Space จัดระเบียบการใช้ชีวิต ด้วย To Do List บนพื้นที่สร้างสรรค์

06 February 2019 | TCDC | KNOW WHO

“ทำอะไรซักอย่าง แต่สิ่งนั้นจะต้องเล็ก” นี่คือถ้อยคำที่คุณดวิษ บวรกีรติขจร เจ้าของแบรนด์ Space ได้กล่าวไว้ในการให้สัมภาษณ์กับ Tcdcconnect และเป็นผู้ที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรม Debut Wall ครั้งที่17 ซึ่งจัดขึ้นโดยศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ  จึงเป็นโอกาสดีในการส่งต่อและแชร์ประสบการณ์งานออกแบบ อันเป็นที่มาของกระดาษโน๊ตขนาดจิ๋วแต่ไอเดียไม่จิ๋วเลยของแบรนด์ Space

 

สิ่งเล็กๆ รอบตัว

SPACE เริ่มต้นจากการที่ผมเป็นคนชื่นชอบงานดีไซน์มาตั้งแต่เด็กๆ อยากจะลองทำงานดีไซน์หลายๆ ด้าน ผมมีความเชื่อว่าหลายคนมีความชอบด้านงานดีไซน์ แต่สุดท้ายไม่ว่าจะด้วยหน้าที่การงานหรืออะไรก็แล้วแต่ จึงไม่ได้ไปทำในสิ่งที่อยากทำ

สำหรับผมแบรนด์ Space ถือเป็นก้าวเล็กๆ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำในสิ่งที่ชอบ โดยตั้งโจทย์ให้กับตัวเองว่าอยากทำผลิตภัณฑ์ซักชิ้น “ทำอะไรซักอย่าง แต่สิ่งนั้นจะต้องเล็ก” ไม่ต้องการให้มันใหญ่โต เพราะเราไม่ได้เป็นโรงงานผลิตแบบใหญ่ๆ ยังต้องคำนึงถึงต้นทุนเป็นหลักก่อน จึงได้ลองคิดและออกแบบขึ้นมาหลายอย่างมากๆ แต่บางครั้งสิ่งที่เราคิดมันอาจยังไม่ใหม่พอ หรืออาจคิดช้าไปจนมีคนทำไปแล้ว สุดท้ายได้ย้อนกลับมามองสิ่งรอบตัวที่เป็นสินค้าชิ้นเล็กๆ ซึ่งมักจะถูกมองข้ามอย่างกระดาษโน๊ต จึงเริ่มหันมาหาข้อมูลกระดาษโน๊ตตามท้องตลาด ซึ่งคนส่วนใหญ่มักไปเล่นกับตัวกระดาษมากกว่า จึงไม่ค่อยมีคนมาลงรายละเอียดในเรื่องของดีไซน์สำหรับสินค้าตัวนี้มากนัก

 

พื้นที่ของตัวเอง

Space แบรนด์ที่ใช้ชื่อจากศัพท์การออกแบบสถาปัตยกรรม โดยเชื่อว่าทุกคนบนโลกนี้ต่างใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับ Space ทั้งสิ้น เราจึงออกแบบให้กระดาษโน๊ตมันน่าสนใจกว่ากระดาษทั่วไป เริ่มต้นจากการนำสิ่งที่ชื่นชอบอยู่แล้วอย่างงานสถาปัตย์และตกแต่งภายใน โดยการมาย่อส่วนของโมเดลให้เล็กลง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สนามบาสเก็ตบอล สนามฟุตบอล หรือสระว่ายน้ำ หาวิธีจัดเก็บพื้นที่เหล่านี้ไว้บนพื้นที่โต๊ะทำงานอย่างเป็นระเบียบด้วยถาดใส่กระดาษขนาด 10 ซม. X 10 ซม. ที่สร้างสรรค์จากวัสดุไม้และปูน ซึ่งถูกออกแบบให้คล้ายลายดินทรายล้างและลายหินอ่อนคล้ายของจริง

