+

บทสัมภาษณ์ Slowstitch Studio และ SATAWAT Design 2 นักสร้างสรรค์ไทยกับการต่อยอดโครงการ Tai-Thai Design Collaboration

27 August 2018 | tcdc | KNOW HOW | CREATIVE PROCESS

SCCP Taipei

หลังจากที่โครงการ Tai-Thai Design Collaboration Project 2018 โครงการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านงานออกแบบโดยความร่วมมือระหว่างศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ และ Taipei Cultural Foundation ภายใต้หัวข้อ “Attitude, Inspired by Nature” ได้เสร็จสิ้นไปเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2561 ทางศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบได้นำแนวคิดที่ตกผลึกจากโครงการแรกที่สร้างสรรค์โดย 2 ทีมนักออกแบบ ได้แก่ 1) Hybridise Design Studio X SATAWAT Design และ 2) C Jean Design X Slowstitch Studio มาต่อยอดแนวคิดสร้างไอเดียใหม่ ๆ เพื่อให้โครงการมีความเป็นได้ทางธุรกิจมากขึ้น ในครั้งนี้ทีมงานขยายกรอบการทำงานจากเดิมที่มีระยะเวลาสั้น ๆ เพียงแค่เดือนเศษสู่การทำงานร่วมกัน 3 เดือน (พฤษภาคม - กรกฎาคม) ผ่านการทำงานผ่านโลกออนไลน์ และการทำงานร่วมกัน ณ เมืองไทเป ประเทศไต้หวันเป็นระยะเวลา 5 วัน พร้อมจัดแสดงผลงานขั้นสุดท้ายที่ SongYan Style Gallery, SCCP ระหว่างวันที่ 20 กรกฎาคม - 27 สิงหาคม พ.ศ. 2561 


นอกจากจะได้ร่วมสร้างสรรค์ และแบ่งปันประสบการณ์การทำงานร่วมกันแล้ว ทีมนักออกแบบไทย SATAWAT Design และ Slowstitch Studio ยังมีโอกาสเยี่ยมชมสถานที่ต่าง ๆ เพื่อเปิดมุมมองในการทำงาน เช่น เข้าชมพิพิธภัณฑ์ Museum of Contemporary Art เพื่อเรียนรู้แนวคิดงานศิลปะร่วมสมัย เยี่ยมชม Songhan Cultural and Creative Park (SCCP) ที่พลิกโรงงานยาสูบเก่าให้กลายเป็นศูนย์กลางงานออกแบบของเมืองไทเป พร้อมกิจกรรมสร้างเครือข่ายระหว่างนักออกแบบไทย - ไต้หวัน นอกจากนี้ทีมงานยังมีโอกาสเยี่ยมชมย่านจำหน่ายวัสดุที่เขตดาตง โรงพิมพ์ Ri Xing Type Foundry ที่รวบรวมกระบวนการพิมพ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน Co-Working Space Center of Innovation Taipei (CIT) เรียนรู้ประวัติศาสตร์ และพัฒนาการผลงานด้านเซรามิกจากพิพิธภัณฑ์เซรามิกอิงเกอ และศึกษางานหัตถรรมจักสานจากเวิร์คช็อปงานสานไม้ไผ่ เป็นต้น วันนี้ทีมงาน TCDCCONNECT ได้รับเกียรติพูดคุยกับ 2 นักสร้างสรรค์ไทย คุณรัฐธีร์ ไพศาลโชติสิริ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ SATAWAT Design และ คุณกรรณชลี งามดำรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งจาก Slowstitch Studio ที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์ในการร่วมโครงการครั้งนี้

Center of Innovation Taipei (CIT)1.jpg

ภาพ : Center of Innovation Taipei (CIT)

