TOMORROW CRAFTS แชร์แนวคิดการส่งต่องานคราฟท์สู่อนาคตโดย THINKK Studio

14 August 2019 | TCDC | CREATIVE PROCESS

คำถามที่ผู้คนในแวดวงงานคราฟท์กำลังให้ความสนใจเป็นพิเศษในช่วงปีสองปนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องของ  ‘เทคโนโลยี’ ที่จะเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาอุตสาหกรรมคราฟท์ดั้งเดิมให้แข็งแรงยิ่งขึ้น สามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ในบริบทที่ร่วมสมัย รวมถึงสร้างความเป็นไปได้และโอกาสจากวัสดุทุกชนิด ที่บางครั้งอาจยังไม่เคยถูกใช้งานมาก่อนในวิถีของงานฝีมือเป็นต้น  เมื่อเร็วๆ นี้ CEA ได้รับเกียรติจาก พลอยพรรณ ธีรชัย และ เดชา อรรจนานันท์ สองนักออกแบบหัวก้าวหน้าผู้ก่อตั้ง Thinkk Studio มาร่วมแชร์มุมมองในกิจกรรม Creative Craft Transformation ซึ่งทั้งคู่ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างสรรค์งานคราฟท์แนวทดลอง (Experimental Craft) มาอย่างยาวนาน รวมถึงมีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับชุมชนช่างฝีมือต่างๆ หลายแห่ง

สำหรับ Thinkk Studio ปัจจุบันมีผลงานออกแบบที่หลายหลาย เริ่มตั้งการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ การจัดนิทรรศการ ศิลปะจัดวาง ไปจนกระทั่งถึงงานสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายใน ซึ่งหากสังเกตจากผลงานที่ผ่านๆ มา เราจะพบว่า Thinkk Studio ทำงานได้กับวัสดุหลากหลายประเภทมาก  ด้วยทั้งพลอยพรรณและเดชามีทัศนคติตรงกันว่า “เราพร้อมจะเรียนรู้ใหม่กับทุกวัสดุ ทุกโจทย์การออกแบบ และทุกความท้าทายที่เป็นไปได้” 

ยกตัวอย่างเช่นครั้งหนึ่งที่ทั้งคู่ได้ร่วมงานร่วมกับสตูดิโอ Tectona ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นีไซน์ไอดอลมาตั้งแต่สมัยเรียน “งานนั้นเริ่มต้นจากการที่เราไขว่คว้าโอกาสให้ตัวเอง โดยส่งลองทำงานไปร่วมแข่งขันในโครงการหนึ่งของ Tectona ที่เขาจะเชิญนักออกแบบรุ่นใหม่จากทั่วโลก เข้าไปประกวดแบบกัน 10 กว่าทีม ปรากฏว่าเราชนะ ก็ได้ทำงานนั้น และได้มีโอกาสไปเรียนรู้การแสดงงานระดับนานาชาติตั้งแต่ที่มิลาน ปารีส แฟรงเฟิร์ต โตเกียว ไต้หวัน เบอร์ลิน สตอกโฮล์ม โซล และสิงคโปร์” สองผู้ก่อตั้ง Thinkk Studio ย้อนเล่าถึงประสบการณ์ในระดับสากลของพวกเขา

อย่างไรก็ดี ทั้งพลอยพรรณและเดชาต่างก็มีแพชชั่นส่วนตัวที่อยากทำงานร่วมกับช่างฝีมือในท้องถิ่น ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาพวกเขาจึงอาสาช่วยงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนหลายๆ แห่ง

“ข้อดีคือเราได้ลงพื้นที่ไปทำความเข้าใจกับข้อจำกัดและศักยภาพที่มีอยู่ในบริบทของชุมชนอย่างแท้จริง เช่นชุมชนคนทอผ้าในอีสานเขาก็มีวิถีอย่างหนึ่ง ในขณะที่คนสานกระจูดในภาคใต้เขาก็มีวิถีอีกอย่างหนึ่ง มันทำให้เราต้องประยุกต์งานดีไซน์เข้าไปส่งเสริมการผลิตนั้นให้ได้ในมิติที่เหมาะสม”

