+

MVP แนวคิดประหยัดต้นทุน ทดสอบไอเดียของคุณก่อนทำธุรกิจจริง

18 February 2015 | tcdc | KNOW WHO
how-to-build-a-minimum-viable-product.jpg

 

                        แน่นอนว่าการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ย่อมต้องเผชิญความเสี่ยง เพราะเราไม่มีทางรู้ชัดว่าจะมี ความต้องการในตลาดต่อผลิตภัณฑ์ของเราจริงหรือไม่  ยิ่งถ้าสินค้าหรือบริการมีความเป็นนวัตกรรมใหม่ด้วยแล้วก็ยิ่งจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้น  ด้วยเหตุนี้ธุรกิจในหลายภาคส่วนจึงนิยมทำ ผลิตภัณฑ์ตัวอย่างขั้นน้อยที่สุดหรือ Minimum Viable Product (MVP) ขึ้นเพื่อทดสอบตลาดก่อน  โดยการทำ MVP นี้จะช่วยประหยัดได้ทั้งเวลา ค่าแรง และต้นทุนการผลิต ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจเกิดใหม่และธุรกิจขนาดเล็กทั่วๆ ไป  

และต่อไปนี้ก็คือเรื่องเล่าของเหล่าธุรกิจดังระดับโลก ที่ล้วนเติบโตขึ้นจากการทำ MVP ในช่วงแรกๆ ทั้งสิ้น


 Groupon-business-model1.jpg


1. GROUPON: Andrew Mason ผู้ก่อตั้งธุรกิจ Groupon เริ่มต้นทำเว็บ The Point เพื่อให้ผู้คนเข้าชื่อรวมกันผลักดันประเด็นต่างๆ ในสังคม เช่น คว่ำบาตรร้านค้า ระดมทุนการกุศล ฯลฯ แต่เขาก็พบว่าบรรยากาศนั้นเดินไปอย่างเงียบเหงา ประเด็นส่วนใหญ่มักจะแป้กหมด มีอยู่เรื่องเดียวที่ฮิตติดลมบนมาก นั่นก็คือเรื่องการรวมตัวกันเพื่อซื้อของในราคาลดพิเศษ  ด้วยเหตุนี้ Andrew จึงตัดสินใจปรับปรุงเว็บใหม่และมุ่งเน้นไปที่การรวมตัวเพื่อซื้อ ดีลโดยเฉพาะ พร้อมกันนั้นเขาก็เปลี่ยนชื่อเว็บใหม่เป็น Groupon ด้วย  ในช่วงแรกๆ นั้น Groupon ยังไม่ได้เปิดเป็นเว็บไซต์ที่มีระบบรองรับอย่างในปัจจุบัน มันเป็นแค่บล็อกที่คอยโพสต์แจ้งดีลประจำวัน (เดิมชื่อว่า Daily Groupon) จากนั้นเมื่อมีคนสมัครซื้อดีลเข้ามา ทีมงานก็จะพิมพ์ใบเสร็จส่งกลับไปให้ทางอีเมล (เป็น PDF) จนเมื่อเวลาผ่านไป Groupon มีลูกค้ามากขึ้นๆ Andrew ถึงได้ลงทุนพัฒนาระบบและเว็บไซต์ขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ นี่ก็นับเป็นตัวอย่างการทำ MVP ล่วงหน้าที่ชัดเจนกรณีหนึ่ง


 dropbox.jpg


2. DROPBOX: ก่อนจะลงมือพัฒนาธุรกิจการแชร์และเก็บไฟล์ออนไลน์จนโด่งดังอย่างในทุกวันนี้  ทีมงาน Dropbox ก็ได้ลองทดสอบตลาดก่อนเช่นกัน โดยพวกเขาผลิตคลิปวิดิโอความยาว 3 นาทีเพื่ออธิบายวิธีใช้ แสดงหน้าจอจำลอง และขอให้ผู้คนช่วยกันคอมเมนท์ ฯลฯ แต่ที่สำคัญทีมงาน Dropbox เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสามารถจะลงชื่อสมัครใช้งานฟรีไว้ล่วงหน้า ซึ่งผลปรากฏว่าเพียงแค่ในสองวันแรกก็มีคนมาลงชื่อสมัครไว้ถึง 75,000 คน  ด้วยตัวเลขระดับนี้ Drew Houston ผู้ก่อตั้ง Dropbox จึงมั่นใจว่าเขาควรต้องลงทุนสร้างบริการนี้ให้สำเร็จ หลังจากนั้นต่อมา Dropbox ยังได้นำเว็บและแอพฯ รุ่นทดสอบไปให้ผู้คนได้ลองใช้อีกเรื่อยๆ  ทั้งนี้ก็เพื่อจะเก็บข้อมูลไว้สำหรับการปรับปรุงพัฒนา และมีการต่อยอดบริการเป็นแบบ พรีเมี่ยมที่ต้องเสียเงินซื้อด้วย  สังเกตว่าการทำ MVP ในลักษณะนี้นอกจากจะช่วยให้ Dropbox ได้ทดสอบแนวคิดกับกลุ่มเป้าหมายก่อนแล้ว  มันยังช่วยให้บริษัทได้โปรโมทสินค้าตั้งแต่ก่อนจะทำเสร็จ โดยพวกเขาแทบไม่ต้องลงทุนอะไรมากมายเลย แค่ทำคลิปง่ายๆ ไปแปะไว้บน Youtube เท่านั้น


