+

JAI CRAFT DESIGN ต่างที่วัยแต่ใจเดียวกัน

17 June 2017 | tcdc | KNOW WHO
คุยกับ ณภัทร เขียวชะอุ่ม นักออกแบบและผู้ก่อตั้ง JAI CRAFT DESIGN อดีตโปรดิวเซอร์โฆษณาและงานภาพนิ่งที่คร่ำหวอดในวงการมากว่า 10 ปี  เธอบอกกับเราว่าแบรนด์ JAI ถือกำเนิดขึ้นในวันที่เธอต้องการหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้ชีวิต และอยากมีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น เมื่อมาสะดุดใจกับงานศิลปะสีน้ำของคุณพ่อ ชูศิษฏ์ เขียวชะอุ่ม จึงชวนกันทำโปรเจ็กท์ผ้าพันคอลายศิลป์ร่วมสมัยออกขาย จนพัฒนาต่อเนื่องมาเป็นแบรนด์ในที่สุด


จากงานอดิเรกพัฒนาสู่ธุรกิจ 

“เริ่มจากที่คุณพ่อเกษียณอายุราชการมาราว 3 ปี ซึ่งตั้งแต่เกษียณท่านก็เหมือนกับคนสูงอายุทั่วๆ ไปที่ใช้ชีวิตในเมือง คือพยายามหากิจกรรมทำอยู่ตลอด ทั้งเล่นกีฬา อ่านหนังสือ ช่วยเลี้ยงหลาน แต่มีกิจกรรมหนึ่งที่เราไม่ได้เห็นพ่อทำมานาน นั่นคือการจับพู่กันวาดภาพสีน้ำ ซึ่งเคยเป็นสิ่งที่พ่อรักมาก” ณภัทรเล่าถึงความหลังครั้งที่คุณพ่อของเธอเคยเป็นอาจารย์สอนศิลปะในโรงเรียนเอกชน แต่จับพลัดจับผลูหันมารับราชการเสียนมนานจนกระทั่งเกษียณอายุ  ในวันนี้ที่คุณพ่อของเธอกลับมาจับพู่กันวาดรูปอีกครั้ง ผลงานทุกชิ้นก็ยังคงสวยงาม มีคุณค่า และให้แรงบันดาลใจหลายอย่างเกี่ยวกับมุมมองการใช้ชีวิตของ ‘คนสูงอายุรุ่นใหม่’ 

“ข้อคิดที่เราได้จากคุณพ่อคือไม่ว่าคุณจะเป็นคนวัยไหนในสังคม สิ่งที่ทุกคนต้องการเหมือนกันก็คือการยอมรับ  การมีตัวตน และพื้นที่ยืนในสังคม”  สิ่งสำคัญที่ณภัทรได้สัมผัสได้จากการทำงานของคุณพ่อก็คือแพชชั่นแท้ๆ ในการทำงานศิลปะ ที่ไม่มีกรอบหรือข้อจำกัดมาเป็นตัวกำหนดการสร้างสรรค์งาน  จากจุดเล็กๆ นั้นทำให้เธอเกิดไอเดียอยากช่วยให้ผลงานของคุณพ่อกลับมามีคุณค่าและสร้างความภาคภูมิใจอีกครั้ง 

“แนวคิดของ JAI คือเราจะสร้างงานศิลปะร่วมกับกลุ่มผู้สูงอายุ ผลิตสินค้าออกมาเป็น Wearable Art (งานศิลปะที่สวมใส่ได้) และสร้างคุณค่าให้กับทั้งนักออกแบบและผู้ใช้ไปพร้อมกัน”