 

ความใส่ใจ คุณค่า และตัวตน

“งานคราฟท์ในมุมมองของเรามีปัจจัยที่เกี่ยวข้องมากมายเหลือเกิน ตั้งแต่เรื่องวัฒนธรรม งานฝีมือ การสืบทอด คุณค่าของเวลา และอื่นๆ อีกสารพัด ดังนั้นถ้าเราจะมุ่งเป้าที่จะพัฒนางานคราฟท์ในระดับที่เรามีศักยภาพทำได้ ทุกคนก็จำเป็นต้องเลือกประเด็น” ซึ่งสำหรับ Thinkk พวกเขาเลือกโฟกัสที่ 3 หัวข้อหลักคือ 1) ความใส่ใจ 2) คุณค่า และ 3) ตัวตน

 

“การจะสร้างสรรค์สิ่งใดๆ ขึ้นมาเพื่อให้ผู้ได้รับเกิดความรู้สึกพิเศษจำเป็นต้องอาศัยการสื่อสารจากคนสู่คน (Human-to-Human) ข้าวของอาจจะทำขึ้นด้วยเครื่องมือ แต่เราจะทำอย่างไรให้คนรู้สึกว่าเครื่องมือนั้นมีมนุษย์เป็นคนคิดค้น เป็นคนวางแผน เป็นคนใส่ใจดูแล เพื่อจะทำให้วัตถุนั้นสำเร็จขึ้นอย่างปราณีตและมีคุณค่าทางใจ”


จากจุดนี้ Thinkk Studio ได้นำประสบการณ์ของพวกเขามาวิเคราะห์แนวทางการต่อยอดงานคราฟท์ยุคใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วย 5 แนวทางหลักอันได้แก่

 

แนวทางที่ 1: COLLABORATION

ผลงานแรกที่ Thinkk Studio พาเราไปทำความรู้จักใช้ชื่อว่า ‘Sarn’ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง Thinkk Studio และชุมชนผู้ผลิตใบลานในจังหวัดปราจีนบุรี   “เราสังเกตเห็นว่าใบลานต่างจากวัสดุสานชนิดอื่นๆ ตรงที่มันนิ่มและบาง สามารถนำมาสานพร้อมกันสองเส้นได้ นอกจากนี้โดยธรรมชาติยังมีสีขาวนวล ย้อมสีสันต่างๆ ลงไปง่ายมาก เราตีโจทย์นี้โดยการนำลานเส้นใหญ่กับเส้นเล็กที่ย้อมสีต่างกันมาสานไปพร้อมกัน ทำให้เกิดลวดลายแปลกตาที่ข้างในกับข้างนอกไม่เหมือนกัน เป็นโปรเจ็กท์ที่เราทำงานใกล้ชิดกับชุมชน ให้เขามีส่วนร่วมในการคิดและตัดสินใจว่าอะไรที่ควรทำหรือไม่ควรทำ อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ จนสุดท้ายเราก็ได้ผลงานโคมไฟใบลานที่มีมิติแปลกตา คือข้างในสีหนึ่งข้างนอกสีหนึ่ง แต่เมื่อมองจากระยะไกลแล้วก็จะเห็นทั้งสองสี  ต่อมาคอลเล็กชั่นนี้ได้แตกไลน์ไปเป็นกระบุงเล็กๆ ด้วย

 

“ที่งาน Maison & Objet เรานำสินค้าคอลเล็กชั่นนี้ไปลองตลาดเป็นครั้งแรกในนาม THINGG  ปรากฏว่าได้ฟีดแบ็คดีมาก มีออร์เดอร์เข้า และเราเห็นสินค้าวางขายตาม Design Shop ในฝรั่งเศสจริงๆ ซึ่งชุมชนที่ทำงานด้วยเขาก็แฮปปี้กับผลลัพธ์นี้มาก”

 

