นราวุธ ไชยชมภู : เรา “ทำอะไร” สำคัญกว่า “เราเป็นอะไร” มายมายนัก

06 April 2019 | TCDC | KNOW WHO

ในอดีตถ้าใครเคยเป็นแฟนนิตยสารน้ำดีอย่าง Open มาก่อน คงคุ้นเคยกับชื่อของ นราวุธ ไชยชมภู หรือ “นรา” กันมาบ้าง เพราะเขาคือนักเขียนที่มีฝีไม้ลายมือเฉียบคนหนึ่งของวงการยุคนั้น  เราพอทราบอยู่ก่อนแล้วว่านราถอยหลังจากชีวิตเมืองและกลับไปปลูกรากชีวิตใหม่กับภรรยาที่บ้านเกิดในสกลนคร และด้วยความที่ทั้งคู่เป็นนักสร้างสรรค์ เป็นนักคิด เป็นนักปฏิบัติ จึงก่อตั้งแบรนด์ไลฟ์สไตล์เล็กที่ชื่อ Walk on the Wild Side ขึ้นเพื่อทำงานเชิงทดลองกับครามธรรมชาติในท้องถิ่น (แต่ก็ไม่วายยังหาเวลาทำงานหนังสือควบคู่มาได้เรื่อยๆ เช่นกัน)

บนความบังเอิญ วันนี้เรานัดเจอกับเขาได้ที่กรุงเทพฯ ในวันที่นราเดินทางมาแสดงงานกับเทศกาล Bangkok Design Week เรารีบนัดแนะกัน ณ ร้านคาเฟ่แห่งหนึ่งไม่ไกลจากจุดแสดงงานย่านบางรัก นราเดินยิ้มเข้ามาหน้างงๆ  “สวัสดีครับ ผมนราวุธ วันนี้จะคุยอะไรกันดีหนอ” เขายิ้มเด๋อและรีบยื่นหนังสือ “นาดี” ให้เราหนึ่งเล่มเป็นของฝาก “บ่ายนี้ผมว่างพอดี อีกสองสามชั่วโมงถึงจะเปิดร้านครับ” เขาบอก
 

“นาดี” หนังสือน้ำดีจากงาน ISAN Creative Festival

เล่มนี้ผมเอาไปจัดแสดงที่เทศกาล ISAN Creative Festival ด้วยครับ เพราะเนื้อหามันเหมาะกับเทศกาลที่สุดแล้วล่ะ เป็นเรื่องราวของชีวิตในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งก็เป็นบ้านเกิดของผมด้วย ชื่อว่าหมู่บ้านนาดี

 

สิบปีในเมืองกรุง จุดอิ่มตัวของนักเขียนมือทอง

สมัยที่ผมยังอยู่กรุงเทพผมก็สนุกกับงานนะ ถือว่าโชคดีได้ทำงานกับคนเก่งๆ หลายคน ตอนอยู่ Open กับพี่โญ (ภิญโญ ไตรสุริยะธรรมา) ก็ได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจ ศิลปะวัฒนธรรม ได้เรียนรู้เยอะ หลังจากนั้นก็ได้มาทำงานสำนักพิมพ์ไต้ฝุ่นกับพี่คุ่น (ปราบดา หยุ่น) ต่ออีกพักใหญ่ ผมเป็นบรรณาธิการแมกกาซีนการ์ตูนรายสามเดือน อาร์ตๆ สนุกๆ

แต่พอผมแต่งงาน (เมื่อราวสิบปีก่อน) มันเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตพอดีครับ ภรรยาผม (ศศิ อัศเวศน์) เขาก็ชอบอยู่ต่างจังหวัดมากกว่าด้วย แล้วเราเองก็รู้สึกพอแล้วกับการใช้ชีวิตในเมือง จริงๆ ผมไม่ได้ชอบมันเท่าไหร่หรอก แต่มันคือโอกาสที่ดีในวัยหนุ่มสาว เราก็เลือกคว้าประสบการณ์นั้นไว้
 

