+

10 เคล็ดธุรกิจเพื่อชีวิต ‘ครีเอทีฟ’

20 February 2015 | tcdc | KNOW HOW | CREATIVE PROCESS

สำหรับเหล่าครีเอทีฟฟรีแลนซ์ทั้งหลายไม่ว่าคุณจะเป็นนักออกแบบ นักเขียน ช่างภาพ นักวาดภาพประกอบ ฯลฯ คุณเชื่อมั้ยว่าหากคุณได้ลับคม ทักษะธุรกิจของคุณขึ้นอีกนิด ชีวิตการงานของคุณอาจจะดีขึ้นอีกโขเลยก็ได้ ด้วยว่าทักษะเหล่านี้แม้จะไม่ใช่เครื่องปรุงหลักในอาชีพของคุณ แต่มันก็จะเป็นส่วนเสริมที่ทำให้ตัวคุณดูโดดเด่นขึ้นกว่าคนอื่นได้

 

วันนี้เราลองมาดูเคล็ดธุรกิจ 10 ข้อที่จะช่วยลับคมให้มนุษย์ครีเอทีฟ’


reading.jpg


1. อ่านหนังสือ เรียนรู้เพิ่มเติม


อย่าคิดว่าเมื่อเราเป็นคนครีเอทีฟก็จะใฝ่หาความรู้แต่ในด้านครีเอทีฟอย่างเดียว คุณต้องไม่ลืมว่าสมองของเรามีสองซีก ดังนั้นคุณต้องให้อาหารสมองซีกธุรกิจของคุณด้วย สำหรับหลายๆ คนแค่ได้ยินคำว่า วิชาธุรกิจเบือนหน้าหนีแล้ว แต่เอาเข้าจริงหากคุณเชื่อว่ามันจะส่งผลดีกับอาชีพของคุณได้ อะไรมันก็ไม่ยากเกินไปทั้งนั้นแหละ   ทีนี้ถ้าคุณไม่ถนัดจะซื้อหนังสือมาอ่านเอง เราก็แนะนำให้คุณลองเทคคอร์สสั้นๆ หรือเข้าเวิร์คชอปด้านธุรกิจดูบ้าง เชื่อเถอะว่าความเข้าใจที่มีต่อโมเดลธุรกิจง่ายๆ หรือการหัดใช้คำศัพท์ทางธุรกิจบ้าง มันจะทำให้คุณดูคูลขึ้นอีกเยอะเลยในสายตาของลูกค้า

Positioning.jpg

2. เข้าใจจุดยืนของแบรนด์และธุรกิจของลูกค้า


ทำการบ้านเกี่ยวกับลูกค้าให้ดีก่อนเสมอ เพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าลูกค้าของคุณจะทำธุรกิจอะไร ทุกคนก็ล้วนมีเป้าหมายที่จะต้องเพิ่มยอดขาย ยอดใช้บริการ ยอดสมาชิก หรือยอดอะไรสักอย่างหนึ่งเสมอ  และนั่นก็คือสิ่งที่เขาคาดหวังจากงานครีเอทีฟของคุณด้วย ดังนั้นเวลาคุยงานกับลูกค้าอย่าได้พูดหรือแสดงทัศนคติว่า ฉันไม่แคร์เรื่องธุรกิจเท่าไรนักหรอกแต่จงถามคำถาม แสดงความใส่ใจ และทำให้ลูกค้าของคุณเห็นว่าคุณพยายามที่จะสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดให้กับแบรนด์หรือธุรกิจของเขาจริงๆ


