในเกือบทุกอุตสาหกรรม อาทิ ทางการแพทย์, การก่อสร้าง ที่อยู่อาศัย, ค้าปลีก, การทหาร การศึกษา และอุตสาหกรรมบันเทิงรวมถึงวิดีโอเกมการถ่ายทอดสดและภาพยนตร์ และการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ไม่ได้ยุ่งยากอีกต่อไป อย่างเว็บไซต์ augment.com ที่ให้บริการสร้างระบบ VR หรือสร้างภาพ 3D ของสินค้าเพื่อลงขายบนออนไลน์ จากผลการสำรวจของ Goldman Sachs Global Investment Research พบว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีด้าน VR จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่า 35 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2568 และในไม่ช้าการมีอุปกรณ์ VR ในบ้าน จะกลายเป็นเรื่องปกติของผู้บริโภคในการสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าที่สมบูรณ์แบบ
 
แม้ว่าหลังจากการระบาดของ Covid-19 จบลง มีการคาดการณ์ว่า รูปแบบธุรกิจ Stay-at-Home ดังกล่าวอาจจะค่อยๆ หดตัวลง ผลิตภัณฑ์อาจได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น แต่อย่างไรก็ตาม การทำธุรกิจในยุคที่เราต้องเผชิญกับความท้าทายอยู่ตลอดเวลานั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค มองหาความเป็นไปได้อื่นๆ ทางธุรกิจ และเตรียมการรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ในอนาคต 

 

เรียบเรียงโดย ฐิติญาณ สนธิเกษตริน
อ้างอิง:
Economic Watch: Stay-at-home economy spawns new growth drivers for consumption , Xinhuanet.com
ไวรัส COVID-19 ช่วยกระตุ้น Stay at Home Economy โดย DITP
The Next Big Trend: Stay-at-Home Economy, IPSOS
Tech shapes a new stay-at-home economy , Axi

Category Tags
Business & Industrial
Share this Article !