ส่องแวดวงแฟชั่นผ้าพันคอสัญชาติไทยสุดเก๋ ผ่านแบรนด์ JAI และ JANFIVE

17 March 2018 | TCDC | KNOW WHO
ผ้าพันคอกลายเป็นไอเท็มสุดฮิตสำหรับทุกซีซั่นไปเสียแล้วสำหรับสาวชาวไทย ด้วยประโยชน์มากกว่าแค่เอามาพันคอ ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยคุณภาพของเนื้อผ้า ซึ่งแต่ละแบรนด์ของไทยเองจะไม่ยอมน้อยหน้ากัน แบรนด์ผ้าพันคอสัญชาติไทยเกิดขึ้นมาเยอะมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เป็นเพราะความก้าวหน้าของ digital printing  บวกกับกระแสความสนใจในคุณค่าของ handmade หรืองาน craft ต่างๆ วันนี้ TCDCCONNECT ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ 2 ผู้ก่อตั้งแบรนด์ผ้าพันคอสัญชาติไทยสุดเก๋ คือคุณณภัทร เขียวชะอุ่ม (แอน) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ JAI และคุณเฟื่องลดา จี้อุ่น (ทราย) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ JANFIVE เกี่ยวกับการทำแบรนด์ผ้าพันคอให้เก๋โดนใจผู้บริโภคและผลตอบรับจากการเข้าร่วมกิจกรรม Business Program Bangkok Design Week 2018 ที่ผ่านมา

จุดเริ่มต้นของแบรนด์

janjai6.jpg

คุณแอน: JAI เริ่มจากแรงบันดาลใจจากผู้สูงอายุรุ่นใหม่ที่สร้างสรรค์งานออกแบบผ่านประสบการณ์ชีวิตถ่ายทอดออกมาสู่ลวดลายบนผืนผ้า โดยแบรนด์นิยามคำว่าผู้สูงอายุรุ่นใหม่คือ วัยเกษียณที่พร้อมจะเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง เพื่อก้าวให้ทันยุค โดยใช้ความรู้ความสามารถที่มี พึ่งพาตัวเองได้อย่างมีคุณค่าในสังคม ซึ่งคนนั้นคือ คุณพ่อของแอนเอง แอนนำภาพวาดสีน้ำของคุณพ่อที่ทำตอนเกษียณมาทำโปรเจ็คผ้าพันคอออกขายเมื่อปีก่อน แล้วได้รับผลตอบรับดีมากจากลูกค้าและสื่อ เลยตั้งใจจะทำแบรนด์ธุรกิจอย่างจริงจัง

janjai8.jpg

คุณทราย: JANFIVE เริ่มมาจากความชอบและหลงใหลในศิลปะของทรายเองตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้ตัดสินใจเลือกเรียนทางด้านวิจิตรศิลป์และออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอที่ มทร.พระนคร หลังจากเรียนจบก็ทำงานเกี่ยวกับการออกแบบที่บริษัทเอกชนหลายแห่ง ก่อนจะตัดสินใจออกมาทำแบรนด์ของตัวเอง ช่วงแรกก็ล้มลุกคลุกคลานอยู่บ้าง แต่ก็ประคองตัวมาได้จนถึงปัจจุบัน โดยหัวใจของการสร้างแบรนด์ JANFIVE ไม่ได้อยู่ที่ความต้องการของศิลปินเพียงอย่างเดียว การศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคและวิเคราะห์ข้อมูลแนวโน้มทางการตลาด รวมถึงการลองถูกลองผิดมาด้วยตัวเองต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญ

แนวคิดสรรสร้างแบรนด์

คุณแอน: JAI มีแนวคิดหลักคือ “การผสมผสานความสามารถของคนต่างเจนเนอเรชั่น สร้างสรรค์งานดีไซน์ให้มีคุณค่า” และแบรนด์ยังให้คุณค่ากับ 2 เรื่องหลัก เรื่องแรกเป็นการให้คุณค่ากับคนในสังคม ซึ่งแบรนด์จะเน้นที่ผู้สูงอายุรุ่นใหม่ที่มีคุณสมบัติตามนิยามของแบรนด์ ให้โอกาสและสร้างความภูมิใจให้แก่คนกลุ่มนี้ ให้พวกเขาเห็นคุณค่าและเชื่อมั่นในตัวเอง เรื่องที่สองเป็นการให้คุณค่ากับทรัพยากรของไทย แบรนด์จะเน้นการใช้วัตถุดิบภายในประเทศมาใช้ในการดีไซน์ และการผลิตในประเทศไทย

