+

เพราะชีวิตคือแบรนด์ Janfive Studio

05 April 2017 | tcdc | KNOW WHO

ทราย-เฟื่องลดา จี้อุ่น นักออกแบบสิ่งทอ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ผ้าพิมพ์ลายสีน้ำสุดคลาสิกสีฟ้าขาว จนฮอตฮิตติดตลาด ทั้งฮ่องกง ญี่ปุ่น ไต้หวัน ไทย ฝรั่งเศส ด้วยการนำแนวคิดในการทำงานศิลปะที่น่าสนใจมาบวกกับการบริหารแบรนด์ ให้สามารถยืนหยัดอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างลงตัว จากประสบการณ์ที่ลงลึกในทุกรายละเอียด เฟื่องลดาจึงมีเรื่องเล่าในการทำแบรนด์ที่สนุกและมีประโยชน์มากสำหรับคุณผู้อ่านในวันนี้


สร้างแบรนด์ตามไลฟ์สไตล์ของตัวเอง

นักออกแบบสาวไฟแรง ที่วิ่งตามความฝันของตัวเองแบบไม่เหน็ดเหนื่อย เริ่มต้นสร้างแบรนด์จากความชอบส่วนตัว ประกอบกับการมีพื้นฐานความรู้ด้านสิ่งทอโดยเฉพาะ “ตั้งใจจะทำธุรกิจด้านนี้ เพราะตัวเราก็เรียนมาโดยตรงและทำงานบริษัทสิ่งทอมาก็หลายที่ ใช้เวลาหลายปีไปกับมัน จึงมองว่าน่าจะเอาไปต่อยอดได้ ทั้งเรื่องการออกแบบ ช่องทางการผลิต การสร้างสรรค์งานและการสร้าง DNA Brand” ด้วยบุคลิกกระฉับกระเฉงแบบคนรุ่นใหม่ไฟแรง เฟื่องลดาไม่รอช้าที่จะลงมือทำแบรนด์ของตัวเอง Janfive Studio เปิดตัวขึ้นในปี 2015 ขายสินค้าสิ่งทอตามสไตล์ที่ถนัด โดยมีวิธีการกำหนด DNA ของแบรนด์อย่างรอบคอบ เพื่อสื่อสารความเป็น Artistic Brand และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ประเด็นที่เฟื่องลดาให้ความสำคัญมีสองจุดใหญ่ๆ คือ เรื่องการออกแบบ และเรื่องจัดหาวัตถุดิบเพื่อผลิตสินค้า ในส่วนของการออกแบบ เฟื่องลดานำสิ่งที่ตัวเองถนัด คือ “การเขียนภาพสีน้ำ มาเป็นเทคนิคหลักในการออกแบบ เลือกใช้โทนสีฟ้าขาว เช่น สีคราม ฟ้า น้ำเงิน เพราะตัวเราเองชอบสีโทนนี้ และมีข้อได้เปรียบในแง่ของธุรกิจ เพราะสีฟ้าขาวนั้นเป็นสีเศรษฐกิจที่ดูคลาสิคได้ตลอดกาล” ฟ้าขาวจึงกลายเป็นสีหลักบนชิ้นงานทุกชิ้นเพื่อสร้างอัตลักษณ์ที่ชัดเจนและติดตาผู้ซื้อได้ง่าย และที่สำคัญคือ “ความสวยแบบคลาสิค จะทำให้เราสามารถดำเนินธุรกิจไปได้นานๆ” ปัจจัยต่อมาคือเรื่องการจัดหาวัตถุดิบผลิต ส่วนนี้เฟื่องลดามองว่า ต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตของตัวเองเพราะ  “ในช่วงแรกทรายยังทำงานประจำอยู่ ด้วยความที่เราอยู่ในเมือง เลยต้องการหาเทคนิคและวิธีการที่เราทำได้ในเมืองเลย การจะมาหาวัตถุดิบธรรมชาติคงต้องใช้เวลาและการเดินทางค่อนข้างเยอะ ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่นอน” กว่า 2 ปีในการคลุกคลีและทำงานด้วยตัวเองทุกขั้นตอน จึงทำให้ได้ความรู้ ความเข้าใจในการทำแบรนด์อย่างลึกซึ้ง

ความชัดเจนคือคำตอบธุรกิจ

เพราะงานของ Janfive Studio มีอัตลักษณ์การออกแบบที่เน้นตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่เฟื่องลดาก็เชื่อมั่นในแบรนด์ของตนเอง “ทรายเชื่อว่าหลังยุค 20’s โลกแฟชั่นก็ยังไม่มีอะไรใหม่ มีเพียงการเอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ ถึงแม้ว่าสินค้าที่ทำจะไม่ได้ใหม่ทั้งหมด แต่ด้วยความเชื่อที่ว่า มันต้องมีคนที่มี Lifestyle แบบเดียวกัน หากเราสร้างแบรนด์ให้มันเข้าคลิ๊กกับคนกลุ่มนี้ ก็เป็นไปได้ที่แบรนด์จะมีที่ยืนในตลาดได้”  นอกจากนั้นเฟื่องลดาให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้ามากๆ “อย่าลืมว่าธุรกิจสิ่งทอนั้นไม่หวือหวา แต่มันยังอยู่ในทุกๆวันของเรา เรายังต้องใช้และต้องซื้อเสื้อผ้า ผ้า หรือของใช้แบบ Lifestyle ที่มีคุณภาพอยู่ทุกวัน บวกกับกลยุทธ์การออกแบบจะทำซ้ำๆ ย้ำๆ ให้คนจำแบรนด์ของเราได้ แล้วตอนนี้คนก็จำได้จริงๆ เพราะฉะนั้น โอกาสในการทำธุรกิจมันก็มีให้เราประมาณหนึ่ง”