แนวทางที่ 2: ENVIRONMENTAL & SOCIAL SUSTAINABILITY

การออกแบบสินค้าให้เป็นมิตรกับผู้คนและสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ Thinkk Studio เชื่อว่าจะเป็นอนาคตของงานคราฟท์อย่างแน่นอน พวกเขายกตัวอย่างงานทอพรมของแบรนด์ Wolwaeren โดย Studio Ro Smit (ประเทศเนเธอร์แลนด์) ซึ่งทำงานทอพรมขนสัตว์ (Wool) ร่วมกับคนที่เป็นออทิสติกหรือดาวน์ซินโดรมในชุมชน เปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้สามารถมีอาชีพเป็นจริงเป็นจัง โดยดีไซเนอร์ได้คิดค้นเครื่องมือชนิดใหม่ขึ้นมาให้สอดคล้องกับทักษะพิเศษของคนออทิสติกที่มักจะทำงานได้ปราณีตมาก ในขณะที่กับกลุ่มคนที่เป็นดาวน์ซินโดรมก็จะมีเครื่องมืออีกชุดที่ทำงานกับสิ่งทอเส้นใหญ่กว่า เป็นต้น

 

แนวทางที่ 3: ALTERNATIVE PRODUCTION

เป็นแนวทางในพูดถึงทางเลือกใหม่ๆ ในกระบวนการผลิต ข้อนี้ Thinkk Studio ยกตัวอย่างผลงาน ‘Less CPP’ โดย GT2P ดีไซเนอร์ชิลีที่ได้คิดค้นเครื่องมือการผลิตของตัวเองขึ้นมาให้มีลักษณะคล้ายไม้บรรทัดที่สามารถขยับองศา หรือเคลื่อนระยะห่างของผ้าที่ถูกขึงไว้บนราวไม้ได้ 

 

“วัตถุประสงค์จริงๆ คือดีไซเนอร์เขาต้องการที่จะปรับรูปทรงและขนาดของงานเซรามิก แต่วิธีการผลิตนี้มันต้องเริ่มจากการเทเซรามิกเหลวลงบนผ้ากรอง ซึ่งสุดท้ายมันจะเหลือดินติดอยู่กับผ้าส่วนหนึ่ง…นั่นแหละคือส่วนที่เขาต้องการ”

 

Thinkk Studio อธิบายต่อว่าด้วยมาตรวัดที่ GT2P นำมาทดลองใช้กับโปรเจ็กท์นี้ ผลงานของเขาได้พัฒนาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการควบคุมคุณภาพงานเซรามิกทำมือ ให้มีขนาดและรูปร่างตามที่ต้องการได้อย่างละเอียด

 

แนวทางที่ 4: EXPERIMENT

ข้อนี้เป็นเรื่องของการทดลองทำสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ จากวัตถุดิบรอบตัว  Thinkk Studio ยกตัวอย่างการนำเศษตั๋วล็อตเตอรี่ (Lottery Ticket) ที่ประเทศไทยเรามีกันล้นประเทศ มาออกแบบใหม่ให้เป็นข้าวของเครื่องใช้ที่มีฟังก์ชั่น 

 

“ความน่าสนใจของตั๋วล็อตเตอรี่นี้ คือในงวดหนึ่งๆ กองสลากจะผลิตมันออกมาถึง 90 ล้านใบ แต่คนที่ถูกรางวัลจะมีแค่ 1 ล้านใบ นั่นเท่ากับว่าล็อตเตอรี่อีกราว 89 ล้านใบในทุกๆ งวด จะกระจัดกระจายเป็นขยะ หรือเป็นวัตถุดิบจำนวนมหาศาลก็ได้ แล้วแต่เราจะมอง”

 

ด้วยความที่เนื้อกระดาษของตั๋วล็อตเตอรี่นั้นมีคุณภาพสูงมากและมีดีเทลความพิเศษหลายจุด อาทิ มีเส้นใยเรืองแสง มีลายพิมพ์ป้องกันการปลอมแปลง และมีความทนทานสูงมาก (ถึงขนาดแช่น้ำ 7 วันก็ยังไม่ยุ่ย) Thinkk Studio จึงทดลองนำกระดาษล็อตเตอรี่มาแยกส่วนตามลายกราฟฟิกให้น่าสนใจ และพลิกแพลงขึ้นรูปใหม่เป็นข้าวของที่มีประโยชน์ใช้สอยได้ในที่สุด
 

