2 ผสานสร้างสรรค์ ‘ไทย - ไต้หวัน’ ผ่านวัสดุธรรมชาติ

10 May 2018 | TCDC | KNOW WHO
เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับ TCDC และ Taipei Cultural Foundation จัดงานสัมมนาและจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและไต้หวัน (Thailand-Taiwan SME Cooperation Seminar and Business Matching) ณ โรงแรมโซฟิเทล สุขุมวิท กรุงเทพฯ หนึ่งในหัวข้อที่น่าสนใจที่ทีมงานนำมาเสนอในครั้งนี้เป็นโครงการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านงานออกแบบภายใต้หัวข้อ “Attitude, Inspired by Nature” โดยนำวัสดุธรรมชาติ ทักษะงานช่างหัตถกรรมท้องถิ่น มาผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตเพื่อค้นหาแนวคิดด้านงานออกแบบที่ฉีกกรอบการทำงานไปจากเดิม สำหรับโครงการแลกเปลี่ยนความรู้ในครั้งนี้เป็นการจับคู่ระหว่างสตูดิโอออกแบบจากประเทศไทย และไต้หวัน การทำงานในครั้งนี้แบ่งแนวคิดทางการอออกแบบเป็น 2 ทีม ได้แก่ 1) Industrial Skin โดย Hybridise Design Studio X SATAWAT Design และ 2) The Blossoming Energy โดย C Jean Design X Slowstitch Studio

DSC_0100.JPG

Industrial Skin โดย Hybridise Design Studio X SATAWAT Design

เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของ Hybridise Design Studio จากไทเป ประเทศไต้หวัน คือการสร้างสรรค์ผลงานจากวัสดุที่หลากหลาย ทีมงานเริ่มต้นจากการศึกษาค้นคว้าวิจัยให้ถึงรากเหง้าของงานหัตถกรรมท้องถิ่นนั้นๆ เพื่อค้นหาแรงบันดาลใจในการพลิกแนวคิดพร้อมสร้างโอกาสใหม่ๆที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตในปัจจุบัน เป้าหมายในการทำงานของ Hybridise Studio จึงไม่ได้มุ่งอนุรักษ์งานหัตถกรรมท้องถิ่นให้มีรูปแบบคงเดิม แต่คือการดึงศึกยภาพสูงสุดของงานหัตถกรรมท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ เช่น CATFISH เก้าอี้ที่เพิ่มความสบายให้กับผู้นั่งด้วยงานสานไม้ไผ่บริเวณพนักด้านหลังพร้อมนำงานสานไม้ไผ่ต่อเติมเป็นที่เก็บของ โดยสานเข้ากับที่นั่งด้านล่าง และ Toby & Lizzy เก้าอี้นั่งสำหรับเด็กที่นำลักษณะการแต่งตัวของเด็กชายใส่สายเอี๊ยมพร้อมถุงเท้าลายทางถ่ายทอดลงบนเก้าอี้ Toby และชุดกระโปรงผู้หญิงกับลวดลายสดใสลงบนเก้าอี้ Lizzy เป็นต้น

22.jpg
เครติดภาพ : www.hybridise.co

 ในขณะที่ SATAWAT Design สตูดิโอออกแบบอุตสาหกรรมสัญชาติไทยโดยรัฐธีร์ ไพศาลโชติสิริ เน้นการสร้างสรรค์ผลงานที่เรียบง่ายไร้ซึ่งกรอบกาลเวลา เคารพความงดงามจากธรรมชาติ ไม่ยึดติดกับวัสดุที่ใช้ และชื่นชอบการทดลองเพื่อค้นหาเทคนิกใหม่ๆในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น Dakanda เก้าอี้โยก “ดากานดา” เพื่อหญิงอันเป็นที่รัก โครงสร้างหลักของชิ้นงานทำจากไม้ที่ดัดให้ความโค้งเว้าอ่อนช้อยพร้อมเพิ่มความนุ่มสบายบริเวณที่นั่งและพนักพิงด้วยงานสานหวาย และ Sora เก้าอี้สำหรับการนั่งสมาธิ ที่ช่วยเพิ่มความสมดุลให้กับร่างกายขณะนั่งสมาธิพร้อมผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณขาไม่ให้เกิดอาการชา เป็นต้น

