+

ตลาดคนไทย Vs ตลาดคนต่างชาติ

15 August 2018 | Others | KNOW HOW | MARKETING

ในการจัดงาน Change SMEs ครั้งที่ผ่านมา ทาง http://www.aristotlescafe.com/">Aristotle’s Café ได้มีโอกาสร่วมจัดเสวนาในหัวข้อเกี่ยวกับการเริ่มต้นธุรกิจ และในวาระพิเศษนี้ เราได้เชิญผู้ประสบความสำเร็จและที่ปรึกษาธุรกิจผู้เชี่ยวชาญมาแบ่งปันประสบการณ์กัน

ในโลกทุกวันนี้มีไอเดียและความรู้ใหม่ๆเกิดขึ้นมากมายให้เราได้ศึกษาไม่รู้จบ ทั้งการทำแบรนด์ การพัฒนาธุรกิจ การตลาดออนไลน์ นวัตกรรมสินค้า ฯลฯ และด้วยการโหวตของทุกคน หัวข้อที่เราจะมาเสวนากันในวันนี้คือ

อะไรคือความแตกต่างระหว่างการทำตลาดผู้บริโภคคนไทยกับตลาดผู้บริโภคชาวต่างชาติ?

เราได้คำตอบที่น่าสนใจจากการเสวนาดังนี้

Aristotle's Cafe - Change SME

Jump (D'Alchemy), Suphatra (Consultations), Alec (WeLearn), Raena (Uncle Dan Organic Rice), Hassan - Facilitator (Aristotle's Cafe), Ponk (PONK Smithi)

ไม่ว่ากลุ่มลูกค้าของเราจะเป็นคนชาติไหน สิ่งสำคัญที่เราต้องทำเสมอคือการเข้าใจลูกค้า หลายๆครั้งที่เราคิดว่าเราคุ้นเคยกับสังคมของเราดี แต่มันก็ไม่เป็นจริงเสมอไป เราไม่ควรมีข้ออ้างในการสำรวจตลาดเพื่อหาความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเรา

“เราคิดว่ามันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเลย เพราะว่าชาวต่างชาตินั้นมาจากทั่วทุกมุมโลก ทุกคนก็ต่างมีพื้นฐานทางครอบครัวและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เราต้องคำนึงถึงมุมมองของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างแรก” – ชนกมณฐ์ รักษาเกียรติ (จั้ม) D’Alchemy

ไม่ว่าเราจะเจาะกลุ่มลูกค้าชาติไหน จุดเริ่มต้นในการทำการตลาดก็เหมือนกันหมดใช่ไหม?

การรู้จักลูกค้าของตัวเองเป็นสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด

ผู้คนอาจจะแตกต่างที่มา แต่หัวใจหลักของการทำการตลาดนั้นเหมือนกัน เพราะการตลาดคือเรื่องของการรับฟังสิ่งที่ผู้คนต้องการอย่างแท้จริง นี่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกๆธุรกิจ มันไม่ใช่แค่เรื่องของการทำความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างเชื้อชาติ แต่มันรวมไปถึงการทำความเข้าใจแม้ในความแตกต่างจุดเล็กๆภายในสังคมของเรา

หากมองในมุมด้านการศึกษา เราจะเห็นภาพมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบโรงเรียนนานาชาติและโรงเรียนไทย ครอบครัวและผู้ปกครองของเด็กๆต่างก็มุ่งเน้นในคนละประเด็นกัน ซึ่งทำให้การตัดสินใจในเรื่องที่จะใช้จ่ายเงินนั้นแตกต่างกันด้วย

“ในด้านการสื่อสารกับลูกค้า แม้แต่ในเรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างความเป็นมิตรและการมีอารมณ์ขันนั้นก็สามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างมากมาย สำหรับคนไทยอย่างเราที่ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศนานหลายปี ตอนกลับมาอยู่ไทยมันก็มีบ้างบางครั้งที่เรารู้สึกไม่เก็ทในมุกตลกที่เค้าขำกัน” – Raena Sangsit (เรน่า)