ถาม : แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้ เป็นอย่างไร

คุณกรรณชลี : หลังจากโครงการแรกภายใต้แนวคิด Blossoming Energy ที่นำดอกไม้ และพืชพรรณมาย้อมผ้าให้มีสีสันสะดุดตาเสร็จสิ้นไปเมื่อเดือนเมษายน ทาง C Jean Design ได้นำแนวคิดใหม่ “Movement - in the Moment” เดินทางมาพบกับทีมงานที่เชียงใหม่เพื่อให้เราผลิตผ้าสำหรับคอลเลคชั่นนี้ ประจวบเหมาะกับทาง TCDC ที่ต้องการขยายผลต่อเนื่องให้โครงการ Tai-Thai Design Collaboration Project 2018 มีความสมบูรณ์ ทางทีม C Jean Design กับ Slowstitch Studio จึงตัดสินใจนำแนวคิด Movement – in the Moment มาเป็นโจทย์ในการพัฒนาชิ้นงาน ทั้งนี้ แนวคิด Movement ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปิน Carlos Cruz Diez ที่สร้างสรรค์ภาพให้เกิดความรู้สึกเคลื่อนไหว (Kinetic Art) และภาพลวงตา (Illusion) เป็นงานศิลปะแบบอ็อปอาร์ต (OP Art) ความท้าทายในการทำงานอยู่ที่ศิลปะแบบอ็อปอาร์ตนั้นใช้สี และเส้นสายคมชัดในการสร้างภาพลวงตาให้เกิดความเคลื่อนไหว

C JEAN X Slowstitch Studio1.jpg

ภาพ : C JEAN X Slowstitch Studio

ในขณะที่กระบวนการผลิตของ Slowstitch Studio นั้นเน้นการมัดย้อมแบบธรรมชาติที่ควบคุมการไหลของสีได้ค่อนข้างยาก แต่ด้วยความที่ชื่นชอบงานศิลปะแบบอ็อปอาร์ตตั้งแต่สมัยเรียน จึงท้าทายตนเองด้วยการคิดค้นกระบวนการย้อมสีธรรมชาติเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกับงานอ็อปอาร์ตมากที่สุด เราเลือกใช้เทคนิกงานเย็บเพื่อสร้างลวดลายสำหรับงานมัดย้อม (Stitch-Resist) และการกันสีแบบ (Stencil Dyeing) โดยใช้สีจากธรรมชาติ เช่น คราม (ฟ้า, น้ำเงิน) มะพูด เปลือกไม้จากทางอีสาน (เหลือง) ครั่ง (แดง, ชมพู) สมอไทย (เทาเข้ม) เป็นต้น มาสร้างลวดลายตามแนวคิดของทาง C Jean Design และควบคุมการไล่เฉดโทนสีอ่อนเข้มด้วยสารช่วยย้อมติดสีจากธรรมชาติ เช่น สนิมเหล็ก (ให้สีตุ๋น หรือเข้ม) สารส้ม (ช่วยให้สีสด สว่างขึ้น) แม้ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาจะมีลายเส้น และลวดลายที่ไม่คมชัดเหมือนงานพิมพ์ผ้าแบบซิลค์สกรีน หรืองานพิมพ์ดิจิทัล แต่การซึมของสีบนเนื้อผ้าด้วยวิธีการย้อมแบบธรรมชาติก็สามารถสร้างคุณค่า และเอกลักษณ์ที่โดดเด่นบนชิ้นงาน หลังจากนั้นทาง C Jean Design นำผ้าไปตัดเย็บเป็นชุดสำหรับคุณผู้หญิง และคุณผู้ชาย เช่น ชุดเดรสกระโปรงยาว เสื้อเชิ้ต เป็นต้น

C JEAN X Slowstitch Studio ภายใต้แนวคิด MOVEMENT-In the moment1.jpg

ภาพ : C JEAN X Slowstitch Studio ภายใต้แนวคิด MOVEMENT-In the moment

คุณรัฐธีร์ :
จากคราวที่แล้วที่ทำงานร่วมกับ Hybridise Design Studio ภายใต้แนวคิด Industrial Skin โดยนำ “ใบตอง” วัสดุธรรมชาติที่ใกล้ตัวคนไทยมาเล่าเรื่องในมุมของกระบวนการผลิตแบบอุตสาหกรรมผ่านผลงานหลากหลาย เช่น ใบตองมาห่อกล้วย กล่องนมยูเอชดีจากใบตอง การนำใบตองมาอัดขึ้นรูปเป็นถาดหลุมใส่อาหาร หรือใช้ใบตองเลียนแบบถุงใส่มันฝรั่ง เป็นต้น สำหรับโครงการต่อเนื่องในครั้งนี้ทางผมยังใช้แนวคิด Industrial Skin โดยนำ Mulberry Paper หรือกระดาษสาจากเชียงใหม่ มาต่อยอดแนวคิดเป็นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมผ่านการอัดกาวขึ้นรูปโดยแม่พิมพ์ เช่น จาน ชาม กล่องข้าว เป็นต้น