โดยการเลือกใช้งานของกระดาษโน๊ต ลูกค้าสามารถจับคู่ลายกระดาษและแบบของถาดที่ต้องการใส่ได้ตามสไตล์ที่ต้องการ อีกทั้งยังเสริมด้วยลูกเล่นที่แบรนด์ออกแบบขึ้น ด้วยการปักแม่เหล็กแรงสูงไว้ในตัวดีไซน์ เพื่อให้ถาดสามารถดูดติดกันเมื่อต้องการนำมาประกบกันเป็นของสะสม หรือออกแบบการใช้งานใหม่ในรูปแบบของตัวเองได้ ถือเป็นออฟชั่นเสริมให้กับลูกค้าซึ่งสามารถออกแบบพื้นที่บนโต๊ะทำงานในแบบของตัวเอง

 

ทำไมกระดาษโน๊ตจึงสำคัญ

กระดาษโน๊ตยังมีความสำคัญอีกหรือไม่ในยุคดิจิทัล หากถามเด็กรุ่นใหม่อายุราว 10-20 ปีต้นๆ ที่มักจดทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในสมาร์ทโฟนหรือแทปเล็ต ก็คงได้คำตอบที่ชัดเจน ดังนั้นผมจึงลองทดลองกับตัวเอง ว่าการที่เราใช้เวลากับหน้าจอเป็นเวลานานๆ และจดทุกสิ่งลงไปในนั้น มันจะตอบโจทย์หรือไม่ ผลลัพย์ที่ได้ คือความสำคัญของข้อความที่เขียนไปน้อยลง จนกระทั่งอาจหลงลืมว่าเคยได้เขียนมันไปแล้วซักแห่งบนแอปพลิเคชั่น

นอกจากนั้นสมาธิและพลังของเราจะถูกลดหายไป นวัตกรรมสมัยนี้จึงออกแบบมาเพื่อให้มีทั้งโหมดกลางคืน โหมดสบายตา และโหมดที่เข้ากับสถานการณ์ขณะใช้งาน เพื่อบาลานซ์สายตาและการใช้งานจอสมาร์ทโฟนอย่างเหมาะสม ในทางตรงกันข้ามหากเราจดในกระดาษที่เป็นสิ่งซึ่งหยิบขึ้นมาใหม่ในทุกๆ วัน สมองเราจะสามารถตอบรับสิ่งใหม่ๆ และขยายความคิดได้กว้างในทุกครั้งที่เราจด กระดาษแผ่นเล็กก็ไม่ได้ยากเกินจะพกพา และสามารถรีฟิวกระดาษได้ตามความต้องการทำให้ใช้คล่องไม่น้อยไปกว่าหน้าจอดิจิทัลเลย  ซึ่งคุณสมบัติของกระดาษประเภท Head Note ความสำคัญของกระดาษอาจจะไม่มากเท่าความดึงดูดต่อการใช้งาน เราจึงออกแบบกระดาษที่ดึงดูดให้คนอยากหยิบมาจด หยิบมาใช้ และขับเคลื่อนพลังจากใจความที่เขียนลงไปได้ในทุกๆ วัน

 

กระดาษโน๊ตแผ่นเล็กๆ จะเปลี่ยนชีวิตเราได้อย่างไร

กระดาษของ Space เป็นกระดาษโน๊ตที่ไม่ใช่โพสอิทซึ่งมีกาวสำหรับแปะไว้ชั่วคราว เพราะเราอยากให้สิ่งที่จดลงไปบนกระดาษนั้นเสมือน To Do List ในชีวิตประจำวันของเรา ผมเชื่อว่าแค่เราจดว่าเราจะทำอะไร เป็นการสัญญากับตัวเองว่าเราต้องการจะทำอะไรในวันนี้ ไม่จำเป็นต้องแปะ แค่จดแล้วสอดไว้ในกระเป๋าเสื้อ กระเป๋าสตางค์ หรือแม้แต่เสียบไว้ในสมุดโน๊ต เมื่อหมดวันที่เราสามารถทำได้ตามที่ได้ลิสต์ไว้ ก็ขยำมันลงถังขยะ เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจของวันไปได้ การมีกาวอยู่ที่กระดาษอาจจะไม่จำเป็นเสมอไป ถ้าเราสามารถทำทุกอย่างที่เราต้องทำภายในหนึ่งวันให้เสร็จลุล่วง ซึ่งกระดาษโน๊ตช่วยทำให้ชีวิตเราเป็นระเบียบขึ้นได้

 

