Warning: Illegal string offset 'data' in /var/www/html/controllers/content-detail-tcdc.php on line 44

Warning: Illegal string offset 'article_tcdc_id' in /var/www/html/controllers/content-detail-tcdc.php on line 44

ณัฐ วินิจธรรมกุล - วิเคราะห์ข้อมูล พัฒนาระบบ ต่อยอด Startup ให้ยั่งยืน

| TCDC | KNOW WHO
การขับรถยนต์ได้ดี สอบใบขับขี่ได้คะแนนเต็มไม่ได้การันตีว่า เราจะรู้ไปหมดทุกอย่างของตัวรถ บางท่านอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่า สัญลักษณ์ที่แจ้งเตือนบนคอนโซลรถยนต์นั้นมีความหมายอย่างไร สำคัญมากเพียงไหน บ้างก็ไม่ทราบว่าจะตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องได้ที่ไหน สูบลมยางรถยนต์อย่างไรให้พอดี หรือรถยนต์เรามีความพร้อมแค่ไหนที่จะออกเดินทางระยะไกลไปกับเรา ใครที่ระวังตัวหน่อยก็อาจขับรถยนต์เข้าศูนย์ตรวจสภาพตามระยะเวลาและระยะทางที่กำหนด แต่ถ้าโชคร้าย รถยนต์เกิดปัญหาขึ้นระหว่างทาง เราจะทราบล่วงหน้าได้อย่างไร และนี่คือแนวคิดของกลุ่ม Startup ภายใต้ชื่อ Drivebot อุปกรณ์ตรวจสอบสภาพรถยนต์ด้วยตนเอง ที่สามารถเชื่อมต่อระบบข้อมูลภายในรถยนต์กับแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ที่ให้คุณใช้งานง่ายเหมือนมีช่างคู่ใจอยู่ข้างๆคุณ วันนี้ทีมงาน TCDCCONNECT ได้รับโอกาสดีๆจากคุณณัฐ วินิจธรรมกุล หนึ่งในทีมงานผู้คิดค้น Drivebot ที่ให้เกียรติมาแลกเปลี่ยนแบ่งปันประสบการณ์การทำธุรกิจ Startup

10aed4fd43bb5dc1f807536b601e143a.jpg

จุดเริ่มต้น

ณัฐ จบการศึกษาด้านวิศวกรรม สาขาออกแบบและผลิตยานยนต์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แม้ว่าในช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัย เขาสอบติดคณะแพทย์ศาสตร์ด้วย แต่ด้วยความที่ตนเองเกิดและเติบโตในครอบครัวอู่ซ่อมสีรถ ซ่อมเครื่องยนต์ และตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ บวกกับความชื่นชอบรถยนต์เป็นชีวิตจิตใจ เขาจึงไม่ลังเลที่จะตัดสินใจเลือกเรียนคณะนี้ โดยได้รับการสนับสนุนจากทางครอบครัวเป็นอย่างดี

หลังจากจบการศึกษา เพื่อนที่คณะนำโครงการอุปกรณ์ติดตั้งรถยนต์มาคุยกับเขา เพราะเห็นว่า การไม่รู้เรื่องสุขภาพรถยนต์คือปัญหาสำคัญของผู้ขับขี่ อีกทั้งตัวเองก็เคยได้รับประสบการณ์เครื่องยนต์ระเบิดระหว่างการขับบนมอเตอร์เวย์ เขาและเพื่อนๆ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์แต่ต่างสาขา จึงตัดสินใจพัฒนาอุปกรณ์ตรวจสอบสภาพรถยนต์ภายใต้ชื่อ Drivebot โดยนำความเชี่ยวชาญที่แตกต่างมาเป็นตัวเสริมพลังให้กับการพัฒนาอุปกรณ์ตรวจสภาพรถยนต์ที่ช่วยให้ทุกคนขับรถยนต์ได้อย่างสบายใจ ทีมงานเชื่อมั่นว่า นวัตกรรมที่ดีจะสามารถพลิกปัญหารอบตัวให้กลายเป็น “โอกาส” พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