Walk on the Wild Side การนับหนึ่งใหม่ของชีวิต

จริงๆ พวกผ้าย้อมครามนี่มันเป็นงานที่ครอบครัวผมเขาทำกันอยู่แล้ว ผมก็กลับไปช่วยเขาก่อน เราทำงานกับสีธรรมชาติมายี่สิบสามสิบปีได้แล้วมั้ง แต่สมัยวัยรุ่นวัยเรียนผมไม่ได้สนใจสิ่งที่เขาทำกันเท่าไร (หัวเราะ) เพิ่งมาเห็นว่ามันมีคุณค่ามากทั้งในเรื่องความงามและกระบวนการผลิตก็ตอนที่เราโตแล้ว  จากวันนั้นผมก็ต่อยอดองค์ความรู้ของยายกับน้า (เจ้าของแบรนด์แม่ฑีตา) แต่มาทำดีไซน์ในแบบของเราเอง คือทำให้มันวัยรุ่นขึ้นหน่อย ก็เป็นจุดเริ่มต้นของ Walk on the Wild Side ครับ

 

ดูจากผลงานที่ผ่านมา เหมือนยิ่งทำก็ยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ

(หัวเราะ) จริงครับ ตอนแรกๆ เราทำอะไรออกมาก็รู้สึกว่ามันดีหมด แต่พอทำไปเรื่อยๆ เราจะมีความต้องการที่ยากขึ้น เราจะเริ่มคิดเลือกกระบวนการ ออกแบบขั้นตอนที่เพิ่มมากขึ้น ฯลฯ สมัยก่อนผมย้อมเสื้อตัวหนึ่งใช้เวลาสองวัน แต่ตอนนี้กว่าจะเสร็จตัวหนึ่งใช้เวลาเป็นอาทิตย์ครับ วิธีมันซับซ้อนขึ้นมาก เราลองผิดลองถูก ใช้ภูมิปัญญาของคุณยายคุณน้าส่วนหนึ่ง แล้วก็เพิ่มการทดลองใหม่ๆ เข้าไป ศึกษาเพิ่มเติมจากแหล่งความรู้ต่างๆ เองด้วย 



แต่เรื่องการย้อมสีธรรมชาติ 100% ยังไงก็ควบคุมไม่ได้ทั้งหมดหรอกครับ เพราะวัตถุดิบเราเป็นวัตถุดิบสด เราหมักใบครามสด หมักลูกมะเกลือสด เราไม่มีทางรู้เลยว่าความเข้มข้นในการหมักแต่ละครั้งมันจะเหมือนกัน ผลลัพธ์โทนสีที่ออกมามันก็จะต่างกันนิดหน่อยเสมอ ผมเรียกว่า ‘มันมีชีวิตของมันเอง’ ละกัน เป็นความลับของธรรมชาติ (หัวเราะ) ซึ่งก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งนะ เราก็ได้แต่ค่อยๆ สังเกตไป อย่างเช่นตอนนี้รู้แล้วว่าถ้าเราย้อมสีตอนเช้ากับตอนบ่ายก็จะได้ผลลัพธ์ต่างกัน เพราะอุณหภูมิแสงก็มีส่วน มันมีปัจจัยในธรรมชาติมากมายที่เราต้องเรียนรู้
 

 

เอาเวลาตอนไหนมาเขียนหนังสือ

ก็ทำอยู่เรื่อยๆ หาเวลาเอาครับ ก่อนหน้านี้ก็มีเรื่อง “เรื่องของบึงกับนิทรา” ที่เป็นหนังสือเย็บมือเหมือนกัน เป็นเรื่องราวของคนต่างจังหวัดที่เข้ามาอยู่ในเมือง มันสวนทางกับ “นาดี” ที่เป็นมุมมองของคนที่เคยอยู่ในเมือง แล้วกลับมาอยู่ต่างจังหวัด  แต่ถ้าย้อนกลับไปสมัยยังอยู่วงการนักเขียนจริงจัง ก็จะมีเรื่อง “ไปหาใครบางคน” ที่พิมพ์กับสำนักพิมพ์ไต้ฝุ่น และเรื่อง “นกของพระเจ้า” ที่เป็นสารคดีรวมเล่มจากนิตยสาร Open ด้วย สองเล่มนั้นอาจจะกูเกิ้ลหาเจอได้ง่ายกว่า


 

ทำไมถึงชอบเขียนเรื่องสั้น

คงเพราะวิธีการมองโลกหรือวิธีการถ่ายทอดของเรามันเป็นแบบนี้มั้ง บางคนเขาก็บอกว่าอ่านเรื่องของผมแล้วเหมือนดูรูปถ่าย มันเป็นจังหวะเล็กๆ เป็นโมเมนท์เดียวที่มันอิ่มในตัว ไม่ต้องยาวมาก แต่สำหรับผมหนังสือทั้งเล่มมันก็เหมือนการต่อจิ๊กซอว์รูปภาพเล็กๆ หลายๆ ภาพ ที่ทำให้เรามองเห็นภาพใหญ่บางอย่างได้นะ ธรรมชาติการเขียนของผมคงเป็นสไตล์นี้แหละ
 