จากไอเดียเล็กจิ๋ว สู่โจทย์ที่ท้าทายมากกว่าเดิม

ผมอยากพิสูจน์ตัวเองว่าการที่ผมอายุเพิ่มขึ้นมา 30 กว่าปีแล้ว มันผ่านประสบการณ์และเห็นบทเรียนของคนอื่นมาแล้วหลายอย่าง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คืออยู่ที่การทำในสิ่งที่เราอยากทำ และได้ลงมือทำมันจริงๆ เราจะได้คำตอบว่าไอเดียนั้นมันเจ๋งพอหรือไม่ ไล่ตามเก็บความฝันที่อยากจะทำ และพิสูจน์ไอเดียให้คนทั่วไปได้เห็น บางครั้งเวลาที่เราไม่ได้ซื้อของราคาแพงมากนัก เรามักจะซื้อด้วยอารมณ์และความประทับใจแรกที่พบเห็น เหล่านี้มักอยู่เหนือเหตุผล จนดึงดูดให้ลูกค้ายอมจ่ายเงินให้กับสิ่งของเหล่านั้นที่เห็นว่าดี ซึ่งคล้ายกับสินค้ารักษ์โลก หากออกแบบให้สามารถดึงดูดใจนอกจากเหตุผลเพื่อโลกแล้ว ก็สามารถอยู่รอดในตลาดได้

ความจริงผมมีแพลนที่จะทำอะไรหลายอย่าง ที่สามารถตอบโจทย์ความท้าทายเรื่องขยะซึ่งเป็นปัญหาสำหรับโลกนี้ มันอาจจะดูเป็นเรื่องใหญ่ที่ไกลตัว แต่เชื่อสิว่ามันคือเรื่องของทุกคน เหมือนตอนนี้สินค้ารีไซเคิลเริ่มออกสู่ตลาดมากมาย แต่คนที่สามารถเข้าถึงหรือใช้งานกับสินค้าจำพวกนี้ยังมีน้อย คนส่วนใหญ่ยังไม่อินว่าทำไมจำเป็นต้องใช้สินค้าที่รักษ์โลก ในเมื่อสามารถเลือกสรรสินค้าใหม่ที่ดีไซน์สวยและราคาดีกว่าได้ ผมจึงอยากพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากขยะซึ่งนำมาเพิ่มมูลค่าให้มีมูลค่าจริงๆ คนอยากจะซื้อจริงๆ ซึ่งเป็นโจทย์ของดีไซเนอร์ที่ต้องทำได้ คนจึงจะเริ่มเห็นขยะที่ไม่ใช่ขยะ และมองขวดพลาสติกที่ไม่ใช่ขวดพลาสติกซึ่งเคยเป็นขยะมาก่อน

 

Decoration vs To Do List

ผมไม่ได้มองว่าสินค้าของ SPACE เป็นแค่กระดาษโน๊ต  แต่เป็นได้ทั้งกึ่ง Decoration ซึ่งสามารถนำไปวางเพื่อตกแต่งบนโต๊ะทำงาน เมื่อมองลึกลงไปในทฤษฎีจิตวิทยาการทำงานของเฮอร์ซเบอร์ก (Frederick Herzberg) พฤติกรรมการทำงานของมนุษย์ ไม่จำเป็นต้องเป็นสายครีเอทีพ หากคุณมีห้องทำงานดีๆ มีของน่ารักที่ดีต่อใจไปหมด มันส่งผลถึงอารมณ์ ให้คุณได้ยิ้มกับตัวเองและมีพลังในการทำงาน การมีสิ่งของที่ดีเราก็สามารถเสพมันให้ตัวเองได้ อีกทั้งผมยังมีความเชื่อในไอเดียเดียวกันกับการโฆษณาที่สามารถสร้างจิตวิทยาให้เราอยากซื้อหรืออยากทำอย่างที่โฆษณาเชิญชวน สำหรับ SPACE ผมมองว่ามันเป็นจิตวิทยาแฝงเชิงพฤติกรรมได้ การที่คุณต้องเห็นมันทุกวันบนโต๊ะทำงาน ได้เห็นทั้งสนามฟุตบอล  สนามบาสเก็ตบอล ไปจนถึงสระว่ายน้ำ มันย้ำเตือนตัวเองให้ตระหนักขึ้นได้ว่า นานเท่าไหร่แล้วที่เราไม่ได้ออกกำลังกาย ฉะนั้น To Do List ที่จะถูกจดเพิ่มไปในวันนั้นก็จะเพิ่มกิจกรรมออกกำลังกายเข้าไปด้วย