เชื่อมเทคโนโลยีสนองความต้องการผู้ใช้

Drivebot แบ่งชิ้นงานออกเป็น 2 ส่วนง่ายๆ คือ อุปกรณ์ Drivebot ขนาดพอดีมือ (42 X 50 X 20 มิลลิเมตร) น้ำหนักเพียงแค่ 23.75 กรัม ตัวเครื่องสามารถเสียบเข้ากับพอร์ตรถยนต์ที่มีอยู่แล้ว (ปกติจะติดตั้งบริเวณใต้พวงมาลัย) ชิ้นงานเชื่อมต่อเข้ากับแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนผ่านสัญญาณบลูทูธ โดยใช้เวลาประมาณ 1 นาที ในการตรวจสอบ ข้อมูลที่ได้จะถูกส่งไปยังแอพพลิเคชั่นรายงานสภาพรถยนต์ เช่น ระบบเครื่องยนต์ การทำงานของเบรค ระบบเครื่องปรับอากาศ ระบบพวงมาลัย หรือแบตเตอรี่ว่าพร้อมใช้หรือไม่ เป็นต้น

เรียกได้ว่าใช้เทคโนโลยีเดียวกับที่ศูนย์บริการตรวจสอบสภาพรถยนต์แต่ถูกพัฒนาให้อยู่ในขนาดที่เล็กกว่าแถมใช้งานง่าย หลังจากปล่อย Drivebot สู่ท้องตลาดในระยะหนึ่ง ทีมงานค้นพบว่า งานออกแบบข้อมูลบนแอพพลิเคชั่นถูกจัดเรียงกันเป็นบรรทัดเหมือนอ่านหนังสือ ทำให้ผู้ใช้รู้สึกไม่เป็นมิตร แถมเข้าใจยาก

Drivebot1.jpg

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่จะให้ Drivebot เหมือนช่างคู่ใจพร้อมสร้างประสบการณ์ที่ดีตลอดการใช้งาน ทีมงานจึงปรับรูปแบบการแสดงผลบนหน้าจอ โดยใช้งานออกแบบ Information Graphic แสดงผลข้อมูลเป็นภาพรถยนต์พร้อมระบุตำแหน่งของจุดที่ตรวจสอบ การปรับครั้งนี้ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น และมีความเป็นมิตรกับผู้ใช้ ณัฐกล่าวว่า ไม่ว่าเราจะออกแบบผลิตภัณฑ์โดยใช้นวัตกรรมที่ก้าวล้ำเพียงใด สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ การออกแบบโดยนำผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง (User-Centered Design) เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด

วิเคราะห์ Data พัฒนา Drivebot

ณัฐเริ่มมองหาโจทย์ใหม่เพื่อให้ Drivebot หลุดจากภาพลักษณ์โครงการนิสิตนักศึกษาโดยมุ่งหวังให้ Drivebot เป็นธุรกิจที่ยั่งยืน ที่สำคัญเขาอยากให้รถยนต์ทุกคันมี Drivebot ติดตั้งอยู่ภายใน ในวันนี้ Drivebot ได้ก้าวจาก Startup สู่การประกอบธุรกิจแบบ SME แล้ว เพราะธรรมชาติของ Startup จะมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงแรก จนถึงจุดหนึ่ง ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้ผลิตภัณฑ์และงานบริการอยู่รอดอย่างยั่งยืน

ณัฐนำโครงการการใช้พลังงานของรถยนต์ และพฤติกรรมของคนไทย อันเป็นโครงการที่เขากำลังวิจัยอยู่ในชั้นปริญญาโท มาปรับใช้กับ Drivebot โดยวางแผนที่จะเพิ่มคุณลักษณะพิเศษ (Feature) ใหม่ลงบนแอพพลิเคชั่น เพื่อให้ Drivebot เป็นอะไรที่มากกว่าการตรวจสอบสภาพรถยนต์เพียงอย่างเดียว เช่น การนำข้อมูล (Data) การขับขี่ ทั้งในส่วนของความเร็ว ระยะทางที่ขับ เส้นทางที่ไป รวมไปถึงช่วงเวลาที่เดินทาง มาวิเคราะห์ให้ผู้ใช้ทราบว่า รถยนต์ของคุณควรขับด้วยความเร็วเท่าไหร่ถึงจะประหยัดน้ำมันอย่างแท้จริง หรือช่วงเวลาใดเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเดินทางจากจุด A ไปถึงจุด B โดยใช้พลังงานน้อยที่สุด ซึ่งนั่นตอกย้ำให้เห็นว่าข้อมูล (Data) เป็นทรัพย์สินที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และงานบริการ โดยเฉพาะกับชิ้นงานที่มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง

Drivebot3.jpg

Drivebot4.jpg

ดังนั้นข้อมูล (Data) จึงไม่ใช่ตัวเลข ข้อมูลบันทึก เพียงอย่างเดียว แต่การนำข้อมูลเหล่านั้นมา “วิเคราะห์เพื่อสร้างโอกาส” คือหัวใจหลักที่สำคัญในการต่อยอดพัฒนาธุรกิจ นอกจากนี้ ณัฐยังวางแผนเชื่อมโยงแอพพลิเคชั่น Drivebot เข้ากับแอพพลิเคชั่น FixzyAuto เพื่อช่วยให้ผู้ใช้หาอู่ซ่อมรถยนต์ หรืองานบริการที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ได้อย่างรวดเร็ว ทุกที่ ทุกเวลา ในกรณีที่ผู้ขับขี่พบว่ารถยนต์ของตนมีปัญหา อันมีส่วนช่วยให้ผู้ขับขี่ได้รับงานบริการแบบครบวงจร เสริมสร้างประสบการณ์ดีๆให้ผลิตภัณฑ์

Drivebot5.jpg

ส่วนผสมที่สำคัญของ Startup

ถ้าตัดเรื่องเงินลงทุนออกไป ณัฐให้ความคิดเห็นว่าส่วนผสมที่สำคัญของ Startup คือ 1) ทีมงาน ด้วยเหตุผลที่ว่า ต่อให้คุณเก่งแค่ไหน ก็ไม่สามารถที่จะเก่งรอบด้านได้ และถึงแม้คุณจะเก่งรอบด้าน คุณก็ไม่สามารถทำทุกอย่างได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งตอกย้ำให้เห็นว่า Startup จำเป็นต้องมีทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเทคโนโลยี การออกแบบ การตลาด ฯลฯ

โดยเฉพาะตำแหน่ง CTO (Chief Technology Officer) ที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลระบบเทคโนโลยีทั้งหมดของผลิตภัณฑ์และองค์กร 2) มีความปรารถนาอย่างแรงกล้า หรือบางครั้งเราอาจเรียกได้ว่ามี Passion นั่นเอง ณัฐให้เหตุผลว่าทุกการทำงานจะมีจุดท้อ จุดเหนื่อย และบางครั้งถึงขั้นไม่อยากทำต่อ ดังนั้นเมื่อทุกอย่างถึงจุดมืดมน เราควรมองกลับไปที่จุดเริ่มต้นว่า ในวันนั้นเราต้องการอะไรและความฝันนั้นยังอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ ตัว Passion ที่แท้จริงจะช่วยเสริมพลังกายสร้างกำลังใจให้เราเข้มแข็งและพร้อมต่อสู้เดินหน้าอีกครั้ง

อะไรที่ตอบโจทย์ Startup

ณัฐกล่าวว่า ปัญหารอบตัวที่ทำให้เราหงุดหงิดกับชีวิตคือจุดเริ่มต้นในการหาโจทย์ดีๆให้กับกลุ่ม Startup หรืออาจกล่าวได้ว่า “ปัญหา” คือ “โอกาส” ในการสร้างธุรกิจ โดยทีมงานจะนำเทคโนโลยี และการออกแบบสร้างสรรค์มาพัฒนาหนึ่งผลิตภัณฑ์หรืองานบริการที่สามารถทำให้ปัญหาเหล่านั้นหายไป เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น เช่น Piggipo แอพพลิเคชั่นที่ช่วยจัดการการใช้บัตรเครดิต แก้ปัญหาการใช้บัตรเครดิตเกินตัว และทำให้การใช้บัตรเครดิตของคุณมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากจะช่วยตัวคุณแล้ว Piggipo ยังช่วยแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนของประเทศในทางอ้อมด้วย

Drivebot11.jpg

ณัฐกล่าวว่าธุรกิจ Startup ไม่สวยหรูอย่างที่คุณคิด เพราะมีเพียงไม่กี่บริษัทที่อยู่รอด จากรายงานของ Forbes นิตยสารการเงินจากสหรัฐอเมริการะบุว่า กว่า 90% ของผู้ประกอบการ Startup ไม่ประสบความสำเร็จเลย เรียกได้ว่ามีเปอร์เซ็นต์ “เจ๊ง” ที่สูงมาก ดังนั้นก่อนเริ่มต้นทำธุรกิจ นอกจากจะศึกษากลุ่ม Startup ที่ประสบความสำเร็จแล้ว เราจำเป็นต้องศึกษาโครงการที่ล้มเหลว เพราะมันคงดีกว่าที่เราจะเดินไปล้มเอง !!! โดยณัฐทิ้งท้ายไว้ว่า “จงทำตัวเป็นผู้ไม่รู้ตลอดเวลา เพื่อเปิดโอกาสให้คุณได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ พร้อมนำมาพัฒนาธุรกิจ Startup ของคุณให้ดีที่สุด”




คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง  
คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ  Drivebot



Category Tags
Engineering Design
Share this Article !