 airbedandbreakfast_full.jpg


3. AIRBNB: บางครั้ง MVP ก็เกิดขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ เช่นในปี 2007 ที่สองหนุ่มโปรแกรมเมอร์ Brian Chesky และ Joe Gebbia ตัดสินใจเช่าบ้านหลังหนึ่งในซานฟรานซิสโกไว้ทำออฟฟิศ แต่ปรากฏว่าทั้งคู่หมุนเงินไม่ทันจึงคิดหาวิธีแบ่งพื้นที่บ้านให้คนอื่นเช่าใช้แบบชั่วคราวด้วย ทั้งสองเล่าว่าในช่วงนั้นบังเอิญมีงานประชุมใหญ่งานหนึ่งจัดขึ้นใกล้ๆ และโรงแรมต่างๆ ก็ถูกจองเต็มหมด พวกเขารู้ว่ามีแขกอีกมากมายที่หาที่พักไม่ได้ จึงลองประกาศแบ่งพื้นที่ในบ้านให้คนเช่านอน (พร้อมถุงนอน) ผลปรากฏว่ามีคนมาขอเช่ากันเต็มไปหมด! จากวันนั้นเอง Brian และ Joe ก็เห็นช่องทางการพัฒนาธุรกิจใหม่ พวกเขาตัดสินใจเปิดเว็บไซต์ให้คนธรรมดาได้ลองปล่อยเช่าบ้านแบบรายวัน  และนั่นก็คือที่มาของ AirBnB ในวันนี้


 Zappos.jpg


4. ZAPPOS: MVP ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่เท่านั้น แม้แต่กับ ร้านขายปลีกก็สามารถนำแนวคิดนี้ไปใช้ได้ ยกตัวอย่างเช่น Zappos เว็บขายรองเท้าเจ้าใหญ่ที่สุดของโลก ในช่วงเริ่มต้นก็เคยไม่แน่ใจว่าจะมีใครกล้าซื้อรองเท้าออนไลน์หรือไม่  Nick Swinmurn ผู้ก่อตั้งจึงลองทดสอบด้วยการไปขอถ่ายรูปรองเท้ารุ่นต่างๆ จากร้านค้าแล้วนำมาลงเว็บ เมื่อมีคนคลิกซื้อก็ค่อยเดินไปซื้อรองเท้ารุ่นนั้นมาส่งให้ลูกค้าอีกที (โดยทำดีลขอส่วนลดจากร้านค้าไว้ล่วงหน้า)

ต่อจากนั้นเมื่อเริ่มมีฐานลูกค้าใหญ่ขึ้น Zappos จึงค่อยลงทุนทำธุรกิจเต็มรูปแบบ โดยไปติดต่อตรงกับทางโรงงานผู้ผลิต สั่งซื้อสินค้าคราวละมากๆ และสร้างโกดังเก็บสินค้าอย่างจริงจังเพื่อทำกำไรทีหลัง ลองคิดในทางตรงกันข้าม สมมติว่าความคิดของ Nick เกิดล้มเหลวแต่แรก (คือไม่มีใครกล้าซื้อรองเท้าออนไลน์) ตัวเขาก็คงไม่ได้ขาดทุนอะไรนัก เพราะไม่เคยได้สต๊อคสินค้าไว้จริงๆ  ไม่ได้เช่าโกดัง เขาไม่มีแม้แต่คนงานจริงๆ สักคนในตอนนั้นด้วย

 

สรุป

การทำ Minimum Viable Product หรือ MVP นอกจากจะช่วยให้ธุรกิจของเราประหยัดได้หลายเรื่องแล้ว มันยังจะช่วยให้เราได้เรียนรู้ว่าสินค้าและบริการของเรามีข้อบกพร่องตรงไหน ยังขาดอะไรที่ลูกค้าต้องการหรือไม่ ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อว่าในอนาคตเราจะได้ปรับปรุงแก้ไขมันได้ตรงจุด  หรือถ้าแนวคิดสินค้าบางตัวมันพิสูจน์กับตลาดแล้วว่า ล้มเหลวแน่ผู้ประกอบการก็จะได้พับแผนหรือเปลี่ยนโปรเจ็คท์ใหม่ได้ทันโดยไม่ต้องเจ็บตัวมากนัก  

 


Category Tags
Share this Article !