5 Wh.jpg


3. ค้นหาความต้องการที่แท้จริงในธุรกิจ


เวลารับโจทย์จากลูกค้า เรามักจะได้ยินสิ่งที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจงเช่นว่า ต้องการเพิ่มยอดขายออนไลน์หรือ ต้องการแก้ไขภาพลักษณ์อย่างเร่งด่วนหรือต้องการให้ทำโฆษณานู่นนั่นนี่แต่ทุกครั้งก่อนคุณจะเริ่มลงมือทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กหรืองานใหญ่ก็ตาม โปรดสละเวลาสักนิดทำความเข้าใจกับแผนธุรกิจของลูกค้าด้วย เช่นเราสามารถจะถามลูกค้าตรงๆ ว่าเขาฝันอยากเห็นธุรกิจนี้เติบโตอย่างไร ฯลฯ เพราะนั่นจะทำให้เราสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ตรงหน้าและเห็นเป้าหมายที่แท้จริงของลูกค้าได้ (โดยที่เขาอาจไม่ได้พูดออกมาตรงๆ)  อินไซต์เหล่านี้จะช่วยให้คุณเพิ่มศักยภาพของผลงานแต่ละชิ้น รวมทั้งสามารถเสนอไอเดียดีๆ กลับไปโดยที่ลูกค้าไม่ต้องร้องขอ  ซึ่งมันก็จะทำให้คุณและงานของคุณดูมีคุณค่าขึ้นอีกมหาศาลเลยล่ะ

 networking.jpg


4. สร้างสัมพันธ์ เชื่อมเน็ตเวิร์ค


การมีเน็ตเวิร์คในสายอาชีพเดียวกัน (หรือใกล้เคียงกัน) จะช่วยเสริมพลังให้การงานของคุณได้ในระยะยาว ดังนั้นอย่าคิดว่าเราอยู่ในเวทีแข่งขันนี้แบบตัวใครตัวมัน แต่ให้สละเวลาในชีวิตทำความรู้จักกับผู้คนในแวดวงเดียวกันบ้าง  โดยวิธีง่ายๆ ที่คุณจะเริ่มสานสายสัมพันธ์อันดีกับชาวโลก ก็คือ การเริ่มต้นคิดว่า ฉันจะช่วยคนอื่นทำอะไรได้บ้างนะรับรองว่ามิตรจิตมิตรใจแม้เพียงเล็กน้อยที่คุณมีให้ผู้อื่นนี้จะไม่มีวันสูญเปล่า  เพื่อนร่วมอาชีพของคุณจะจดจำมันได้ และตอบแทนน้ำใจของคุณเมื่อโอกาสมาถึง

Business Talk.jpg


5. แต่งตัวให้ถูกกาลเทศะ และน่าประทับใจ 


แม้มนุษย์ครีเอทีฟส่วนใหญ่จะชอบแต่งตัวกันสบายๆ เสื้อยืดกางเกงยีนส์อาจจะเป็นยูนิฟอร์มหลักของพวกคุณได้ตลอด 7 วันต่อสัปดาห์  แต่ในกรณีที่คุณต้องออกไปพบลูกค้า หรือเป็นตัวแทนของลูกค้าไปติดต่อซัพพลายเออร์ ฯลฯ (โดยเฉพาะถ้าคุณกำลังร่วมงานกับองค์กรใหญ่ๆ ที่ภาพลักษณ์เป็นเรื่องสำคัญ) เราขอแนะนำให้คุณนึกถึงวัฒนธรรมของลูกค้าเป็นหลัก จงให้เกียรติเขาด้วยการแต่งตัวอย่างเหมาะสม มีระดับตามสมควร เพราะนั่นจะทำให้ทั้งตัวคุณและงานของคุณดูน่าประทับใจ’ ขึ้นได้ตั้งแต่แรกเห็น


good-listener-statue.jpg


6. ฟังให้ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง


จงเป็นผู้ฟังที่ดี และอ่านใจลูกค้าให้ออก สังเกตว่าครีเอทีฟชั่วโมงบินสูงๆ และคนที่ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นนั้น มักจะมีทักษะในการตีความถึงสิ่งที่อยู่ลึกไปกว่าคำพูดเรื่องนี้อาจจะฟังดูยากสักนิดถ้าหากเราไม่ใช่นักอ่านใจคนโดยธรรมชาติ แต่เชื่อเถอะว่าทักษะการฟังนี้เป็นสิ่งที่เราค่อยๆ ฝึกฝนได้ผ่านประสบการณ์  เริ่มจากการพยายามฟังให้เข้าใจ และถ้าไม่เข้าใจก็อย่ากลัวที่จะถาม เพราะยังไงเสียลูกค้าของคุณก็คงจะแฮปปี้กว่าแน่ถ้าสารพัดคำถามของคุณจะทำให้งานของคุณออกมาดีและมีประสิทธิภาพสูงสุด


accounting.jpg


7. แยกบัญชีงานออกจากบัญชีส่วนตัว

จุดอ่อนข้อหนึ่งของมนุษย์ครีเอทีฟก็คือเรามักไม่แยกเงินส่วนตัวและเงินในธุรกิจออกจากกัน เรามักจะขี้เกียจมีหลายบัญชี และเรื่องตัวเลขมันก็ช่างสับสนเสียเหลือเกิน  อย่างไรก็ดี หากคุณคิดจะสร้างอาชีพอย่างจริงจังแล้วล่ะก็ ขอแนะนำว่าอย่างน้อยคุณควรจะมีบัญชีบัตรเครดิตและบัญชีออมทรัพย์ที่แยกไว้สำหรับเรื่องงานโดยเฉพาะ