Stories

มีตัวอย่างเคสอีกมากมายที่ทำให้เราเห็นภาพได้ชัดขึ้น…

ฟ้าทะลายโจร

ภาพยนตร์เรื่อง ฟ้าทะลายโจร (2543) เป็นตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงความนิยมของคนอย่างรวดเร็ว ในประเทศไทยตอนแรกที่หนังเรื่องนี้ออกมาแทบทำเงินไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่เมื่อหนังเรื่องนี้เดินทางไปรับรางวัลที่งานเทศกาลหนังชื่อดังในต่างประเทศ จึงได้ทำให้คนไทยหันมาสนใจภาพยนต์เรื่องนี้

คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี คนไทยส่วนใหญ่ก็เช่นกัน ไม่ค่อยเห็นคุณค่าศิลปะวัฒนธรรมของชาติ ต้องรอให้ไปมีชื่อเสียงในต่างประเทศเสียก่อนแล้วค่อยกลับมาดังในบ้านตัวเอง

เหมือนกับที่มีคนเคยกล่าวไว้ว่า “สนามหญ้าในรั้วของเพื่อนบ้านมักจะดูเขียวกว่าของบ้านเราเสมอ”

เพราะเรามักมองข้ามความสำคัญของสิ่งที่อยู่ในมือเรา และประเมินคุณค่ามันต่ำกว่าสิ่งที่เราไม่มี หรือยังไม่เคยได้สัมผัสมัน

ความกลัว Vs ความสุข

ในประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา ความกลัว เป็นเครื่องมือในการทำการตลาดที่กระตุ้นให้ผู้บริโภคตอบสนองต่อสินค้าและบริการต่างๆได้เป็นอย่างดี เช่น ความกลัวที่จะไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ความกลัวที่จะไม่มีความสุข ความกลัวที่จะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ฯลฯ ความกลัวต่างๆเหล่านี้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางการตลาดต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน

ในทางกลับกัน...

คนไทยกลับชอบกิจกรรมทางการตลาดที่ทำให้พวกเขามีความสุข และรู้สึกสนุกสนานไปพร้อมกับการมีส่วนร่วมที่น่าตื่นเต้นกับกิจกรรมนั้นๆ หรือไม่ก็แนวคิดดีๆ เช่นอะไรบางอย่างที่ทำให้ผู้คนได้คิดร่วมกันว่าเราจะเปลี่ยนแปลงโลกไปในทางที่ดีขึ้นได้ยังไง ซึ่งรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่นักการตลาดทุกคนต้องให้ความสำคัญ ถ้าอยากจะให้แผนการตลาดที่คิดขึ้นมานั้นประสบความสำเร็จ

กลยุทธ์ Vs ปากต่อปาก

เมื่อทำตลาดกับคนต่างชาติ กลยุทธ์นั้นต้องมาก่อนเสมอ แต่กับคนไทยแล้ว เราไม่สามารถเอาชนะพลังการบอกปากต่อปากได้เลย ไม่ว่าเราจะมีกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งมาจากไหน คนไทยมักจะเชื่อคนในครอบครัวและเพื่อนก่อนเสมอ

ดังนั้น ถ้าเราอยากจะใช้กลยุทธ์ทางการตลาดกับคนไทยแล้ว เราควรมีภาพลักษณ์ที่ดี สะสมรีวิวความประทับใจของผู้ใช้สินค้า/บริการแบรนด์เราไว้เยอะๆ แบ่งพื้นที่ใส่ไว้หน้าเว็บไซต์เลยเพื่อทำให้คนเห็นว่า

แบรนด์ของเราน่าเชื่อถือและมีฐานผู้ใช้สินค้า/บริการมากขนาดไหน

Aristotle's Cafe - Marketing

ถ้าเราจะโฟกัสเจาะตลาดไปที่ชาวต่างชาติก่อนเลยดีกว่ามั้ย?