คุณทราย: JANFIVE ต้องการสื่อถึงความเป็น Artistic ผ่านลายเส้น สีสัน และการจัดองค์ประกอบภาพที่มีเอกลักษณ์ เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจหรือรู้สึกถึงสิ่งที่แบรนด์ต้องการสื่อสาร (Design Meaning) อย่างประทับใจผ่านการทำงานที่มีการวางแผน ไม่ใช่ความบังเอิญ ด้วยความที่แบรนด์จะเน้นความเป็น Artistic มากกว่าการแก้ปัญหา ด้วยเหตุผลที่ว่าแบรนด์ต้องการใช้ศิลปะเพื่อจรรโลงใจให้เกิดความเพลิดเพลิน และสร้างความผ่อนคลายให้แก่ลูกค้าเป็นสำคัญ

จุดเด่นของแบรนด์

janjai3.jpg

คุณแอน: นอกจากเรื่องลายที่เป็นเอกลักษณ์และคุณภาพของสินค้าแล้ว JAI ยังดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับเทรนด์ทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ แบรนด์เรารู้จักตัวเอง มีเรื่องราวที่ชัดเจนว่าแบรนด์เราเกิดขึ้นมาเพื่อสื่อสารอะไร เพื่อใคร ลูกค้าเป็นใคร เราจึงมุ่งเน้นสร้างสรรค์สินค้าให้เกิดคุณค่าแก่ดีไซน์เนอร์และกลุ่มลูกค้า  

janjai4.jpg

คุณทราย: ผ้าพันคอของ JANFIVE จะโดดเด่นด้วยลายเส้นของลายพิมพ์ มีสีที่สดใสโดยแบรนด์ตั้งใจใช้สีน้ำเงินและขาวเป็นหลัก เพราะต้องการให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลาย และผลงานดู Timeless คือใช้ได้นาน หลายยุค หลายสมัย หลายโอกาส ทุกวันนี้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้จากโทนสีของลายผ้าและลายเส้นที่มีการไล่ระดับหรือ Gradient ที่เกิดจากการลงปลายพู่กันให้สีมีความชุ่มฉ่ำ รวมถึงการจัดองค์ประกอบของภาพที่ส่วนใหญ่ลายจะเป็นแบบ Conversational ที่เล่าถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

โมเดลธุรกิจเป็นอย่างไร

คุณแอน: JAI อยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท Jai Craft Design เป็นออกแบบลายผ้า ผลิตสินค้าไลฟ์สไตล์และของตกแต่งบ้านทั้งปลีกและส่ง อีกทั้งยังรับออกแบบลายผ้า และผลิต customized product ให้กับองค์กรต่างๆ รวมถึงจัดเวิร์กช้อปให้ผู้สูงอายุหรือผู้ที่สนใจเข้าร่วม โดยมีกลุ่มลูกค้าเป็นแบบ B2C เน้นเป็นผู้หญิงวัยทำงานที่มีสไตล์เป็นของตัวเองและชื่นชอบงานศิลปะกับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น อเมริกาและยุโรป และแบบ B2B เป็นกลุ่มโรงแรม 5 ดาวและ Corporate Brand ในการผลิตตามออเดอร์ ช่องทางการจำหน่ายมีทั้ง online และ offline

คุณทราย: JANFIVE ตั้งใจให้เป็น Home Art Fashion โดยมีสินค้าเป็น Silk scarves & Silk Accessories ที่เน้นการขายแบบ Retail มากกว่าWholesale เพราะกำลังการผลิตน้อย มีกลุ่มลูกค้าเป็น Niche Market จึงต้องทำการตลาดมุ่งที่เฉพาะกลุ่มทั้งช่องทาง online และ offline โดยให้ความสำคัญกับ Consumer relation เป็นอันดับแรก ตัวแทนจำหน่ายส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศ ส่วนในประเทศไทย ไม่มีตัวแทนจำหน่าย มีเพียงการลง Pop-up market ตามจุดต่างๆ เท่านั้น นอกจากนี้ แบรนด์ยังจัดกิจกรรม Workshop ที่เป็นการ Share Skill ต่างๆ กับกลุ่มลูกค้าโดยไม่มีการหวงวิชาใดๆ เพื่อแชร์ประสบการณ์ให้กลุ่มลูกค้าโดยตรง

ผลงานคอลเลคชั่นล่าสุด

คุณแอน: คอลเลคชั่นล่าสุดของ JAI ใน s/s 2018 มีชื่อว่า “Threads of Life” ได้แนวคิดมาจากวงจรชีวิตของไหมอีรี่ (Eri Silk) ซึ่งเป็นไหมป่าเพียงชนิดเดียวที่สามารถเลี้ยงได้ครบวงจร ตั้งแต่เกิด เติบโต จนผลิตเส้นใยที่มีคุณภาพ โดยผลงานเกิดจากการสร้างสรรค์ลายผ้าของผู้สูงอายุรุ่นใหม่ลงบนผืนผ้าไหมอีรี่ที่แบรนด์ได้พัฒนาคุณภาพของผ้าให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สวยงาม นอกจากนี้ แบรนด์ยังภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมอีรี่ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