8. ดูแลตัวเลขในบัญชี ถ้าทำได้ไม่ดีจงหาคนช่วย

การบริหารตัวเลขในบัญชีแบบมืออาชีพจะทำให้คุณเป็นคนที่น่าเชื่อถือ มีเงินหมุนใช้ไม่ขาดมือ และมีภาพลักษณ์ที่ดีในแวดวงการทำงานระยะยาวด้วย ดังนั้นทุกครั้งที่คุณรับงานใหม่หรือส่งงานเสร็จ กรุณาทำบัญชีรายรับรายจ่าย (หรือรอรับรอจ่าย) ไว้ให้พร้อมสรรพ เพราะหากลูกค้าของคุณลืมจ่ายหรือจ่ายช้าคุณก็จะได้ทวงถามได้อย่างมั่นใจไม่น่าเกลียด (อย่าลืมว่าบางทีคุณเองก็มีซัพพลายเออร์หรือลูกน้องที่กำลังรอรับเงินก้อนเดียวกันนั้นอยู่) รับรองว่าถ้าคุณบริหารจัดการเรื่องนี้ได้ดี ฐานะการเงินและเครดิตการงานของคุณก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าใครที่ทำเองไม่เป็นจริงๆ  ก็ให้รีบหาคนที่ทำเป็นมาช่วยด่วน

Stress.jpg

9. อย่าทำเองทุกอย่าง 

คนครีเอทีฟไม่ได้เก่งทุกเรื่อง ดังนั้นให้เรียนรู้ข้อจำกัดของตัวเอง และเตรียมหาแขนขาสำหรับเรื่องที่คุณไม่เก่งเอาไว้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณรู้จัก CPA ไว้สักคนได้ก็ดี เพราะคุณก็อาจขอคำแนะนำเรื่องบัญชีจากเขาได้ หรือเขาอาจรับตรวจสอบบัญชีให้คุณตอนสิ้นปีด้วย ที่สำคัญอย่ามั่วกับเรื่องที่คุณไม่แน่ใจ โดยเฉพาะเรื่องบัญชีหรือกฏหมาย เพราะปัญหาจะตามคุณมาแบบไม่รู้จบ และคุณก็จะดูไม่โปรฯ เลยในสายตาคนอื่น


negoiation.jpg

10. รู้จักต่อรอง 


ช่วยเข้าใจขอบเขตและมูลค่าของงานให้ดีก่อนจะเสนอราคาหรือตกลงราคากับลูกค้า  การต่อรองและเรียกราคาอย่างเหมาะสมนั้นจะเป็นพื้นฐานที่ดีที่สุดที่ทำให้การงานของคุณสำเร็จลุล่วงได้ (โดยไม่มีใครต้องเจ็บปวด) ฉะนั้นโปรดจำไว้เสมอว่าให้รับงานในราคายุติธรรมเท่านั้น เพราะนั่นคือการซื้อใจกันในระยะยาว ระหว่างตัวคุณ ลูกค้าของคุณ และซัพพลายเออร์ของคุณด้วย

 

 ทักษะเชิงธุรกิจเหล่านี้สามารถจะทำให้ชีวิตคนครีเอทีฟหลายคนเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ ขอแนะนำให้เริ่มต้นทำดูสักข้อสองข้อ แล้วคุณจะเข้าใจเองว่า การทำงานเลี้ยงปากท้องไปวันๆกับ การมีอาชีพที่ประสบความสำเร็จนั้นมันต่างกันยังไง

 

เครดิตข้อมูล: career-advice.monster.com

เครดิตภาพ: arabianbusiness.com

Share this Article !

More Article

by Visa sortrakul view more