PASSION - CARE - HEART

Passion - Care - Heart เป็นสามคำที่ JAI ให้ความสำคัญมากที่สุดในการกำหนดทิศทางของแบรนด์ “นั่นหมายถึงการทำงานทุกอย่างเราต้องมี Passion กับมัน ส่วน Care คือการใส่ใจในรายละเอียด ทั้งในเรื่องการออกแบบ การผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ รวมถึงจะผลิตอย่างไรให้เป็นประโยชน์กับผู้อื่นหรือสังคมด้วย  ท้ายสุดคือ Heart ที่เป็นความสุขทางใจของเรา ทำงานให้สนุก และมีความสุขกับสิ่งที่ทำทุกวัน”

สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้สูงอายุ

ในขณะที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจกับอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุ และเล็งเห็นว่าในหลายประเทศก็ได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แล้ว JAI CRAFT DESIGN จึงอยากสร้างโอกาสทางธุรกิจตรงนี้ด้วยการปรับมุมมองและทัศนคติที่ผู้คนมีต่อผู้สูงอายุในปัจจุบัน 

“ที่ผ่านมากลุ่มคนสูงอายุมักถูกมองว่าเป็นภาระของสังคม ถูกมองข้ามความสามารถ แต่แบรนด์เราอยากให้คุณหันกลับมาสนใจคนกลุ่มนี้ ด้วยการเพิ่มพื้นที่ในการแสดงผลงาน สร้างโอกาส สนับสนุนให้เขาเป็นกลุ่มสังคมที่เข้มแข็ง และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้” ณภัทรมองว่าคุณพ่อของเธอน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในฐานะนักออกแบบคนแรกของแบรนด์ ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้สูงอายุคนอื่นได้เห็นคุณค่าในตัวเอง และได้เริ่มทำในสิ่งที่ตัวเองรักโดยไม่มีกฎเกณฑ์อายุมาปิดกั้น 

ทำงานกับผู้สูงวัย…รีบเร่งไม่ได้

จากจุดยืนในการทำงานร่วมกับผู้สูงอายุ แบรนด์ JAI จึงต้องทำงานกับคนที่ต่างเจเนอเรชั่นกันค่อนข้างมาก นำมาซึ่งอุปสรรคเรื่องวิธีการทำงานที่ไม่ค่อยจะตรงกันนัก “การทำความเข้าใจให้ทุกคนเห็นภาพจบเป็นภาพเดียวกันก่อนเริ่มงานเป็นสิ่งสำคัญมาก รวมถึงการวางแผนระยะเวลาในการทำงานด้วย”  




“การทำงานออกแบบกับผู้สูงอายุเราต้องคำนึงถึงสภาพร่างกายของเขา ต้องเข้าใจว่าการทำงานให้เสร็จชิ้นหนึ่งอาจใช้เวลามากกว่าปกติ ซึ่งแบรนด์จำเป็นต้องเข้าใจ และยอมรับข้อจำกัดตรงนี้เสมอ”

อุปสรรคอีกข้อ ณ ตอนนี้คือเรื่องความรับรู้ต่อแบรนด์ “ยังมีลูกค้าจำนวนมากที่คิดว่า JAI ขายแค่ผ้าพันคอ หารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วแบรนด์เราต้องการนำเสนอผลงานศิลปะของผู้สูงอายุ ตรงนี้เราจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจกับสาธารณะให้มากขึ้น โดยทำผ่านสื่อที่เป็นภาพและวิดีโอของคุณพ่อขณะกำลังวาดรูป นอกจากนั้นเราก็มีแผนจะจัดเวิร์คชอปการวาดภาพสีน้ำเพิ่มเติมด้วย” ณภัทรกล่าว

ออนไลน์ - ออฟไลน์ ก้าวไปพร้อมกัน

ที่ผ่านมาลูกค้าส่วนใหญ่ของ JAI จะเป็นผู้หญิงที่ชื่นชอบในงานศิลป์มีเอกลักษณ์ อายุระหว่าง 25-50 ปี โดยแบรนด์เลือกใช้ช่องทางการขายและการทำตลาดผ่านออนไลน์ทั้งใน Facebook, Instagram, และ www.jaicraftdesign.com  นอกจากนั้นก็มีการออกบูธตามสถานที่ต่างๆ เช่น K-village, Siam Discovery, TCDC และล่าสุด (ระหว่าง 1 ก.ค. ถึง 15 ส.ค. 60) กำลังจะเปิด Pop-up Store ที่ Gaysorn Village 