คุณทราย: จริงๆ แล้วในทุกคอลเลคชั่น JANFIVE จะให้ความสำคัญกับสิ่งที่แบรนด์ต้องการจะสื่อสาร (Design Meaning) ไปถึงกลุ่มลูกค้าให้รู้สึกถึงความหมายนั้นเพื่อเกิดความประทับใจ งานออกแบบที่ออกมาทุกเดือนจะมีความหมายที่ไม่ซ้ำกันแต่ไม่ได้หนีต่างจากกันมากเพราะต้องการสร้างจุดยืนที่ชัดเจน ผลงานคอลเลคชั่นล่าสุด จะมาในรูปแบบของภาพประกอบที่เป็นการวาดภาพหลายๆ แบบแล้วมาประกอบกัน

ผลตอบรับที่ได้จากการเข้าร่วมกิจกรรม Business Program Bangkok Design Week 2018 ที่ผ่านมา

คุณแอน: JAI ได้รับประโยชน์มากมายจากการเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นหลากหลายเรื่องราวในการทำธุรกิจที่จะมีปรับใช้กับการพัฒนาแบรนด์ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป หรือจะเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น

คุณทราย: JANFIVE มีโอกาสได้เข้ามาบรรยายและแสดงผลงานภายในงาน ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น และได้รับการติดต่อจากผู้ที่สนใจเข้ามามากพอสมควร

janjai7.jpg

janjai10.jpg

เกร็ดข้อคิดปิดท้ายจากการทำแบรนด์

คุณแอน: การที่แบรนด์ได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าและสื่อต่างๆ เกิดจากความร่วมมือระหว่างคน 2 เจนเนอเรชั่นที่เปิดใจเรียนรู้และสนับสนุนซึ่งกันและกันในการพัฒนาแบรนด์ “การพัฒนาไม่ใช่ว่าละทิ้งสิ่งเก่าแล้วมองหาแต่สิ่งใหม่ โดยเฉพาะสำหรับทรัพยากรมนุษย์ ในความเป็นจริง เราไม่สามารถทิ้งใครไว้ข้างหลังได้แล้วเดินหน้าอย่างมั่นคง การพัฒนาที่ยั่งยืนคือการมองเห็นคุณค่าของทรัพยากรที่เรามีแล้วนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด” เปรียบเหมือนผู้สูงอายุที่ถูกมองว่าเป็นภาระที่สังคมต้องดูแล แต่ถ้าเราเปิดใจ สนับสนุน มองเห็นคุณค่า ผู้สูงอายุก็สามารถเป็นพลังที่สำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติให้ยั่งยืนและมั่นคงต่อไปได้

คุณทราย: "กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน ตั้งใจทำมันให้ได้ ล้มบ้างเจ็บบ้างไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพียงแต่ยังรักษา Passion และไม่ลืมวันแรกที่เริ่มต้น" และที่สำคัญ "ถ้ารอให้พร้อม เมื่อไหร่จะพร้อม อย่ารอ... ศึกษาแล้วทำเลย"

ช่องทางการติดต่อแบรนด์



jaijan66.jpg


คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง  
คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ JAI



jaijan5.jpg


คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง  
คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ JANFIVEATUDIO



ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าสนใจเกี่ยวกับวงการออกแบบผ้าพันคอของนักออกแบบทั้ง 2 แบรนด์นี้ อย่าลืมติดตามกิจกรรม DEBUT by TCDCCONNECT ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นพื้นที่แสดงผลงานและข้อมูลของผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิตและผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ซึ่งผ่านการคัดเลือก รวมถึงมีการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงผ่านทางเว็บไซต์ TCDCCONNECT.COM โดยจะมีการผลัดเปลี่ยนผลงานขึ้นแสดงทุก 3 เดือน โดยโครงการนี้เป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิต ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆให้มีพื้นที่ประชาสัมพันธ์ธุรกิจของตนเอง รวมถึงผู้ที่สนใจจะจ้างงานได้รู้จักและเกิดการจัดจ้างงานจริงขึ้น ผู้ที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมแสดงผลงานบน Debut Wall ครั้งที่ 14 ประจำเดือนกุมภาพันธ์ - พฤษภาคม 2560 ประกอบด้วยผลงานของผู้นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และผู้ผลิตจากทุกหมวดหมู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์




อ้างอิง

บทสัมภาษณ์คุณณภัทร เขียวชะอุ่ม ผู้ก่อตั้งแบรนด์ JAI และคุณเฟื่องลดา จี้อุ่น ผู้ก่อตั้งแบรนด์ JANFIVE

Category Tags
Textile Design
Share this Article !