มองใกล้ มองไกล ให้ความสำคัญทุกมุม

เฟื่องลดาได้เล่าถึงสิ่งที่ทำผ่านมา และแผนงานในอนาคตของแบรนด์ที่วางเป้าหมาย ว่าจะสร้าง  Janfive Studio ให้เป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์แบบครบวงจร ตั้งแต่สินค้าที่เป็น Fabric Accessories ไปจนถึง Home Textile “จริงๆ วางแผนไว้ค่อนข้างยาว (ไม่ต่ำกว่า 5 ปีในการสร้างให้เป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์) แต่ในช่วงสองปีที่ผ่านมา เราเริ่มจากการออกแบบลายผ้าลงบนผ้าพันคอก่อน เพราะมันสะท้อนตัว DNA Brand ที่เป็น Artistic Brand ได้ชัดเจนที่สุด” ด้วยเอกลักษณ์ที่ชัดเจนของภาพพิมพ์ลายสีน้ำ  และขั้นตอนที่พิถีพิถันมากๆ “ลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ตัวลายต้นฉบับจะถูกสร้างขึ้นมาด้วยการเขียนสีน้ำ แล้วนำมาพิมพ์ลงบนผืนผ้าด้วยเทคนิคพิเศษ ที่มีขั้นตอนซับซ้อนมากกว่า 10 ขั้นตอน ลูกค้ามักจะเข้าใจว่าเราวาดลงบนผ้าด้วยสีน้ำ ซึ่งจริงๆแล้ว สีน้ำวาดหรือพิมพ์ลงบนผ้าไม่ได้ ใช้งานจริงไม่ได้ เราจึงใช้เทคนิคการพิมพ์และควบคุมมันให้เหมือนลวดลายต้นฉบับมากที่สุด ส่วนผ้าที่ใช้เป็น SILK 100% ทั้งหมด พอมันเริ่มมีคนตอบรับลายผ้าจากตรงนั้น จึงเริ่มขยาย Product line ไป ยังกลุ่มสินค้าอื่นๆ  งานของแบรนด์จะเป็นงานที่ทำสินค้าพร้อมขายทันที เพราะด้วยความเร็วของตลาด และกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้า (ที่เป็นผู้หญิง) ทำให้สินค้าประเภทนี้ขายได้ค่อนข้างเร็วกว่าสินค้าอื่น”





ใครคือกลุ่มเป้าหมาย

“กลุ่มเป้าหมายที่วางไว้เป็นผู้หญิง 22-35 ปี ซึ่งตอนนี้การกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นช่วงอายุจะค่อนข้างยาก เพราะถึงเขาจะอายุ 35-40 แล้ว แต่เขาก็ไม่ได้แต่งตัวแก่ หรือ มี Lifestyle แบบที่คนอายุ 35 เขาทำกัน (แบบสมัยก่อน) เขายังแต่งตัวและยังเป็นวัยรุ่นอยู่ เราจึงโฟกัสพฤติกรรมของผู้ซื้อไปที่ Lifestyle ของเค้ามากกว่า คือ เป็นคนชอบท่องเที่ยว ชอบศิลปะ” ส่วนช่องทางการจัดจำหน่าย เฟื่องลดาลดความเสี่ยงด้วยการเลือกใช้ช่องทางที่หลายหลาก เพื่อให้สินค้าไปได้ถึงผู้ซื้อในวงกว้าง “เราไม่รู้ว่าตลาดจะตอบรับสินค้าตัวไหน จึงต้องมีช่องทางการจำหน่ายหลายๆแบบ ก็คือ ออนไลน์ Multi-Shop, Pop up Market, Fairs, ตัวแทนจำหน่าย ดังนั้นกลุ่มลูกค้าของเรา จะเป็นไทย ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง ฝรั่งเศส แล้วก็หลายๆที่ คนก็เห็นสินค้าเรามากขึ้น กระแสตอบรับก็ดีขึ้น โดยสินค้าที่มีการตอบรับดีที่สุดในตอนนี้คือกลุ่มผ้าพันคอ 100% Silk”   