“เราต้องทำตลาดออนไลน์และออฟไลน์ควบคู่กันไปเพื่อเพิ่มความสะดวกในการเลือกซื้อสินค้า ขยายช่องทางการประชาสัมพันธ์เรื่องราวของแบรนด์ และที่สำคัญคือลูกค้าจะได้เห็นและสัมผัสชิ้นงานจริงของเราด้วย” สำหรับแผนการในอนาคต ณภัทรเชื่อว่าจะมีผู้สูงอายุที่มีใจรักและอยากทำงานศิลปะร่วมกับแบรนด์มากขึ้น ซึ่งตอนนี้ก็ผู้ที่สนใจติดต่อเข้ามาพอสมควรแต่ยังอยู่ในขั้นตอนการพูดคุยหาข้อตกลงในการทำงานร่วมกัน 

เครือข่ายคือพลัง

ในฐานะนักธุรกิจรายย่อย ณภัทรเชื่อว่าเครือข่ายทางธุรกิจเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อการสร้างแบรนด์ เปรียบเสมือนการมีกลุ่มเพื่อนที่อยากสร้างธุรกิจเหมือนๆ กัน และทำให้แต่ละคนได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากแบรนด์อื่น ไม่ว่าจะด้านการทำงาน การตลาด ปัญหา รวมถึงไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ๆ  เธอย้ำว่าผู้ประกอบการรายเล็กควรจะเกาะกลุ่มกันให้แข็งแกร่ง สนับสนุนกันและกันเพื่อพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ และแข่งขันกับต่างประเทศได้

“ถึงแม้คุณจะขายสินค้าประเภทเดียวกัน มันก็เหมือนการพัฒนาไปด้วยกันมากกว่าจะเป็นคู่แข่งนะ แต่ละแบรนด์ย่อมมีจุดแข็งและจุดขายที่ต่างกันอยู่แล้ว ลูกค้าเท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ”


ภาครัฐควรรู้

ปัญหาข้อหนึ่งสำหรับแบรนด์แฟชั่นเล็กๆ คือผ้าคุณภาพดีในประเทศมีการผูกขาดทางการค้า ทำให้ผู้เริ่มต้นธุรกิจมีข้อจำกัดและมีทางเลือกน้อย รวมถึงการพัฒนาสิ่งทอใยธรรมชาติก็ยังไม่หลากหลายเพียงพอ ส่งผลให้ผ้ามีราคาสูง ยากต่อการผลิตในจำนวนน้อย และกระทบโดยตรงต่อธุรกิจขนาดเล็กในประเทศ  นอกจากนี้หากภาครัฐสามารถสนับสนุนโครงการเกี่ยวกับผู้สูงอายุมากขึ้นได้ก็จะดี ไม่ว่าจะเป็นการจัดอบรมเพิ่มทักษะสำหรับผู้สูงอายุในด้านต่างๆ อาทิ งานศิลปะ งานฝีมือ เพื่อสร้างเสริมอาชีพแก่ผู้สูงอายุ รวมถึงการสนับสนุนโครงการเกี่ยวกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในอุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอ 

เกร็ดข้อคิดการทำธุรกิจจาก JAI CRAFT DESIGN 
1) เปิดตา - ดูสิ่งรอบตัวเพื่อค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ 
2) เปิดหู - ฟังเสียงและเรื่องราวความคิดของคนรอบข้าง
3) เปิดใจ - รับความท้าทายใหม่ที่เข้ามาในชีวิต อย่าสร้างเงื่อนไขหรือกรอบกำหนดให้กับชีวิตเกินไป





คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง  
คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ JAI CRAFT & DESIGN


Category Tags
Share this Article !