ตัวอย่างต่อไปคือก้านธูป (Incense Stick) ที่เหลืออยู่ตามวัดวาอารามต่างๆ  วัตถุดิบนี้คือขยะที่เกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์เราโดยตรง เพราะเราไปวัดจุดธูปกันแค่แว้บเดียวก็ปักลงกระถาง ทำให้เหลือก้านธูปและฝุ่นขี้เถ้าจำนวนมากมายที่วัดต้องจัดการกันทุกวัน Thinkk Studio จึงได้นำวัสดุทั้งสองส่วนข้างต้นนี้มาทดลองขึ้นรูปใหม่เป็นงานดีไซน์ต่างๆ เช่น เป็นตุ๊กตาม้าหรือของมงคลที่ใช้ไหว้สักการะ หรือเป็นวัตถุมงคลที่เราเช่ามาเพื่อบูชาต่อที่บ้าน หรือกระทั่งเป็นโต๊ะเล็กๆ ที่ใช้เป็นโต๊ะหมู่บูชาได้

 

“ขาโต๊ะนี้ทำมาจากก้านธูปทั้งหมดเลย เพราะจริงๆ แล้วธูปก็คือไม้ไผ่เส้นเล็กๆ ที่สามารถบิดและดัดได้นั่นเอง”

 

 

แนวทางที่ 5: TECHNOLOGY

Thinkk Studio ยกตัวอย่างผลงานชื่อ ‘Cross’ ที่ใช้งานสานชะลอมดั้งเดิมเป็นแรงบันดาลใจตั้งต้น หากแต่ดีไซเนอร์ได้คิดค้นกระบวนการผลิตขึ้นใหม่หมดโดยประยุกต์เทคโนโลยีเลเซอร์คัทและการควบคุมระยะห่างของงานสานด้วยคอมพิวเตอร์ “เราพบว่าระยะคลาดเคลื่อนที่น้อยกว่าหนึ่งมิลลิเมตรก็สามารถส่งผลให้ไม้ที่สานขัดกันไม่ลงได้ ฉะนั้นเราจึงต้องการความแม่นยำของเทคโนโลยีอย่างมาก”  ท้ายที่สุด Cross ถูกผลิตออกมาได้ใน 3 รูปแบบ และสามารถต่อยอดไปเป็นงานโคมไฟได้ด้วยเทคนิกเดียวกัน

อีกผลงานหนึ่งในแนวทางนี้มีชื่อว่า Cage Mobile Lantern ซึ่งหากมองเผินๆ ก็จะเหมือนโคมไฟจากงานฝีมือทั่วไป แต่ในรายละเอียดด้านเทคนิกการใช้งานแล้ว Cage Mobile Lantern เป็นโคมไฟไร้สายที่เปิดปิดได้ด้วยการปรบมือ ทั้งยังเก็บพลังงานไฟในตัวได้เหมือนกับไอโฟน ถือเป็นผลงานที่สร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับผู้พบเห็น ทำให้สาธารณชนมองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่เทคโนโลยีจะเข้ามาต่อยอดโลกของคราฟท์ไปสู่อนาคต

กิจกรรม Creative Craft Transformation นี้ถือเป็นการเปิดตัวที่ปรึกษาด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการรูปแบบใหม่ของ CEA  ​ซึ่งทางองค์กรเล็งเห็นว่าแนวโน้มพฤติกรรมการบริโภคและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของคนทุกวันนี้ จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม ‘คราฟท์’ ของประเทศไทยเราอย่างมาก จึงอยากให้ผู้ประกอบการ นักออกแบบ และผู้ผลิตงานฝีมือต่างๆ ที่มีความมุ่งมั่นได้มีช่องทางเข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ๆ สามารถมองเห็นแนวโน้มที่สำคัญในตลาด รวมถึงเพิ่มศักยภาพและโอกาสในการพัฒนาสินค้าและบริการได้อย่างมีกลยุทธ์

 

เครดิตภาพ: Thinkk Studio และแบรนด์ต่างๆ ที่กล่าวถึงในบทความ
เรื่อง : วิสาข์  สอตระกูล

 

Category Tags
Business & Industrial
Share this Article !