hybridise & SATAWAT1.jpg

ภาพ : hybridise & SATAWAT

พร้อมนำเสนอแนวคิดการขายผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (ในครั้งแรก ทาง Hybridise Design Studio นำต้น Mulberry มาทุบให้เป็นเส้นใยแล้วเคลือบด้วยแลคเกอร์ญี่ปุ่น ผลิตเป็นแจกันดอกไม้รูปทรงต่างๆ โดยทิ้งร่องรอยของกิ่งไม้เอาไว้ให้เราเห็นต้นกำเนิดของเส้นใย แต่สำหรับประเทศไทยเรานำเส้นใย Mulberry มาทำเป็นกระดาษสา)

นอกจากนี้ ในช่วงที่เดินทางไปทำเวิร์คช็อปที่ไต้หวัน ผมเรียนรู้เทคนิกการทุบเปลือกต้น Mulberry ให้แผ่เป็นผืนผ้าเส้นใยจาก Hybridise Design Studio จึงมีแนวคิดในการทำชิ้นงานเพิ่มเติม โดยนำเส้นใยผืนผ้าที่ทุบได้มาขึ้นรูปบนแม่พิมพ์แบบไม่ใช้กาว เมื่อเส้นใยแห้ง ชิ้นงานก็จะคงรูปทรงตามแม่พิมพ์ที่สร้างไว้ ส่วนการนำเสนอผลงานผ่านนิทรรศการ ผมจัดวางผลิตภัณฑ์ตามพัฒนาการของกระบวนการผลิต ตั้งแต่ 1) งาน Craft แจกัน ถาดใส่ของ แบบสุดขั้วจากทาง Hybridise Design Studio 2) งานทุบเส้นใยขึ้นรูปบนแม่พิมพ์ ที่สื่อให้เห็นถึงจุดกึ่งกลางระหว่างงาน Craft และ Industrial 3) งานกระดาษสาไทยอัดขึ้นรูปบนแม่พิมพ์เป็นกล่องใส่ข้าว จาน ชาม โดยใช้กาวธรรมชาติเป็นตัวประสาน ที่สื่อให้เห็นถึงระบบการผลิตในอุตสาหกรรม เป็นชิ้นงานที่จัดทำที่เมืองไทย

ผลงานของ hybridise & SATAWAT ภายใต้แนวคิด Industrial Skin 21.jpg

ผลงานของ hybridise & SATAWAT ภายใต้แนวคิด Industrial Skin1.jpg

ภาพ : ผลงานของ hybridise & SATAWAT ภายใต้แนวคิด Industrial Skin

ถาม : งาน Craft Design ของไทย และไต้หวันมีความเหมือน และแตกต่างอย่างไร

คุณกรรณชลี และ คุณรัฐธีร์ : เรารู้สึกว่า งาน Craft ของไต้หวันมีความลึกซึ้ง ทางเรามีโอกาสได้เยี่ยมชมเวิร์คช็อปงานสานไม้ไผ่ที่ไต้หวัน นอกเหนือไปจากครูผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญด้านงานไม้ไผ่อย่างสูงพร้อมผลงานสานไม้ไผ่มีความละเอียดอ่อน สวยงาม และเนี๊ยบมากแล้ว สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือผู้ที่เข้าร่วมเวิร์คช็อปส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแม่บ้าน ไม่ได้เป็นนักออกแบบ แต่มีความตั้งใจในการเรียนรู้พร้อมสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างมีเอกลักษณ์ เราคิดเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เทรนด์ แต่เป็นการเห็นคุณค่าของงาน Craft ที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม เวิร์คช็อปแต่ละครั้งใช้ระยะเวลาการเรียนที่ยาวนาน ไม่ได้เป็นงานสานแบบวัน สองวันเหมือนบ้านเรา ทั้งนี้เพื่อให้ทุกคนรู้จักกระบวนการผลิตตั้งแต่การเลือกไม้ไผ่ การผ่าลำไผ่ การเหลาจักตอกไผ่เพื่อแยกส่วนในและส่วนผิวของไผ่ การผ่าลำไผ่ออกเป็นเส้น เรื่อยไปจนถึงเทคนิกการสาน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าอบรมได้สร้างสรรค์ผลงงาน โดยมีครูผู้สอนคอยชี้แนะเทคนิกการสานให้ตลอดเวลา

