Creative Space Workshop : การออกแบบและการเตรียมไฟล์สำหรับงานพิมพ์คุณภาพโดย สมาคมการพิมพ์ไทย

17 October 2017 | TCDC | CREATIVE PROCESS

เมื่อวิวัฒนาการด้านการพิมพ์ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลส่งผลให้กระบวนการผลิตเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากระบบงานพิมพ์แบบออฟเซต(Offset) ที่เราคุ้นเคยสู่กระบวนการผลิตที่นักออกแบบสามารถคลิกสั่งงานจากคอมพิวเตอร์สู่เครื่องพิมพ์ดิจิทัลได้โดยตรงตัดกระบวนการผลิตเพลทแม่พิมพ์แยกสีCMYKพร้อมสร้างโอกาสให้นักออกแบบสามารถสร้างสรรค์งานพิมพ์จำนวนน้อยได้ Creative Space Workshop ครั้งนี้จึงถูกจัดขึ้นโดยความร่วมมือของสมาคมการพิมพ์ไทย คุณประสิทธิ์ คล่องงูเหลือม กรรมการฝ่ายการพิมพ์ดิจิทัล ผู้มีประสบการณ์การทำงานด้านอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์และภาพถ่ายกว่า 30 ปี เพื่อให้นักออกแบบและผู้ประกอบการได้เรียนรู้และเข้าถึงกระบวนการพิมพ์พร้อมข้อควรระวังในการเตรียมไฟล์ก่อนส่งโรงพิมพ์ผ่านเวิร์กช็อปการออกแบบฉลากสินค้าเพื่อให้สามารถนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดเป็นผลงานการออกแบบที่ถูกต้องทั้งในกระบวนการสร้างสรรค์และการเตรียมไฟล์ที่ถูกต้อง


 creative space workshop9110.jpg

ระบบการพิมพ์ (Conventional Printing)

งานพิมพ์แบบดั้งเดิม สามารถแบ่งออกเป็น 5 ประเภทดังนี้

1) การพิมพ์เลตเตอร์เพรสส์ (Letterpress Printing) เป็นการพิมพ์พื้นนูนที่ใช้แม่พิมพ์ทำจากโลหะหรือโพลิเมอร์อย่างหนากัดพื้นผิวจนเหลือส่วนที่เป็นภาพนูนสำหรับรับหมึกพิมพ์ จากนั้นกดทับบนพื้นผิววัสดุเพื่อให้เกิดภาพตามที่ออกแบบไว้ มีการใช้ตัวอักษรโลหะมาจัดเรียงเป็นข้อความแล้วนำไปใช้เป็นแม่พิมพ์ด้วย เป็นระบบการพิมพ์ในยุคต้นๆที่ไม่ค่อยได้พบเห็นในวันนี้ งานพิมพ์ชนิดนี้เหมาะกับการทำแบบฟอร์ม ฉลาก นามบัตร กล่อง ป้าย ที่ไม่ต้องการความละเอียดมากนัก

2) การพิมพ์ออฟเซต (Offset Printing) เป็นงานพิมพ์พื้นราบผ่านแผ่นแม่พิมพ์ 4 สี (CMYK) หรือมากกว่านั้น เป็นการพิมพ์ที่มีคุณภาพสูงและได้รับความนิยมจนถึงทุกวันนี้ งานพิมพ์ออฟเซตเหมาะกับชิ้นงานที่หลากหลาย เช่น หนังสือ นิตยสาร แผ่นพับ ใบปลิว โบรชัวร์ แคตตาล็อก บรรจุภัณฑ์กระดาษ ฯลฯ

creative space workshop9104.jpg

3) การพิมพ์กราวัวร์ (Gravure) เป็นงานพิมพ์ชิ้นงานที่เกิดจากการกลิ้งของแม่พิมพ์รูปทรงกระบอกที่ถูกกัดเป็นร่องลึกสำหรับเก็บหมึกพิมพ์ก่อนปล่อยลงบนพื้นผิวของชิ้นงาน งานพิมพ์ประเภทนี้เหมาะกับชิ้นงานประเภทซองพลาสติกใส่อาหาร หรือแผ่นฟิลม์สำหรับหุ้มบนบรรจุภัณฑ์

