ส่งมอบความรักด้วย HUG แบรนด์สินค้าเพื่อสุขภาพจากวัตถุดิบธรรมชาติ

27 February 2019 | TCDC | KNOW WHO

“เพราะอยากให้ คนเราหันมาใส่ใจกับสุขภาพของตัวเองแบบง่ายๆ เริ่มจากสิ่งที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แบบไม่ต้องรอให้แก่ หรือ มีปัญหาสุขภาพก่อนแล้วถึงค่อยตื่นตัว เพราะการใส่ใจดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการรักตัวเองและมีสุขภาพดีเป็นของแถมในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข” ภมรรัตน์ พรรณรัตนพงศ์ หรือ น้ำผึ้ง เจ้าของไอเดียโดนใจ ผู้เป็นทั้งนักวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) และเจ้าของแบรนด์ HUG ร่ำเรียนมาทางด้าน Food science and nutrition และผันตัวเองมาเป็นผู้ผลิตสินค้าเพื่อสุขภาพคุณภาพดี

 

สุขภาพดีนี่แหละที่ต้องการ

น้ำผึ้งเล่าเรื่องราวการสร้างแบรนด์ HUG ด้วยความเชื่อที่ว่า สุขภาพที่ดี คือ สิ่งสำคัญในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข  “ สิ่งเล็กน้อยที่อยู่ในชีวิตเรา ล้วนส่งผลต่อทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จึงอยากสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันที่ดีต่อสุขภาพ ดีในที่นี้หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน หลีกเลี่ยงสารเคมี เลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ช่วยเรื่องลดขยะให้กับสิ่งแวดล้อม และเราก็คิดว่าประเทศไทยมีแหล่งวัตถุดิบที่ตอบโจทย์ตรงนี้ได้” ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ความนิยมในเรื่องสินค้าเพื่อสุขภาพยังไม่ชัดเจนมากนัก ทำให้สินค้าส่วนใหญ่มีคุณภาพปานกลาง กลายเป็นที่มาของการอยากสร้างแบรนด์ “สินค้าเพื่อสุขภาพที่ได้มาตรฐานสากล ทั้งเรื่องคุณภาพและบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างแท้จริง เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่และวัยทำงาน”  


 

คุณค่าในความแตกต่าง 

“ที่มาของชื่อแบรนด์ HUG ที่แปลว่าการกอด หรือ ความรัก เพราะเราคิดว่าการกอดเป็นการแสดงความรักที่เราได้เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับในเวลาเดียวกัน เป็นการส่งมอบความรักผ่านสุขภาพที่ดีจากส่วนผสมธรรมชาติ และเราก็ไม่ลืมที่จะดูแลธรรมชาติกลับคืนด้วยเช่นกัน  ดังนั้นสินค้าของแบรนด์ เช่น Hug Botanary จึงใช้ส่วนผสมธรรมชาติเกือบ 100% เหมาะกับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป หรือผู้ที่มีปัญหาผิวแห้ง-ผิวแพ้ง่าย ด้วยแนวคิดที่ต้องการ แก้ปัญหาผิวตั้งแต่ต้นเหตุ โดยการเติมความชุ่มชื้นให้ผิวเพื่อให้เซลล์ผิวแข็งแรงสุขภาพดีก่อน จึงจะช่วยปกป้องผิวจากมลภาวะ แสงแดด ฝุ่นควันที่เป็นตัวกระตุ้น ทำให้เกิดผิวเสีย ผิวแพ้ง่าย และริ้วรอยแห่งวัย มีกลิ่นหอมจาก Essential oil ธรรมชาติ น่าใช้”


 

ใครใช้ใครก็ชอบ

“เริ่มต้นขายที่ตลาด Farmer’s market @ K-Village ทุกเสาร์-อาทิตย์ที่ 2 ของเดือน จนถึงตอนนี้มีการวางขายตามร้านสินค้าเพื่อสุขภาพ รวมถึงโรงแรม-รีสอร์ทที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพของลูกค้าและสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นยังเริ่มทำตลาดส่งออก เพื่อสร้างฐานลูกค้าเช่น รัสเซีย โปแลนด์ เวียดนาม สิงคโปร์  กลุ่มคนรักสุขภาพ คือ กลุ่มลูกค้าหลักของแบรนด์ ความคิดเห็น+คำแนะนำที่เราเก็บข้อมูลจากลูกค้ามากว่า 5 ปี ทำให้แบรนด์พัฒนาสินค้าเพื่อตอบโจทย์ของคนแต่ละกลุ่มให้ชัดเจนมากขึ้น นอกจากนั้นก็ยังคำนึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากขยะจากบรรจุภัณฑ์ ตอนนี้แบรนด์เริ่มมีจุด Refill สินค้ามากขึ้น ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้ในราคาที่ถูกลง เพราะไม่ต้องจ่ายค่าบรรจุภัณฑ์ใหม่ ซึ่งถือว่าเราได้ช่วยกันลดขยะให้กับโลกอีกด้วย”

 

 ความท้าทายที่ต้องเจอ

“มีความตั้งใจในการพัฒนาสินค้าที่เป็นสูตรอ่อนโยน หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ดีต่อสุขภาพของลูกค้า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนวัตถุดิบออร์แกนิคของไทยให้ได้มากที่สุด  แต่เนื่องจากเรายังเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ไม่ได้มีเงินทุนเยอะ เราจึงพัฒนาไปตามกำลังที่ทำได้ไปก่อน  เรื่องที่ยากคือ การใช้วัตถุดิบออร์แกนิคของไทยยังมีข้อจำกัด ทั้งด้านเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม รวมถึง งานวิจัยที่มีผลการรับรองประสิทธิภาพหลังการใช้ยังมีน้อย ดังนั้นแบรนด์จึงพยายามทำงานวิจัยร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อหาคำตอบในส่วนนี้ ตรงนี้คิดเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ใช้เวลาในการวิจัยหลายปี จึงทำให้การผลิตของเรายังต้องพึ่งพาส่วนผสม/สารสกัดนำเข้าที่มีงานวิจัยรับรอง เพื่อให้ได้มาตรฐานสากล”


 

เกร็ดคิดปิดท้าย : ส่งมอบความรักให้ทุกคนเหมือนเราเป็นครอบครัวเดียวกัน

ความจริงใจในการทำธุรกิจที่เปรียบเสมือนการส่งมอบความรักให้กับคนในครอบครัว ดังนั้นทุกส่วนที่เกี่ยวข้องในการทำธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ แบรนด์จึงต้องใส่ใจกันทุกขั้นตอน “วิธีคิดเหมือนกับที่เราทำสินค้าให้กับคนในครอบครัวใช้ ต่อมาครอบครัวที่ใหญ่ขึ้นของเราก็คือประเทศไทย ที่เราอยากจะสนับสนุนการใช้วัตถุดิบในประเทศ นำมาวิจัยพัฒนาแปรรูปให้ได้มาตรฐานสากล และครอบครัวที่ใหญ่ที่สุดของเราก็คือสิ่งแวดล้อม โลกใบนี้ ที่เราอยากจะดูแลและทำผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบต่อโลกให้น้อยที่สุด”