มันก็ขึ้นอยู่กับว่ากลุ่มลูกค้าหลักของเราคือใคร และธุรกิจของเราอยู่ในอุตสากรรมไหน ถ้าในด้านของแฟชั่น ภาพยนตร์ การศึกษา หรือพวกธุรกิจเฉพาะทางแล้ว คนไทยมักจะมีความชื่นชอบคล้อยตามคนต่างชาติมากกว่า เช่น เรื่องแฟชั่นต้องมาจากฝรั่งเศส ภาพยนตร์เรื่องดังก็ต้องมาจากHollywood หรือโรงเรียนนานาชาติก็ต้องหลักสูตรจากประเทศอังกฤษ แต่กับลูกค้าบางกลุ่มก็ไม่ได้ใส่ใจตามกระแสนอก เพราะฉะนั้นเราต้องดูองค์ประกอบหลายๆอย่างรวมกันถึงจะตัดสินใจได้ว่าควรจะทำการตลาดแบบไหน

อย่าไปยึดติดกับกรอบเดิมๆที่คิดว่าเรารู้ดีอยู่แล้ว เราต้องลองอะไรใหม่ๆ..

บางอย่างเราคุ้นชินกับมันมานาน ลองเปลี่ยนและปรับมุมมองมันในรูปแบบใหม่ๆดู เช่น ลองแบ่งกลุ่มลูกค้าของเราออกเป็นส่วนเล็กๆย่อยลงไป หรือลองจัดกลุ่มแยกประเภทลูกค้าใหม่ แล้วเราอาจจะเห็นโอกาสใหม่ๆที่เรายังไม่เคยเห็นมาก่อน

อย่างเช่น ถ้าเราทำธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ในกรุงเทพ เราอาจจะคิดว่าพวกใบปลิว/ป้ายโฆษณาแบบออฟไลน์มันถึงทางตันแล้ว แต่เมื่อเราลองเดินทางออกไปต่างจังหวัด เราจะพบว่าพวกใบปลิว/ป้ายโฆษณาแบบเดิมๆมันยังคงเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ใช้งานได้อยู่ และบางทีมันอาจเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดสำหรับที่นั้นด้วยซ้ำ

ถ้าเราไม่ยอมเสียเวลาในการสำรวจตลาด เราอาจต้องเสียโอกาสดีๆในการทำตลาดไป

ถ้าเราอยากจะเป็นผู้ประกอบการ เราต้องมอบอะไรบางสิ่งบางอย่างที่มัน “มีคุณค่า” ให้แก่ผู้คนได้ ที่สำคัญคือต้องทำให้มันเป็นสถานการณ์แบบ win—win คือได้ประโยชน์ ได้คุณค่าด้วยกันทั้งสองฝ่าย


Marketing Tips

เราต้องหาคุณค่าของสิ่งที่เราทำให้เจอก่อน

“แต่สุดท้ายแล้วมันไม่ได้อยู่ที่ว่าเราให้คุณค่ากับสิ่งที่เราทำยังไง มันอยู่ที่ว่าลูกค้าเราให้คุณค่ากับสิ่งที่เราทำยังไงต่างหาก”

เปรียบเทียบกับ “ไก่ได้พลอย” หากของมีค่าตกไปอยู่ในมือของคนที่ไม่รู้จักคุณค่าก็ย่อมไม่เกิดประโยชน์อะไร ดังนั้นการตลาดมันจึงเป็นเรื่องของการหาจุดที่ลงตัวระหว่าง “คุณค่าของสิ่งที่เรามี” กับ “สิ่งที่ลูกค้าให้คุณค่า”

ทำอย่างไรให้การตลาดประสบความสำเร็จ?

มันอยู่ที่ว่าเรานิยามความสำเร็จและความเป็นตัวตนของธุรกิจเราไว้ว่าอย่างไร คนส่วนใหญ่มักจะมองหาทางลัดหรือสูตรสำเร็จ แต่มันไม่มีอยู่จริงหรอก ผู้คนเปลี่ยนแปลงทุกวัน เราต้องพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนตาม จากการเสวนากันครั้งนี้เราก็ได้กุญแจหลักไขสู่ความสำเร็จมาดังนี้

o  ความสามารถในการมองเห็นและแก้ไขปัญหา



    •   ทุกธุรกิจเริ่มมาจากการแก้ไขปัญหาอะไรบางอย่างที่ทำให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้น เมื่อเราแก้ไขปัญหาให้พวกเขาได้ เขาก็จะเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ


o  ความหลงใหลในสิ่งที่ทำ



    •   ถ้าเรามีความหลงใหลอะไรสักอย่างนึง เราจะสามารถทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับมันได้เพื่อเรียนรู้ ศึกษา ทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และหาทางแก้ไขปัญหานั้นๆ เราต้องให้ความรู้สึกนั้นนำทาง ทุกอย่างมันจะแสดงออกมาทางแววตา สีหน้าและท่าทาง ถ้าสิ่งที่เราทำยังไม่สามารถทำให้เรารู้สึกได้ขนาดนั้น บางทีมันอาจจะยังไม่ใช่คำตอบ


o  ความกล้าที่จะยืนหยัด



    •   กล้าที่จะเริ่มต้นใหม่ในทุกๆวัน ทำให้มันดีขึ้นกว่าเมื่อวาน อย่ายึดติดกับอดีต อย่าหยุดจนกว่าจะถึงเป้าหมายที่เราตั้งไว้ ถ้าเราอยากเป็นผู้ประกอบการ เราก็ต้องลงมือทำมันทุกวัน ถ้าเส้นทางที่เราเลือกเดินมันเต็มไปด้วยอุปสรรคและสิ่งท้าทาย เราก็แค่ต้องลงมือทำงานให้หนักขึ้น และก้าวผ่านมันไปให้ได้


o  ความอดทน



    •   การทำธุรกิจเปรียบเหมือนปลูกต้นไม้ใหญ่ มันต้องใช้เวลาในการเติบโต เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไกลครั้งนี้ ถ้าไม่มีความอดทนแล้วทุกสิ่งที่ตั้งใจทำมา มันก็ไม่มีค่าอะไรเลย และเรายังต้องหมั่นเปิดโอกาสให้ผู้คนใหม่ๆเข้ามาร่วมทีม ให้พวกเขาได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่


o  ความสามารถในการพลิกแพลง



    •   เราต้องมีความหลงใหลและมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในสิ่งที่เรากำลังทำ ถ้าเรายังไม่ได้มีความรู้ลึกกับสิ่งๆนั้น นั่นอาจยังไม่ใช่ความหลงใหลในงานของเรา ซึ่งความหลงใหลในงานของเรานี้เองที่จะช่วยให้เราสามารถคิดพลิกแพลงหาวิธีจัดการปัญหาในรูปแบบใหม่ๆได้


สรุป

อะไรคือความแตกต่างระหว่างการทำตลาดผู้บริโภคคนไทยกับตลาดผู้บริโภคชาวต่างชาติ? จากการเสวนาในหัวข้อนี้ทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญในการรู้จักกลุ่มผู้บริโภคของเรา ไม่ยึดติดกับแนวคิดอะไรเดิมๆ และได้กุญแจสำคัญที่จะนำทางให้เราประสบความสำเร็จในการเริ่มทำธุรกิจ

แต่ในที่สุดแล้ว ความคิดไอเดียดีๆต่างๆมากมายที่เรานำมาแบ่งปันกัน มันจะไม่เกิดประโยชน์เลยถ้าเราไม่ได้นำมาลงมือทำจริง ชีวิตคนเรามันสั้นนัก อย่ากลัวที่จะล้มเหลว ในทางกลับกัน เราควรที่จะขอบคุณมันด้วยซ้ำที่ช่วยเป็นบทเรียนอย่างดีให้กับเรา เพื่อให้เราได้พัฒนาและปรับปรุงตัวเอง

ก่อนจบการเสวนาขอฝากคำถามไว้ให้กลับไปคิดต่อ..

ถ้าเรามีความฝัน เมื่อไหร่เราจะลงมือทำมัน ก่อนที่มันจะสายเกินไป?

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบคิดและตั้งคำถาม สนใจอยากร่วมวงสนทนากับคนแปลกหน้า เราจัดพูดคุยกันทุกอาทิตย์ สิ่งที่จะได้รับจากการร่วมวงสนทนาอาจจะไม่ใช่คำตอบของสิ่งที่อยากรู้ หรือวิธีแก้ไขอะไรแต่มันคือการตะกอนความคิดที่เกิดจากการรับฟังเรื่องราวของคนอื่นที่เราไม่รู้จัก

สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.aristotlescafe.com/">Aristotle’s Café (http://www.aristotlescafe.com/">www.aristotlescafe.com/)

Category Tags
Share this Article !

More Article

by Aristotle's Cafe view more