นอกจากนี้เรายังพบว่าผลิตภัณฑ์จากงานสานของไต้หวันที่วางขายอยู่ในท้องตลาดมีราคาไม่สูงมาก สามารถเข้าถึงได้ แตกต่างจากงานคราฟท์ของญี่ปุ่นที่มีราคาสูงมากในคุณภาพที่ใกล้เคียงกัน เช่น งานตะกร้าสานจากเมืองไทยราคา 30 บาท ที่ไต้หวันราคาขายเป็น 80 บาท ในขณะที่ญี่ปุ่น ราคาอาจสูงไปเป็น 350 บาท ที่น่าทึ่งคือผลิตภัณฑ์งานสานที่พบเป็นงานสานขึ้นรูปโดยไม่ผ่านแม่พิมพ์ตัวผู้เลย แตกต่างจากงานสานของไทยที่ยังต้องใช้แม่พิมพ์ตัวผู้เป็นต้นแบบอยู่ แสดงให้เห็นถึงทักษะงานจักสานที่มีความเชี่ยวชาญมากๆ เรายังมีโอกาสได้เยี่ยมชมงานเซรามิคจากเมืองอิงเกอ (Yingge) เมืองต้นกำเนิดอุตสาหกรรมเซรามิคของไต้หวัน


เยี่ยมชมย่านจำหน่ายวัสดุที่เขตดาตง1.jpg

ภาพ : เยี่ยมชมย่านจำหน่ายวัสดุที่เขตดาตง

นอกจากโรงงาน และร้านค้าเซรามิกที่มากมายแล้ว เรายังเห็นการนำงานเซรามิคไปใช้กับพื้นที่สาธารณะอีกมากมาย เช่น ถนน กำแพง หลังคา หรือแม้กระทั่งผลิตภัณฑ์โบราณอย่างหมอนเซรามิคก็มีจำหน่ายในพื้นที่ด้วย นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์เครื่ิงปั้นดินเผา (Yingge Ceramics Museum) ให้เราศึกษาถึงที่มาของเมืองแห่งเซรามิคด้วย อาจกล่าวได้ว่า เมืองอิงเกอเปรียบเสมือนกับ World Cup ของงานเซรามิคกันเลยทีเดียว

เยี่ยมชมงานเซรามิคจากเมืองอิงเกอ (Yingge) 21.jpg

ภาพ : เยี่ยมชมงานเซรามิคจากเมืองอิงเกอ (Yingge)

ถาม : การทำงานในครั้งนี้ ช่วยต่อยอด หรือเปลี่ยนแนวคิดในการทำงานของเราอย่างไรบ้าง

คุณกรรณชลี : จากการพัฒนาผ้าให้กับทาง C Jean Design ในครั้งนี้ ทำให้เราได้เทคนิกใหม่ในการสร้างลวดลายบนผืนผ้า ซึ่งเราดัดแปลงเทคนิกจากญี่ปุ่น โดยนำวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่นมาปรับใช้ เช่น การนำอะคริลิคมาปรับใช้กับเทคนิกการกันสี Stencil Dyeing ซึ่งเป็นเทคนิกที่อยากลองทำมานานแล้ว อาจกล่าวได้ว่า การเข้าร่วมโครงการมีส่วนช่วยกระตุ้นให้เราได้คิด ได้ทดลอง พัฒนาชิ้นงานขึ้นมาภายในกรอบระยะเวลาที่จำกัด ผลงานที่ออกมาทำให้เรามีแนวคิดในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ของเราให้มีความหลากหลายมากขึ้นจากเดิม เกิดการผสมผสานระหว่างงานมัดย้อม และการกันสีผ่านเทคนิก Stencil Dyeing โดยใช้สีธรรมชาติที่หลากหลายมากกว่าสีขาวน้ำเงินที่นิยมกันในญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียว

คุณรัฐธีร์ : เนื่องจากงานของผมเน้นไปที่กระบวนการผลิตในระบบอุตสาหกรรม ดังนั้นโครงการนี้ช่วยให้ผมได้ทดลองวัสดุธรรมชาติผ่านระบบการผลิตผ่านแม่พิมพ์แบบ Press Mold โดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ใช้เพียงครั้งเดียว ต้นทุนต่ำผ่านวัสดุธรรมชาติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นอกจากนี้ยังได้เก็บเกี่ยวข้อมูลเรื่องงาน Craft และเห็นมุมมองใหม่ในการใช้วัสดุธรรมชาติจากไต้หวันเพื่อนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์กึ่งทำมือ และอุตสาหกรรม

ถาม : ได้เรียนรู้แนวคิดเรื่องกระบวนการคิด และแนวทางงานออกแบบจากการทำงานร่วมกับนักออกแบบจากไต้หวันอย่างไรบ้าง

คุณรัฐธีร์ : เรามองเห็นความมีระเบียบ และความตรงต่อเวลาในการทำงาน เช่น ถ้าตารางเวลาเลิกงาน 6 โมงเย็น ทุกคนจะพร้อมหยุดทำงานทันที แม้ว่างานจะยังไม่เสร็จ แตกต่างจากผมที่บางครั้งทำงานเกือบทุกวัน บางทีดึกแค่ไหนก็อยากลุยงานให้เสร็จ ข้อดีของความตรงต่อเวลาคือ การแบ่งส่วนระหว่างการทำงานกับช่วงเวลาพักผ่อนอย่างชัดเจน เพราะชีวิตไม่ได้ผูกกับงานเท่านั้น ทุกคนยังมีชีวิตส่วนตัว และครอบครัวที่ต้องดูแลด้วย

นอกจากนี้เรายังได้รับโอกาสสร้างโครงข่ายการทำงานกับสตูดิโอนักออกแบบไต้หวันผ่านกิจกรรม SongYan Creative Hub ณ ทำให้เราได้แลกเปลี่ยนมุมมองงานออกแบบสร้างสรรค์กับนักออกแบบกว่า 20 สตูดิโอที่มีรูปแบบการทำธุรกิจที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ เราพบว่าระบบอุตสาหกรรมของประเทศก็มีผลต่องานออกแบบด้วย เช่น ถ้าเราจบ Industrial Design ในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะทำอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นงานไม้ งานเหล็ก หรืองาน Craft ที่เริ่มเติบโตมากขึ้น ในขณะที่นักออกแบบจากไต้หวันที่จบสาขาเดียวกัน ส่วนใหญ่จะไปทำโรงงานฉีดพลาสติกผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า โรงงานผลิตคอมพิวเตอร์ ฯลฯ ทางเราก็แอบอิจฉานักออกแบบจากไต้หวันที่ได้ทำงานในระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ในขณะที่นักออกแบบจากไต้หวันก็แอบอิจฉาเมืองไทยที่ได้ทำออกแบบเฟอร์นิเจอร์ สร้างเอกลักษณ์ให้กับแบรนด์ตัวเอง ดังนั้นระบบอุตสาหกรรมของประเทศของแต่ละประเทศก็มีผลต่อการพัฒนากระบวนการคิด และการทำงานของนักออกแบบด้วย

กิจกรรมการสร้างโครงข่ายการทำงานกับสตูดิโอนักออกแบบไต้หวัน ณ SongYan Creative Hub1.jpg

ภาพ : กิจกรรมการสร้างโครงข่ายการทำงานกับสตูดิโอนักออกแบบไต้หวัน ณ SongYan Creative Hub

