LOVER Brand ส่งออกความรักผ่านเครื่องประดับสู่ตลาดอาเซียน (TH/EN)

16 October 2019 | TCDC | KNOW WHO

การขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศสำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ คงเป็นเรื่องที่สามารถทำได้อย่างคล่องตัว สะดวก และรวดเร็ว แต่หากเป็นผู้ประกอบการรายจิ๋วที่เพิ่งเริ่มมองหาตลาดเพื่อขยายกิจการต่อ คงเป็นเรื่องที่ต้องคิดหนักกันทีเดียว

แบรนด์เครื่องประดับทองเหลือง ทองแดง และเงินของคุณโหน่ง-พวรรณา ทองขาว ที่นิยามตัวเองว่าเป็นเครื่องประดับแนวไลฟ์สไตล์ สวมใส่ได้ทุกวัน ทั้งยังสามารถนำมามิกซ์แอนด์แมตช์ โดยเปลี่ยนจากต่างหูหรือกำไลข้อมือเป็นจี้ห้อยคอได้ตามชอบ ถือเป็นผู้ประกอบการรายเล็กที่ต้องทำการบ้านอย่างหนักก่อนออกไปสู่โลกของตลาดอาเซียน แล้วการเตรียมตัวสู่ความสำเร็จเป็นอย่างไร คุณโหน่ง เจ้าของแบรนด์จะมาเล่าให้เราฟังถึงเบื้องหลังการไปเยือนอาเซียนของแบรนด์ LOVER

‘ศาสตร์การคิดคำนวณ’ สู่ ‘กระบวนการออกแบบ’
บทสนทนากับเจ้าของแบรนด์ LOVER เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นกันเอง คุณโหน่งเล่าให้ฟังคร่าวๆ ถึงประสบการณ์การทำงานที่สั่งสมมาหลายปี จนทำให้เชี่ยวชาญเรื่องกระบวนการผลิตเครื่องประดับ บวกกับความชอบที่มีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไม่เพียงเท่านั้น การศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านการออกแบบเครื่องประดับจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ยังเป็นแรงผลักดันให้เธอสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมาอย่างเป็นรูปเป็นร่าง 

เมื่อถามถึงแรงบันดาลใจของโลโก้ที่ดูเรียบง่ายของแบรนด์ อันประกอบไปด้วยรูปทรงเรขาคณิต ทั้งวงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม คุณโหน่งยิ้มและให้คำตอบว่า “มาจากสัดส่วนทองคำ (Golden Ratio) ของเลโอนาร์โด ดา วินชี แล้วมาแทนค่าเป็นรูปทรงเรขาคณิต มันเชื่อมโยงกับความสมบูรณ์ของรูปทรงเรขาคณิต” แม้แต่แบรนด์ใหญ่ๆ ระดับโลกอย่าง Apple หรือ National Geographic ก็ยังมีองค์ประกอบของสัดส่วนทองคำนี้อยู่เช่นกัน

“นอกจากนี้โลโก้ของเรายังมีกิมมิกเกี่ยวกับธาตุทั้ง 5 ของคน ซึ่งเป็นศาสตร์ตั้งแต่สมัยโบราณว่าจะแทนเป็นค่าทางรูปทรงเรขาคณิต เช่น สี่เหลี่ยมเป็นธาตุดิน วงกลมเป็นธาตุทอง” สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราสังเกตเห็นแสดงถึงความใส่ใจที่ผ่านการคิดมาแล้วอย่างถี่ถ้วนแม้กระทั่งโลโก้ของแบรนด์เอง “แต่ลูกค้าส่วนใหญ่มักชอบฟอร์มและรูปทรงมากกว่า ประมาณว่าชอบแบบนี้ ใส่แล้วสวย ไม่ได้คำนึงถึงความเชื่อเรื่องธาตุ ไม่ได้เจาะลึกลงไป” แต่สำหรับผู้ที่มีความเชื่อเรื่องธาตุ คุณโหน่งก็พร้อมและยินดีให้ข้อมูลแก่ลูกค้าเสมอไม่ว่าจะมาจากประเทศใด “มันเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ที่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมเรา อย่างคนธาตุไฟมีลมร้อน ก็จะใช้ธาตุน้ำมาเสริม”

‘1 คูหาในประเทศ’ สู่ ‘1 บูธในต่างประเทศ’
LOVER Brand ของคุณโหน่งตั้งอยู่ที่ตลาดนัดจตุจักร อันเป็นแหล่งรวมตัวของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศในวันเสาร์–อาทิตย์ 