4) การพิมพ์เฟล็กโซกราฟี (Flexography) เป็นงานพิมพ์ที่ใช้หลักการกดทับคล้ายกับการพิมพ์แบบเลตเตอร์เพลส แต่หมึกพิมพ์จะเหลวกว่าและใช้ลูกกลิ้งทำหน้าที่จ่ายหมึกในปริมาณที่สม่ำเสมอให้กับแม่พิมพ์ งานพิมพ์ชนิดนี้ได้รับการพัฒนาจนสามารถพิมพ์ภาพสอดสีได้แต่คุณภาพยังด้อยกว่าการพิมพ์แบบออฟเซต เหมาะสำหรับงานพิมพ์บนกล่องลูกฟูก กล่องกระดาษแข็ง ฉลาก ป้าย กระดาษชำระ งานพิมพ์ถุงและซองพลาสติก หรืองานพิมพ์ฟิลม์หด (Shrink Film)

5) การพิมพ์ซิลค์สกรีน (Silkscreen Printing) เป็นงานพิมพ์พื้นฉลุ โดยให้หมึกพิมพ์ซึมทะลุผ่านผ้าที่ขึงตึงไว้กับเฟรม สามารถพิมพ์งานสอดสีได้ ความละเอียดของภาพพิมพ์จะขึ้นอยู่กับความถี่ของเส้นใยผ้า การพิมพ์ชนิดนี้สามารถพิมพ์ลงบนวัสดุที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ ผ้า ไม้ พลาสติก กระจก และสามารถพิมพ์บนวัสดุที่มีผิวโค้งได้ เช่น งานพิมพ์นามบัตร บรรจุภัณฑ์ ป้ายกระดาษ พลาสติก โลหะ ขวดแก้ว จานชาม เสื้อผ้า รวมไปถึงชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆ

การพิมพ์ดิจิทัล (Digital Printing)

ผู้ใช้สามารถสั่งงานพิมพ์ได้โดยตรงจากเครื่องคอมพิวเตอร์สู่เครื่องพิมพ์ดิจิทัลได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านแม่พิมพ์เหมือนระบบการพิมพ์แบบดั้งเดิมอีกทั้งยังสามารถพิมพ์ลงบนวัสดุได้หลากหลายเช่น กระดาษ ผ้า กระเบื้อง วอลล์เปเปอร์ หรือแม้กระทั่งการพิมพ์แผ่นฟิล์หด (Shirk Film) ที่ใช้บนบรรจุภัณฑ์ ระบบการพิมพ์ดิจิทัลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการขนาดเล็ก หรือผู้ประกอบการแบบ Startup ที่มีจำนวนการผลิตชิ้นงานน้อยแบบหลักร้อย หลักพัน หรือหลักหมื่น

ข้อดีของการพิมพ์ดิจิทัลมีหลากหลาย เช่น สามารถสั่งพิมพ์งานแบบเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ (Variable Data Printing) เหมาะสำหรับการพิมพ์นามบัตรที่มีการเปลี่ยนแปลงชื่อ ตำแหน่ง และการติดต่อ หรือการใส่ Barcode บนสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อป้องกันการปลอมแปลง,เครื่องพิมพ์สามารถพิมพ์งานที่มีขนาดเล็กไปจนถึงชิ้นงานที่มีขนาดใหญ่ดังจะเห็นได้จากงานพิมพ์ประตูบ้าน งานพิมพ์แผ่นป้ายไวนิลโฆษณาที่มีความกว้างเป็นเมตรๆ,ประหยัดแรงงานคนในการทำงานเพราะผู้ใช้สามารถสั่งการทำงานจากไฟล์ข้อมูลสู่การพิมพ์โดยคนคนเดียวส่งผลให้กระบวนการทำงานเปลี่ยนจากโรงพิมพ์ใหญ่ๆ กินพื้นที่มาก สู่การทำงานผ่านซอล์ฟแวร์การพิมพ์แบบตั้งโต๊ะ (Desktop Publishing) ที่กินพื้นที่น้อย ประสิทธิ์กล่าวว่า

25600819_๑๗๐๙๒๖_0152.jpg

แม้ว่าเทคโนโลยีการพิมพ์จะพัฒนาไปสู่ระบบดิจิทัล แต่อาชีพที่ไม่มีทางหายไปคือคนที่เป็นต้นน้ำของระบบ ซึ่งนั่นก็คือ “นักออกแบบสร้างสรรค์”