คุณกรรณชลี : บรรยากาศการพูดคุยงานกับลูกค้าคนไทย ส่วนใหญ่จะพูดคุยถึงแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างลึกซึ้ง ว่าต้องการสีอะไร เทคนิกแบบไหน หรืออยากให้ชิ้นงานสื่อสารอย่างไร โดยเคารพความไม่สมบูรณ์ที่สวยงามตามธรรมชาติของเทคนิกการย้อม ในขณะที่การงานกับทาง C Jean Design ที่มีประสบการณ์ในการทำงานด้านแฟชั่นมากว่า 10 ปีจะกำหนดทิศทางที่ชัดเจน ว่าอยากได้ผ้าแบบไหน เป็นการรับงานในเชิงซัพพลายเออร์ส่งวัสดุให้เท่านั้น ดังนั้นการทำงานในครั้งนี้จึงเป็นการแลกเปลี่ยนแนวคิดในการทำงาน ต่างฝ่ายต่างต้องยอมรับความไม่สมบูรณ์ของการย้อมแบบธรรมชาติ รวมไปถึงกระบวนการผลิตแบบ Craft ด้วย โดยทางเราพยายามพัฒนาวัสดุให้ใกล้เคียงกับแนวคิดของ C Jean Design ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ถาม : อะไรคือหัวใจหลักที่สำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และสร้างแบรนด์ Craft

คุณกรรณชลี : เรามองว่าผลิตภัณฑ์จำเป็นต้องมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นแม้ว่าจะใช้ทักษะพื้นฐานในการผลิตชิ้นงานเหมือนกัน อย่าลืมว่างาน Craft เกิดจากการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ไม่ว่าจะเป็นการทอผ้า การมัดย้อม หรืองานสาน แต่ถ้าเราต้องการสร้างแบรนด์ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีเอกลักษณ์ เราจำเป็นต้องคิดเทคนิกเพิ่มเติมเพื่อให้ชิ้นงานของเราแตกต่างจากงาน Craft ที่ใช้เทคนิกพื้นฐานทั่วไป เช่น การต่อยอดเทคนิกการมัดย้อม เทคนิกการเย็บกันสีสร้างลวดลายของ Slowstitch Studio เพื่อสร้างลวดลายที่เป็นกราฟิก สามารถควบคุมลวดลายได้ แตกต่างจากผลิตภัณฑ์แบรนด์อื่น โดยยังใช้ทักษะงานมัดย้อมแบบทำมือ อาจกล่าวได้ว่าแค่พลิกเทคนิก เปลี่ยนความคิด เพียงนิดเดียวก็สามารถสร้างเอกลักษณ์ให้กับงาน Craft ได้

คุณรัฐธีร์ : ผมรู้สึกว่างาน Craft ทำหน้าที่สื่อสารระหว่างคนกับผลิตภัณฑ์ ดังนั้นความสนใจของผู้บริโภคอาจไม่ใช่เพียงแค่ผลิตภัณฑ์ แต่คือช่างฝีมือที่เป็นผู้ผลิตชิ้นงานด้วย ผมคิดว่านี่คือหัวใจสำคัญของการพูดคุย การสื่อสาร การเล่าเรื่องราวผ่านผลิตภัณฑ์ สิ่งเหล่านี้คือ “คุณค่า” ที่มีเอกลักษณ์ เป็นเรื่องราวการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเบื้องหลังจิตวิญญาณในการสร้างแบรนด์ผ่านกระบวนการผลิตนั้นๆ อย่าลืมว่าบ้านเรามีองค์ความรู้เรื่องทักษะงานช่างประจำท้องถิ่นมากมาย แต่เราขาดการบันทึกหรือร้อยเรียงองค์ความรู้เหล่านั้น ซึ่งนั่นคือ “คุณค่า” ที่สามารถนำมาสร้างแบรนด์ Craft ให้มีความแข็งแกร่งได้ เป็น Documentary ของแต่ละชุมชน และเป็นการสร้างแบรนด์ Craft ให้กับประเทศในทางอ้อม