หน้าร้าน 1 คูหาที่ซ่อนตัวอยู่ในตลาดนัดจตุจักร คือสิ่งที่คุณโหน่งปั้นมากับมือเป็นระยะเวลานานกว่า 6 ปีแล้ว หลังสั่งสมประสบการณ์มาพอสมควร เธอรู้สึกว่าตัวเองและแบรนด์พร้อมแล้วที่จะออกเดินทางสู่ประเทศเพื่อนบ้าน “80% ของลูกค้าที่ร้านเป็นชาวต่างชาติ เราพยายามหาตลาดที่มันซัพพอร์ต จึงมักไปออกงานอีเวนต์นานาชาติ” ด้วยความที่คุณโหน่งมีบัตรผ่านเป็นสมาชิกสมาคมช่างทองไทย นั่นจึงทำให้เธอรู้ข่าวคราวการออกบูธอยู่เป็นประจำ และร่วมออกงานเป็นครั้งคราว อย่างงานบางกอก เจ็มส์ แอนด์ จิวเวลรี งานใหญ่ระดับประเทศที่รวบรวมเครื่องประดับนานาชนิดไว้ในที่เดียว

คุณโหน่งเล็งเห็นว่าสินค้าของแบรนด์ไม่ได้เป็นเครื่องประดับที่ใช้วัตถุดิบชั้นสูง (Fine Jewelry) แบบฝังเพชร พลอย หรืออัญมณีหรูหรา แต่เป็นเครื่องประดับที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน จึงสามารถหมุนเวียนไปออกอีเวนต์อื่นๆ ได้ เช่น งานของกรมส่งเสริมศิลปาชีพ หรือแม้แต่งานออกแบบที่เป็นงานฝีมืออย่าง Crafted Craft 

หลังออกบูธในประเทศมาได้ระยะหนึ่ง คุณโหน่งก็เริ่มมองหาช่องทางที่จะนำเครื่องประดับของแบรนด์ไปจำหน่ายในต่างประเทศดูบ้าง และเลือกประเทศใกล้ๆ อย่างโซนอาเซียนก่อน จุดหมายจึงไปตกอยู่ที่...สิงคโปร์

‘ประสบการณ์ครั้งแรก’ สู่ ‘ประสบการณ์ครั้งต่อๆ มา’
“ครั้งแรกที่ไปต่างประเทศ ซึ่งก็คือสิงคโปร์ เราไปเอง ไม่ได้เข้าร่วมกับโครงการใดๆ เลย อย่างที่บอกว่างานของเราเป็นงานไลฟ์สไตล์ทันสมัย แต่แฝงด้วยความเป็นงานฝีมือ เราจึงหันกลับมาดูว่าสินค้าของเราเหมาะกับประเทศไหน” หลังจากที่รู้จุดยืนของแบรนด์ คุณโหน่งก็ตัดสินใจได้ “เรามองว่าสิงคโปร์มันน่าจะได้ เพราะการใช้ชีวิตหรือแนวคิดของผู้คนค่อนข้างเปิดกว้าง รสนิยมของคนในประเทศก็น่าจะรับงานของเราได้ เศรษฐกิจและค่าเงินของประเทศเขาน่าจะทำให้คนสิงคโปร์ซื้องานของเรา”

งานแรกของคุณโหน่งเป็นการไปออกอีเวนต์อย่างที่เคยออกอยู่บ่อยๆ ในเมืองไทย และเลือกลงที่งาน Public Garden เป็นตัวเลือกแรก ซึ่งเป็นงานที่คนไทยที่อยู่ในแวดวงรู้จักกันดีอยู่แล้ว ส่วนงานอื่นๆ ที่ไปออกหลังจากนั้นก็ที่สิงคโปร์เช่นกัน โดยเป็นงานแนวอาร์ตแอนด์คราฟต์

แน่นอนว่าประสบการณ์ครั้งแรกย่อมทำให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่ในต่างประเทศกังวลใจไม่น้อย “ครั้งแรกที่ไปก็กังวลว่าคนจะชอบหรือสนใจงานเราไหม เพราะสังเกตเห็นร้านอื่นๆ ว่าแต่ละแบรนด์ก็มีลูกค้าของเขาอยู่แล้ว พอมาถึงก็รู้จักกันอยู่แล้วและอุดหนุนกัน เราเริ่มรู้สึกแล้วว่าเราจะไปรอดไหม แต่ผลปรากฏว่าคนที่สิงคโปร์ให้การตอบรับดีมากๆ” คุณโหน่งย้อนนึกถึงบรรยากาศชวนกังวลใจ และน้ำเสียงที่แสดงความโล่งใจเป็นปลิดทิ้งในตอนท้าย