ดังนั้นหน้าที่สำคัญของนักออกแบบคือการศึกษาข้อดีข้อเสียของทุกระบบการพิมพ์จากนั้นนำองค์ความรู้ที่ได้มาผสมผสานกับทักษะด้านงานออกแบบโดยเลือกใช้ระบบการพิมพ์ที่เหมาะสมที่สุดในการทำงาน นักออกแบบจะต้องรู้จักปรับตัวตามยุคสมัยสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้เรายังสามารถสร้าง“คุณค่า”และเพิ่ม“มูลค่า”ของงานพิมพ์ได้จากการเลือกเทคโนโลยีการพิมพ์ที่สอดคล้องกับทิศทางของแบรนด์และผลิตภัณฑ์ เช่น การใช้หมึก ECO-Solvent ที่ี่ลดปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นของหมึกพิมพ์การเลือกใช้เครื่อง Memjet สำหรับงานพิมพ์ที่ต้องการความละเอียดและคุณภาพสูง หรือการเลือกใช้หมึกพิมพ์ UV ที่แห้งตัวได้ด้วยรังสียูวี เป็นต้น

10 ปัญหาที่พบบ่อยบนไฟล์งานดิจิตอล

เมื่อเราก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการพิมพ์ดิจิทัล สิ่งสำคัญที่นักออกแบบควรเรียนรู้เพิ่มเติม คือ การเตรียมไฟล์งานที่ถูกต้องก่อนส่งพิมพ์ และนี่คือ 10 ปัญหาข้อควรระวังที่พบบ่อยบนไฟล์งานดิจิตอลจากการสำรวจการทำงานของนักออกแบบและโรงพิมพ์ทั่วโลก

creative space workshop925.jpg

1) Fonts and Text เป็นปัญหาที่พบมากที่สุด โดยมีตัวเลขสูงถึง 22% เช่น โรงพิมพ์ไม่มีตัวอักษร (Fonts) ที่เราใช้, การเลือกรูปแบบตัวอักษรที่ไม่เหมาะสมกับกระบวนการพิมพ์, การเลือกสีและขนาดตัวอักษรที่ทำให้งานพิมพ์เกิดปัญหา โดยเฉพาะตัวอักษรที่มีขนาดเล็กมาก, การ Create Outline Font ที่เปลี่ยนจากข้อมูลตัวอักษรเป็นภาพเวคเตอร์ การเปลี่ยนเช่นนี้อาจเหมาะกับชิ้นงานฉลากเล็กๆ แต่ไม่เหมาะกับเตรียมไฟล์สำหรับงานนิตยสาร เป็นต้น นอกจากนี้ เราควรแยก Layer ตัวอักษรสีดำ (Overprint Text) ออกจาก Layer ที่เป็นภาพ เพื่อให้งานพิมพ์ตัวอักษรสีดำคมชัดมากขึ้น

2) Trap ในกรณีที่งานออกแบบมีภาพหรือพื้นสี 2 สีมาซ้อนชนกัน อาจทำให้งานพิมพ์ออฟเซตบนชิ้นงานจริงมีความคลาดเคลื่อน (สีเกยกัน ทำให้เห็นเส้นสีพื้นของเนื้อวัสดุโผล่ออกมา) นักออกแบบควรทำ Trapping โดยปรับพื้นที่ให้สีหนึ่งกินพื้นที่ขยายขึ้นเล็กน้อย เพื่อไม่ให้สีของเนื้อวัสดุโผล่ขึ้นมาบนชิ้นงาน

3) Color เราควรศึกษาข้อมูลของเครื่องพิมพ์หรือเครื่องมือสื่อสารทางการตลาดที่ใช้ เพื่อเตรียมไฟล์ที่เหมาะสมกับการใช้งานนั้นๆ เช่น ควรแปลงไฟล์ภาพเป็น CMYK สำหรับงานพิมพ์แบบออฟเซต หรือการเตรียมไฟล์เป็น RGB สำหรับสื่อดิจิตอลมีเดียต่างๆ เป็นต้น