ทุกงานย่อมมีอุปสรรค

เฟื่องลดาเล่าให้ทีมงานฟังถึงความยากในการทำงาน “หลักๆก็เรื่องต้นทุน เพราะในสายการผลิตและพัฒนาสินค้าใช้ต้นทุนสูง เราจึงต้องทำแบรนด์แบบค่อยเป็นค่อยไป เน้นว่าทำแล้วขายเลยเพื่อที่จะเอาเงินตรงนั้นมาต่อยอดอีกที เพราะไม่อยากเป็นหนี้ธนาคาร อันไหนทำเองได้ก็ทำ ซึ่งที่จริงก็ทำทุกอย่างเองนั้นแหละ 555!” เฟื่องลดายังให้ความสำคัญกับการวางแผนผลิต การตั้งราคาก็มีความท้าทายด้วย “กติกาจาก Supplier และสต๊อคสินค้าที่ต้องมีพร้อมตลอดเวลา ทำให้จำนวนที่สั่งต้องเยอะ แต่ก็ต้องนึกเสมอว่า เราไม่ได้ทำเพื่อขายจำนวน เราขายความเป็น Artistic ก็ต้องหาที่ลงให้ถูกที่ คำนวนต้นทุน และค่าใช้จ่ายให้ดี การตั้งราคาขาย ก็ต้องทำให้แบรนด์เติบโตได้ด้วย ไม่ใช่ขายสบายใจ แต่ผลลัพธ์ปลายปีได้แค่เสมอตัว แบบนี้ธุรกิจก็โตยากอีก” ดังนั้นสิ่งที่สำคัญก็คือ “การตรวจสอบ Business Model สม่ำเสมอว่าเราใช้จ่ายไปกับอะไร ต้นทุนสูงไปไหม หรือ ถ้าสินค้าขายแล้วไม่ได้กำไร อันไหนคือรอยรั่วของธุรกิจก็ต้องรีบอุด (ซึ่งทรายก็ผ่านจุดนั้นมาแล้ว) จะต้องเร่งแก้ปัญหาเหล่านี้” นอกจากนั้นความยากอีกอย่างหนึ่งก็คือ “การที่เราเป็นแบรนด์เล็ก เพราะฉะนั้นก็จะสู้แบรนด์ใหญ่ๆลำบากทั้งเรื่องผลิต ทีมงาน ความพร้อม ก็ต้องค่อยๆทำไป ซึ่ง ณ จุดนี้ แบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น มีการแสดงงานในประเทศ และต่างประเทศ แล้วก็มีกิจกรรมหลายอย่างที่เราทำมาอย่างต่อเนื่อง ลูกค้ามักจะนึกถึงสไตล์เราในทุกๆ ครั้งที่เขาเห็นอะไรที่เป็นฟ้าขาว”

เครือข่ายธุรกิจในมุมมองของแบรนด์

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเครือข่ายสำคัญกับคนทำธุรกิจ แต่ในมุมมองของเฟื่องลดากลับมีเหตุผลที่แตกต่างแต่น่าสนใจ “เราไม่ได้เน้นสร้างเครือข่ายซะทีเดียว เพราะเราเคยลองแล้ว แต่มันก็ไม่ได้ผลมากเท่าไหร่” ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะธรรมชาติของสินค้าที่นำเสนอ ต้องการการจับต้อง เพื่อสร้างความประทับใจ “ถึงเครือข่ายจะอธิบายถึงผลงานได้ดียังไง ก็คงไม่เหมือนกับที่ลูกค้าได้มาดูและสัมผัสของจริง มาฟังแนวคิดจากตัวเราเอง ยิ่งเขารู้ว่าคนที่คุยด้วยคือนักออกแบบ ก็ยิ่งทำให้เขาสนใจมากขึ้น เขาจะกลับมาหาเราทุกๆ Collection” แต่ถึงยังไงแบรนด์ก็ให้ความสำคัญกับการทำตลาดและการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ อย่างสม่ำเสมอ นอกจากนั้น เฟื่องลดายังเป็นสมาชิกของ TCDC CONNECT อีกด้วย “เราใช้สื่อเป็นเครื่องมือเล่าเรื่องราวของเรา ซึ่งมองว่าคุ้มค่าความเหนื่อยในระยะยาว โดยเฉพาะการทำตลาดต่างประเทศซึ่งเรามีแผนว่าจะรุกตลาดฮ่องกง ญี่ปุ่น ไทย ไต้หวัน ในปีนี้ เราจึงต้องพยายามทำให้ได้” 


“การทำในสิ่งที่รักเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง แต่เราจะไปได้ไกลมากกว่านั้น หากเราได้วางแผนในการทำธุรกิจของเราด้วย”

  

เกร็ดคิดปิดท้าย

-ถ้าจะให้เขาจำเรา เราก็ต้องทำมันซ้ำๆ และซ้ำๆ จนกว่าเขาจะนึกถึงเรา...ก่อนคนอื่น

-ความรู้ทางธุรกิจจำเป็นมากๆ ต้องมีความชัดเจน และมีการวางแผนงานอย่างรอบคอบและตัวเราสามารถ ติดตามงานได้จริง

-การพัฒนาและตรวจสอบ Business Model อยู่เสมอ จะทำให้เราพบปัญหาในการทำธุรกิจและแก้ไขได้อย่างทันท่วงที



คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง  
คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ Janfive Studio

 


Share this Article !