นอกจากเมืองเมอร์ไลออนแล้ว คุณโหน่งยังมองถึงอนาคตของแบรนด์ในประเทศอาเซียนอื่นๆ ด้วย “อย่างเวียดนามก็เริ่มมาแล้ว เพราะความเจริญเริ่มเข้าถึง เราเห็นว่าบริษัทจิวเวลรีจากหลายประเทศเริ่มเข้าไปตั้งในเวียดนามเยอะ แนวทางการใช้ชีวิตของชาวเวียดนามก็น่าจะตอบรับแบรนด์ของเราได้” แต่ก่อนจะนำแบรนด์ LOVER ไปตีตลาดในเวียดนามและประเทศอื่นๆ ในอาเซียน คุณโหน่งก็ยังมีเรื่องให้ต้องคิดและทบทวนอีกมาก “เราต้องดูด้วยว่าประเทศเขามีอีเวนต์หรือตลาดที่จะรองรับเราได้ไหม และตอนนี้ก็มองอินโดนีเซียและมาเลเซียไว้เหมือนกัน” 

“เราต้องรู้จักวัฒนธรรม ประเพณี และไลฟ์สไตล์ของผู้คนในแต่ประเทศว่าเป็นอย่างไร เวลาออกแบบหรือผลิตผลงานจะได้ตอบโจทย์เขา อย่างสมมติถ้าพี่จะไปมาเลเซีย ที่นั่นมีคนมุสลิมเยอะ พี่จะต้องออกแบบอะไร อาจเป็นเข็มกลัดสำหรับกลัดฮิญาบไหม จะได้เพิ่มฟังก์ชั่น เราต้องทำการบ้านตรงนั้นไปในแต่ละประเทศ” คุณโหน่งเผยเคล็ดลับการออกแบบเครื่องประดับให้เราฟัง
 

‘ดูให้รอบด้าน’ ปัจจัยของความสำเร็จ 
ดูประเทศที่เราจะไป ดูสินค้าที่เราไปเสนอขาย ดูวัสดุหลักของสินค้าที่เราใช้ ดูความเหมาะสมของราคาสินค้า
“ต้องศึกษาให้ถ่องแท้ และหันกลับมาดูงานของเราว่าเหมาะกับตลาดในประเทศไหน ทำอย่างไรถึงจะตอบโจทย์ความชอบของเขา ไม่ใช่เราไปโดยที่ไม่รู้ว่าตลาดเป็นอย่างไร อย่างประเทศนี้ชอบงานทอง แต่เราเอางานทองเหลืองไปขาย มันก็ขายไม่ได้”


‘ตลาดทางเดียว’ สู่ ‘ตลาดหลายช่องทาง’
ด้วยความที่เป็นธุรกิจในครัวเรือนที่คุณโหน่งเจ้าของแบรนด์ทำกับพี่สาวและน้องสาว ไม่ได้มีทีมงานเหมือนอย่างแบรนด์ใหญ่ๆ จึงทำให้แบรนด์ยังขาดช่องทางการสื่อสารกับลูกค้าอยู่บ้าง 

ถึงแม้ว่า LOVER จะประสบความสำเร็จกับการที่ไปออกอีเวนต์ที่สิงคโปร์ แต่ผู้ประกอบการผู้มองการณ์ไกลคนนี้ยังมองเห็นช่องว่างและจุดอ่อนของแบรนด์อยู่ จึงเริ่มขยายช่องทางการตลาดอื่นๆ นอกจากการเปิดร้านที่ตลาดนัดจตุจักรและการไปออกบูธเพียงช่องทางเดียวซึ่งเป็นตลาดแบบออฟไลน์ ยิ่งในยุคที่อินเทอร์เน็ตมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดสำหรับหนุ่มสาวทั้งหลาย แม้แต่คนสูงอายุและเด็ก การจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ก็ยิ่งจะทำให้แบรนด์ขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น ทั้งยังเป็นการโปรโมตและพูดคุยสื่อสารกับลูกค้าไปในตัว “พี่จะแบ่งเป็นสองส่วน คือตลาดออฟไลน์และออนไลน์ สำหรับตลาดออฟไลน์ สิ่งที่จะทำเพิ่มขึ้นคือการไปออกอีเวนต์ทั้งในและต่างประเทศให้มากขึ้น และพัฒนาหน้าร้านของตัวเองให้ดีกว่าเดิม” คุณโหน่งอธิบายถึงแผนระยะยาวสำหรับอนาคตของแบรนด์ และเสริมว่า “ส่วนตลาดออนไลน์จะเริ่มทำให้ดีขึ้น เนื่องจากตอนนี้ยังไม่มีเว็บไซต์ ก็ต้องทำเว็บไซต์และอาจไปร่วมมือกับ Pinkoi และ Esty เพื่อกระจายสินค้าและโปรโมตแบรนด์ไปด้วย” 
 

LOVER Brand
ตั้งอยู่ที่ตลาดนัดจตุจักร (เปิดวันเสาร์–อาทิตย์)
สาขา 1: โครงการ 7 ซอย 63/4 ร้าน 177
สาขา 2: โครงการ 4 ซอย 49/1 ร้าน 135


เรื่อง : วนบุษป์ ยุพเกษตร

Category Tags
Business & Industrial
Share this Article !