creative space workshop9107.jpg

4) File Format เตรียมไฟล์ที่เหมาะสมกับงานพิมพ์แต่ละประเภท เช่น Native File Format (สกุล PSD, AI, IND) คือไฟล์ที่สร้างจากซอล์ฟแวร์ด้านงานออกแบบ, ไฟล์สกุล GIF, JPG, BMP, WMF, PICT เป็นไฟล์ที่ถูกบีบอัดข้อมูลให้มีขนาดเล็กเหมาะสำหรับใช้บนอินเทอร์เน็ทและการตรวจสอบภาพเท่านั้น ควรหลีกเลี่ยงการนำมาใช้บน Artwork, ไฟล์สกุล TIFF เป็นไฟล์ที่ไม่มีการบีบอัดข้อมูล เหมาะสำหรับงานพิมพ์มากกว่า JPG และท้ายที่สุด การแปลงไฟล์เป็น PDF ในขั้นตอนสุดท้าย จะช่วยให้เราสามารถตรวจสอบ (Preflight) และแก้ไขข้อผิดพลาดให้ถูกต้อง ผ่านเครื่องมือต่างๆที่มาพร้อมกับโปรแกรม เช่น ตรวจสอบว่าภาพที่นำมาใช้เป็น CMYK หรือ RGB, ตัวอักษรที่นำมาใช้อยู่ใน Layer ที่เหมาะสมหรือไม่, ตำแหน่งการตัด Die Line มีการใช้สีและอยู่ใน Layer ที่ถูกต้องหรือไม่ เป็นต้น

5) Page Setup นักออกแบบควรตั้งค่าขอบเขตงานที่แท้จริง (Trim Mark), พื้นที่ตัดตก (Bleed Area) และ ระยะปลอดภัยสำหรับงานพิมพ์ (Safety Zone) บนชิ้นงาน เพื่อควบคุมเนื้อที่การทำงานให้ถูกต้อง ป้องกันข้อผิดพลาดจากการตัดชิ้นงานจริง ทั้งนี้ระยะ Bleed Area และ Safety Zone ควรอยู่ห่างจากเส้น Trim Mark ประมาณ 3 มิลลิเมตร

6) Link เกิดจากการที่นักออกแบบลืมแนบภาพ Link ไปกับไฟล์ Artwork ทำให้โรงพิมพ์ไม่สามารถเปิดไฟล์ที่ถูกต้องได้ ในกรณีที่ภาพมีขนาดเล็ก ชิ้นงานกินพื้นที่น้อย เราสามารถแก้ไขปัญหาการลืม Link ภาพด้วยการ Embedded ภาพนั้นๆลงบนชิ้นงานเลย ในกรณีที่เป็นงานนิตยสาร เราสามารถ Save งานเป็นสกุล PDF ได้เลย

7) Bleed อย่าลืมสร้างพื้นที่ Bleed ที่ห่างจาก Trim Mark ประมาณ 3 มิลลิเมตร เพื่อกันการตัดตก

creative space workshop9126.jpg

8) Proof Supplied นักออกแบบควรเตรียมงานพิมพ์ตัวอย่างให้กับโรงพิมพ์เพื่อใช้ตรวจสอบชิ้นงาน ในกรณีที่ตรวจสอบแค่งานออกแบบ สามารถใช้เครื่องพิมพ์ Inkjet พิมพ์เป็น Design Proof ได้ ส่วนในกรณีที่ต้องการตรวจสอบเรื่องสีที่ถูกต้อง เราควรใช้ Digital Proof เพื่อตรวจสอบคุณภาพสีที่ถูกต้องก่อนการพิมพ์

9) Missing Graphic การย้าย File ไปสู่ Folder ใหม่ๆ อาจทำให้ข้อมูลภาพที่เกิดขึ้นบนชิ้นงานหายไป ดังนั้นควรตรวจสอบไฟล์อย่างละเอียดพร้อมแนบไฟล์ภาพอื่นๆที่ใช้บนชิ้นงาน (ในกรณีที่มี) ส่งให้กับโรงพิมพ์ด้วย

10) Resolution ภาพที่ใช้บนสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น นิตยสาร แผ่นพับ บรรจุภัณฑ์ ควรมีความละเอียดของภาพไม่ต่ำกว่า 300 dpi (จำนวนจุดสีต่อหนึ่งตารางนิ้ว) ในกรณีที่ต้องการภาพสดใส โดยเฉพาะหน้าปกนิตยสาร ค่าความละเอียดควรอยู่ระหว่าง 300 – 450 dpi อย่าเตรียมไฟล์ที่มีขนาดเล็กเกินไป เพราะจะทำให้งานพิมพ์ภาพไม่สวยงาม ในทางตรงกันข้าม เราก็ไม่ควรใช้ไฟล์ที่มีความละเอียดมากเกินความจำเป็น เพราะจะทำให้ไฟล์มีขนาดใหญ่เกินความจำเป็น