24.jpg
เครติดภาพ : www.satawatdesign.com

สำหรับโครงการ Industrial Skin สองนักออกแบบต่างสัญชาติต้องการนำเสนอผลงานที่สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลการใช้วัสดุสังเคราะห์ เช่น โฟม พลาสติก ไฟเบอร์กลาส ฯลฯ ที่เข้ามามีบทบาทอย่างสูงในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ เรียกได้ว่าหันไปทางไหนก็พบแต่วัสดุประเภทนี้ ทั้งคู่จึงพลิกแนวคิด โดยนำ “วัสดุธรรมชาติ” เข้ามาแทนที่วัสดุสังเคราะห์เหล่านั้น โดยพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ที่ตอบสนองไฟล์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ โดย Hybridise Studio Design นำกิ่งไม้จากต้นมัลเบอร์รี่มาแช่น้ำให้นิ่ม จากนั้นทุบกิ่งไม้จนแตกเป็นเส้นใยไฟเบอร์ (โดยคงกิ่งไม้บางส่วนเอาไว้ เพื่อให้ผู้ชมทราบว่าผลงานชิ้นนี้ทำมาจากต้นไม้อะไร) เธอนำความนุ่มของเส้นไฟเบอร์มาขึ้นเป็นรูปทรงโดยใช้แลคเกอร์ญี่ปุ่นเป็นกาวประสานผลิตเป็นแจกันใส่ดอกไม้รูปทรงต่างๆ


Satawat

ในขณะที่ SATAWAT Design นำใบตอง วัสดุธรรมชาติที่อยู่คู่วิถีชีวิตคนไทยมาปรับรูปแบบการใช้งาน โดยเลียนแบบรูปทรงผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์สมัยใหม่ เช่น บรรจุภัณฑ์ใบตองห่อผลกล้วย และกล้วยทอด ใบตองห่อกระป๋องน้ำอัดลม ม้วนเป็นกระดาษทิชชูที่ทำจากใบตอง หรือนำเศษใบตองอัดขึ้นรูปบนแม่พิมพ์ผสานด้วยกาวธรรมชาติผลิตเป็นกล่องข้าวใส่อาหาร จานข้าว จานหลุม เป็นต้น รัฐธีร์ต้องการสื่อให้ผู้ชมเห็นว่า “วัสดุ” มีความสำคัญอย่างยิ่งใน “การสื่อสาร” เพราะเพียงแค่เปลี่ยนผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์จากเดิมที่เคยเป็นพลาสติก โฟม ซองบรรจุภัณฑ์ ให้กลายเป็นชิ้นงานที่ทำจาก “ใบตอง” ก็ส่งผลให้เรามีความรู้สึก ปลอดภัย สัมผัสถึงธรรมชาติ มีความสะอาด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทันที แตกต่างจาก โฟม พลาสติก ที่เรารู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่อนำมาใส่อาหาร ทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

25.jpg
เครติดภาพ : www.satawatdesign.com

The Blossoming Energy โดย C Jean Design X Slowstitch Studio

C Jean Design เป็นแบรนด์เสื้อผ้าสำหรับคุณสุภาพสตรีจากไต้หวันที่นำเหตุการณ์รอบตัว เช่น การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ศาสนา การเมือง การต่อสู้ อารมณ์ ฯลฯ มาถ่ายทอดเป็นแพทเทิร์น กราฟิก ผิวสัมผัสของเนื้อผ้า และรูปแบบการตัดเย็บของเสื้อผ้า โดยเน้นความเรียบง่ายแต่แฝงลึกไปด้วยความหมาย เช่น Emptiness คอลเลคชั่นเสื้อผ้าที่นำความทรงจำอันเลวร้ายมาเป็นต้นตอแนวคิดในการออกแบบชุดเสื้อผ้าสำหรับคุณสุภาพสตรี เพื่อกระตุ้นให้หญิงสาวทุกคนก้าวผ่านประสบการณ์อันเลวร้าย โทนสีหลักของคอลเลคชั่นนี้จะเป็นเนื้อผ้าสีดำ มีทั้งผ้าโปร่ง และผ้าสีทึบ คัตติ้งของเสื้อผ้ามีความเรียบง่ายแต่เพิ่มเสน่ห์แห่งความซ่อนเร้นด้านอารมณ์ด้วยเลเยอร์ที่ซ้อนทับกัน