ถาม : มองตลาด Craft ในอนาคตเป็นอย่างไร

คุณกรรณชลี : หวังว่ามันคงจะดีขึ้น เราเริ่มจากความชอบ ความหลงใหล ในการมัดย้อม แล้วเราอยากรู้ว่าคนอื่นจะชอบเหมือนกับเราหรือไม่ ณ วันนี้ Slowstitch Studio ยังคงเรียนรู้ผ่านการพัฒนาผลงานที่ีเอกลักษณ์อย่างต่อเนื่อง และไม่ได้มุ่งหวังลูกค้าเฉพาะชาวต่างขาติเพียงอย่างเดียว เพราะส่วนใหญ่ยอดขายจากลูกค้าชาวต่างชาติจะมาจากตลาดออนไลน์เท่านั้น แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ของเราก็คือคนไทย งาน Craft ยังมีเส้นทางการเติบโตถ้าคนไทยร่วมร่วมกันสนับสนุน

คุณรัฐธีร์ : ถ้าในเชิงธุรกิจ ผมว่า Craft จะเติบโตขึ้น ส่วนตัวคิดว่าเทรนด์การบริโภคสินค้าจะมีการกลับไปกลับมา ผมได้ยินคุณสุวรรณ คงขุนเทียน เจ้าของแบรนด์โยธกา พูดว่า ช่วง 30 ปีก่อนหน้านี้งาน Craft เติบโตมาก หลังจากนั้นไม่นานก็เงียบซบเซาลง แต่ตอนนี้ชาวต่างชาติหันกลับมาบริโภคผลิตภัณฑ์งาน Craft เพิ่มขึ้น กลายเป็นเทรนด์โลกที่กลับมาใหม่อีกครั้งในช่วงนี้ สังเกตได้จากคำว่า Craft ได้กลายเป็น Buzz Word และถูกนำมาใช้พ่วงกับชื่อผลิตภัณฑ์เพื่อสร้าง “คุณค่า” ของกระบวนการผลิตลงไป เช่น Craft เบียร์ เป็นต้น แตกต่างจากอดีตที่คำว่า Craft หมายถึงงานช่างฝีมือเท่านั้น เราหวังว่าเทรนด์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จะทำให้อุตสาหกรรมงาน Craft ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการเติบโตขึ้น ดังจะเห็นได้จากเมืองจีนที่เริ่มหันกลับมาทำผลิตภัณฑ์แนว Craft มากขึ้นจากเดิมที่เน้นแต่ระบบการผลิตแบบอุตสาหกรรม ผมหวังว่านักออกแบบไทยจะใช้องค์ความรู้ในการพัฒนางาน Craft ให้มี “คุณค่า” และมีความ “สากล” มากขึ้นเพื่อตอบรับตลาดงาน Craft ของโลกที่เติบโตขึ้นด้วย

เยี่ยมชมโรงพิมพ์ Ri Xing Type Foundry1.jpg

ภาพ : เยี่ยมชมโรงพิมพ์ Ri Xing Type Foundry

และนี่คืออีกหนึ่งโครงการที่แสดงให้เห็นว่าการแลกเปลี่ยนความรู้ และการแบ่งปันประสบการณ์ในการทำงาน ระหว่างนักออกแบบจากไต้หวัน และนักออกแบบไทย ที่สามารถต่อยอดแนวคิดในการทำงานพร้อมสร้างโอกาสในการทำธุรกิจทั้งในกลุ่มของผลิตภัณฑ์งาน Craft รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ในระบบอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับ C Jean Design กับ Slowstitch Studio ที่ร่วมจับมือทำงานสร้างคอลเลคชั่นใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นในธุรกิจสิ่งทอ ในขณะที่ Satawat Design ก็สามารถนำทักษะงาน Craft ที่เรียนรู้จาก Hybridise Design Studio มาพลิกแนวคิดสร้างชิ้นงานในระบบอุตสหกรรมได้เช่นกัน แต่สิ่งที่ผู้ประกอบ และนักออกแบบไม่ควรมองข้าม คือ การสร้างเอกลักษณ์ให้เกิดขึ้นกับแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของวัสดุ กระบวนการผลิต และเรื่องราวที่มาของผลิตภัณฑ์ เพราะนั่นคือ “คุณค่า” ที่สำคัญในการสร้างแบรนด์

 

Share this Article !

More Article

by Suwit Wongrujirawanich view more