เคล็ดลับการออกแบบฉลากสำหรับบรรจุภัณฑ์

การติดฉลากบนบรรจุภัณฑ์โดยทั่วไป หมายถึง การระบุว่าผลิตภัณฑ์นั้นเป็นอะไร แบรนด์ไหน และของใคร ดังนั้นฉลากจำเป็นต้องมีตราสัญลักษณ์ ชื่อผลิตภัณฑ์ หรือข้อความดึงดูด (Slogan) และข้อมูลอื่นๆที่เห็นว่าสำคัญไปปรากฎบนชิ้นงาน เคล็ดลับการออกแบบมีดังนี้

creative space workshop9129.jpg

เลือกสีอย่างฉลาด - การเลือกสีจะช่วยสร้างความโดดเด่น โดยพิจารณาจากสีของภาชนะที่ใช้ หรือสีของผลิตภัณฑ์ (ในกรณีที่ภาชนะเป็นแก้ว หรือพลาสติกใส เราจะเห็นวีของผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน)

พิถีพิถันเกี่ยวกับตัวอักษร - หลีกเลี่ยงการเลือกแบบตัวอักษรมาตฐานทั่วไป เช่น Times New Roman และอย่าเลือกตัวอักษรที่ใช้กันมากเกินไป เช่น Papyrus การเลือกแบบตัวอักษรที่ไม่เหมือนใคร และตรงกับบุคลิกภาพของแบรนด์จะช่วยสร้างเอกลักษณ์ที่ดีให้กับผลิตภัณฑ์

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าอ่านได้ - อย่าใช้ตัวอักษรที่เล็กเกินไป และควรใช้สีที่สามารถอ่านได้ง่าย ชัดเจน

creative space workshop97.jpg

creative space workshop96.jpg

พิจารณาการเลือกใช้ภาพ - อย่าเลือกภาพที่ความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ควรเลือกใช้ภาพที่สะท้อนตัวตนของผลิตภัณฑ์และแบรนด์ด้วย

ปัจจัยเกี่ยวกับวัสดุ - ควรตัดสินใจเลือกประเภทวัสดุสำหรับผลิตภัณฑ์นั้นๆก่อนเริ่มต้นการออกแบบ เพราะวัสดุแต่ละชนิดจะมีข้อจำกัดทางการออกแบบไม่เหมือนกัน

ขนาดฉลาก - ขนาด และรูปร่างของภาชนะบรรจุ มีผลต่อขนาดของฉลากด้วย

creative space workshop92.jpg

อย่าลืม ฉลากที่สำเร็จแล้ว - ควรเลือกรูปแบบการเคลือบผิวบนฉลากที่เหมาะสม เช่น การเคลือบผิวด้าน จะให้รูปลักษณ์แบบคลาสสิค ดูเป็นทางการ ในขณะที่การเคลือบผิวแบบมันวาว จะทำให้ฉลากดูเงางาม สะท้อนแสง หรือการเลือกใช้งานพิมพ์ทอง หรือเงิน จะช่วยให้ฉลากชิ้นนั้นดูหรูหราขึ้นมา

เวิร์กช็อปออกแบบฉลากบรรจุภัณฑ์

creative space workshop9112.jpg

ทีมงานแบ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 6 ท่าน เพื่อออกแบบฉลากให้กับบรรจุภัณฑ์ แต่ละกลุ่มสามารถตั้งชื่อแบรนด์ เลือกผลิตภัณฑ์ พร้อมใช้รูปภาพที่เหมาะสม หัวใจหลักของการทำเวิร์กช็อปนี้ นอกจากผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปจะใช้ทักษะงานออกแบบกราฟิกผ่านโปรแกรม Illustrator แล้ว ยังต้องเรียนรู้การเตรียมไฟล์ที่ถูกต้อง โดยบังคับให้ Save งานในสกุล PDF ก่อนส่งโรงพิมพ์ จากนั้นทีมงานจะทำการตรวจสอบไฟล์ข้อมูลโดยใช้เครื่องมือต่างๆที่มาพร้อมกับโปรแกรม เช่น การตรวจ File Format ของภาพ โดยบังคับให้ใช้ภาพชนิด CMYK เท่านั้น, การตรวจสอบตำแหน่ง Die Line และ Layer ที่แยกชั้นออกมา, การตรวจสอบงานพิมพ์สีขาวบนพลาสติกใส, การตรวจสอบตัวอักษร เป็นต้น เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปเรียนรู้การเตรียมไฟล์ที่ถูกต้องผ่านงานออกแบบทั้ง 5 กลุ่มพร้อมๆกัน


creative space workshop9108.jpg

creative space workshop931.jpg

creative space workshop9109.jpg

creative space workshop9100.jpg

25600819_๑๗๐๙๒๖_0001.jpg

Category Tags
Packaging
Share this Article !