ให้นิยามหนังสือ “นาดี” เล่มนี้กับผู้อ่านอีกครั้ง

ในแง่หนึ่งมันคือการพูดโต้งๆ ถึงความรู้สึกของคนๆ หนึ่งที่เกิดที่นี่ โตที่นี่ แล้วไปอยู่ที่อื่นมาสิบปี มันคล้ายๆ กับเป็นบันทึกหรือไดอารี่ส่วนตัวของผมด้วย เพราะพอเรากลับมาบ้านอีกครั้ง มุมมองที่เราเห็นต่อสิ่งต่างๆ มันมีมิติที่ทั้งเหมือนเดิมและเปลี่ยนไป  นาดีเป็นชื่อหมู่บ้านก็จริงนะ แต่เรื่องส่วนใหญ่ในเล่มเป็นเรื่องของคนทั้งนั้น เพราะผมว่าสถานที่แห่งหนึ่งมันเชื่อมโยงอยู่กับคนมากๆ ผมลองจินตนาการว่าในหมู่บ้านนี้อีกร้อยปีข้างหน้า ถ้าเราได้นั่งไทม์แมชชีนกลับมา มันก็อาจจะไม่ใช่หมู่บ้านนี้อีกต่อไปแล้ว เพราะมันเต็มไปด้วยใบหน้าผู้คนที่เราไม่รู้จัก เพราะฉะนั้นในหนังสือเล่มนี้ผมถึงอยากเล่าเรื่องของหมู่บ้านเล็กๆ ผ่านผู้คน

โดยเฉพาะเวลาที่เราได้ยินได้ฟัง ‘คนพูดถึงคน’ ในหลายๆ ครั้ง ผมรู้สึกมันมักจะมีด้านเดียว มิติเดียว หรือในบทบาทเดียวมากเกินไป ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วคนเราทุกคนมีตั้งหลายบทบาท เช่นลุงยามคนนี้เขาอาจจะเป็นพ่อของใครคนหนึ่ง เป็นปู่ของหลานอีกคนหนึ่ง และก็เป็นนายพรานที่เก่งมากด้วย  ผมเลยอยากนำเสนอความคิดทำนองนี้ให้คนอ่าน อยากให้เรามองผู้คนในมิติที่กลมขึ้น ไม่ตัดสินคนผ่านแค่บทบาทใดบทบาทหนึ่งของเขา บางทีวิธีมองโลกแบบนี้อาจจะทำให้เราเข้าใจความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมได้ขึ้นกว่าเดิมก็ได้นะ

เล่มนี้ผมใช้เวลาเขียนนานมาก เกือบสิบปีเหมือนกัน เริ่มตั้งแต่ช่วงที่กลับไปบ้านใหม่ๆ แล้วก็คอยบันทึกมาเรื่อยๆ บางเรื่องมันก็มีความเปลี่ยนแปลงนะ เพราะมันเป็นวิถีชีวิต มีเรื่องความงาม เรื่องงานฝีมือ ฯลฯ เช่นครั้งหนึ่งมันเคยเกิดสิ่งนี้ขึ้น แล้วต่อมามันก็เปลี่ยนไป มันมีไทม์ไลน์ของความเปลี่ยนแปลงในสังคม

 

เสน่ห์ของหนังสือแฮนด์เมด

เทคโนโลยีสมัยใหม่มันเปิดช่องให้เราทำอะไรเล็กๆ ได้นี่ครับ ผมก็ทยอยทำไปเรื่อยๆ และเราใส่รายละเอียดหลายๆ อย่างได้อย่างใจเลย นี่พิมพ์ครั้งที่สองแล้วนะ เล่มนี้ผมได้ลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งที่เขาเป็นศิลปินมาออกแบบให้ ก็ให้อิสระเขาเต็มที่ในการนำเสนอ มีการเอาด้ายในหมู่บ้านมาใช้เย็บ ทำให้แต่ละเล่มมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ต่างๆ กันไป หน้าปกใช้ตัวขูด letterpress มีซองจดหมายแทรกอยู่ในเล่ม (และมีเรื่องตอนหนึ่งอยู่ในนั้น) แล้วทุกเล่มก็มีล็อตเตอรี่เก่าเหน็บอยู่ด้วย ฯลฯ ผมชอบนะ เพราะหนังสือทุกเล่มมันก็เป็นศิลปะในตัวของมันเอง