211.jpg
เครติดภาพ : https://www.cjean.co/emptiness/


ในขณะที่ Slowstitch Studio สตูดิโองานออกแบบสิ่งทอของไทยที่ชื่นชอบการทดลอง ค้นคว้า หาความหมายที่เกิดขึ้นจากลวดลาย และสีสันบนเนื้อผ้า โดยเน้นกระบวนการย้อมผ้าด้วยมือ และการมัดย้อมจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ต้นคราม เปลือกไม้ ดอกไม้ ใบไม้ ฯลฯ ผสมผสานกับเทคนิกการย้อมผ้าจากประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้ผ้าแต่ละชิ้นมีสีสัน และความหมายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ 

210.jpg
เครติดภาพ : https://slowstitchstudio.com


C Jean Design เริ่มต้นเรียนรู้เทคนิกการย้อมผ้าจาก Slowstitch Studio ที่จังหวัดเชียงใหม่ จากนั้นนำองค์ความรู้ที่ได้ไปต่อยอดสร้างสรรค์ชิ้นงานภายใต้แนวคิด The Blossoming Energy เธอนำต้นไม้ ใบไม้ และดอกไม้หลากหลายชนิดจากสวนหลังบ้านมาเป็นวัตถุดิบหลักในการให้สี โดยนำวัตถุดิบเหล่านั้นม้วนทับไปกับผ้า ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการย้อมผ้าแบบ “Ecoprint” ที่เธอเรียนรู้มาจาก Slowstitch ส่งผลให้เนื้อผ้าของเธอมีสีสันและลวดลายที่แตกต่างไปจากการย้อมผ้าแบบเดิม เกิดเป็นแพทเทิร์นที่ร้อยเรียงตามรูปทรง และสีของธรรมชาติ เธอมีแนวคิดในการนำผ้าชิ้นนี้ไปต่อยอดเป็นเสื้อผ้าที่คุณสุภาพสตรีสามารถสวมใส่ได้ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็น ชุดเดรส เสื้อเชิ้ต เป็นต้น 

SlowSitch

   ความอุดมสมบูรณ์ทางกายภาพ และสภาพภูมิอากาศของไทย และไต้หวัน ส่งผลให้ทั้ง 2 ประเทศมีวัตถุดิบจากธรรมชาติที่หลากหลาย และด้วยพื้นฐานทางวัฒนธรรม และทักษะงานช่างที่คล้ายคลึงกัน ทำให้ไทย และไต้หวันมีผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจากช่างฝีมือท้องถิ่นมากมาย โครงการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านงานออกแบบสร้างสรรค์ในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสดีที่นักออกแบบจาก 2 ประเทศได้แลกเปลี่ยนแนวคิด มุมมอง และประสบการณ์ ในการสร้างสรรค์ผลงานผ่านทักษะงานช่างฝีมือ โดยให้ความเคารพกับวัฒนธรรม วิถีชีวิตท้องถิ่น และวัตถุดิบจากธรรมชาติ หลังเสร็จสิ้นโครงการ ทีมงานจากทั้ง 4 สตูดิโอออกแบบให้คำแนะนำที่ตรงกันว่า โครงการนี้ทำให้สตูดิโอออกแบบแต่ละทีมเรียนรู้แนวทางการทำงานของกันและกัน แต่กรอบระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือนทำให้กระบวนการค้นคว้าวิจัยทำได้ไม่เต็มที่ อีกทั้งระยะเวลาที่ทำงานร่วมกันมีน้อยเกินไป ทำให้ช่วงเวลาในการออกแบบ และทดลองขึ้นต้นแบบมีกรอบเวลาจำกัด ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงยังไม่เต็ม 100 ตามที่ตั้งใจไว้ แต่ทีมงานหวังว่า จุดเริ่มต้นของการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านงานออกแบบสร้างสรรค์ในครั้งนี้ จะช่วยจุดประกายให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆในการใช้วัสดุธรรมชาติไม่มากก็น้อย

Category Tags
Handicraft
Share this Article !