+

Siam Fabric Printing ปรับลุคผ้าพิมพ์ลายไทย เจาะตลาดร่วมสมัยสากล

01 April 2017 | tcdc | KNOW WHO

เมื่อพูดถึง “ผ้าพิมพ์ลายไทยโบราณ” คนรุ่นใหม่อาจจะนึกถึงผ้าที่แสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ซึ่งมีมูลค่าสูงและเข้าถึงยาก (หรือบางคนอาจจะนึกภาพตามไม่ออกเลยด้วยซ้ำ) สถานการณ์นี้ผลักดันให้ ธีระเดช กันธะวัง และ ณัฐกร ปัญจไชยา สองผู้ก่อตั้งแบรนด์ Siam Fabric Printing (ผ้าพิมพ์สยาม) ต้องการหยิบยกเสน่ห์ของผ้าพิมพ์โบราณมาปัดฝุ่นสื่อสารใหม่ เพื่อให้คนในปัจจุบันรู้สึกว่า ผ้าแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่ไกลตัว เข้าถึงง่าย และที่สำคัญที่สุด “ไม่เชยอย่างที่คิด” 

ธีระเดชและณัฐกรเชื่อว่าผ้าพิมพ์ลายโบราณนั้นนอกจากจะสวยงามแปลกตาแล้ว ลวดลายบนผืนผ้ายังแฝงไปด้วยเรื่องราวในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่านิยม ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมประเพณี ฯลฯ ที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น “สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกบันทึกไว้ผ่านลีลาลวดลายบนผืนผ้าทั้งสิ้น” 



แบรนด์ที่เริ่มต้นจากการสะสมความรู้

กล่าวได้ว่าแบรนด์ Siam Fabric Printing นี้มีที่มาจากแพชชั่นสมัยเด็กๆ ของธีระเดชและณัฐกร ที่ทั้งคู่เป็นผู้ที่ชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับการออกแบบ ทั้งหนังสือแฟชั่น หนังสือแต่งบ้าน ฯลฯ “สมัยก่อนหนังสือพวกนี้มาจากเมืองนอก ราคาแพงมาก เรายังเด็กก็ไม่มีเงินซื้อ อาศัยว่าไปขอเปิดดูที่ร้านขายหนังสือจนสนิทกับพี่พนักงานขาย พอถึงรอบที่เขาต้องส่งหนังสือ(ที่ขายไม่หมด)กลับคืน เขาจะตัดส่งไปแค่หน้าปกเพราะค่าส่งมันแพง ที่เหลือจะเอามาชั่งกิโลขายซึ่งเราก็ไปรอซื้อตอนชั่งกิโลนี่แหละ” 

ทั้งสองอธิบายต่อถึงความรู้สึกของการค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ตในสมัยนี้ (เช่นใน Pinterest) ว่าอย่างไรเสียก็ไม่เหมือนกับการเปิดหนังสืออ่าน เพราะการได้จับและสัมผัสกระดาษนั้นมันให้ความรู้สึกที่ลุ่มลึกกว่ามาก “ดีที่ทุกวันนี้มีห้องสมุดของ TCDC ให้เราค้นหาข้อมูลได้อีกทางหนึ่ง เพราะนักออกแบบที่ดีควรต้องมีข้อมูลมีภาพเก็บไว้ในคลังสมองให้มากที่สุด มันจะช่วยให้เราทำงานในอนาคตได้แน่นอนไม่มากก็น้อย”  และการสะสมความรู้นี้เองที่ได้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ Siam Fabric Printing ในวันนี้

“The Legend is Reborn” คือแนวคิดหลักของแบรนด์ที่ธีระเดชและณัฐกรค่อยๆ พัฒนามาจากฐานความคิดที่อยากทำงานศิลปะแบบดั้งเดิม “แต่เราเปลี่ยนความเดิมนั้นใหม่เพื่อให้คนในปัจจุบันเข้าถึงได้ ศิลปะและภูมิปัญญาไทยจะได้มีโอกาสแตกหน่อต่อยอดต่อไปท่ามกลางกระแสบริโภคนิยมที่มีแต่สินค้าแบรนด์เนมจากต่างประเทศ”

ต้นไม้ควรเติบโตตามเวลาที่เหมาะสม

"ต้นไม้ควรเติบโตตามระยะเวลาที่เหมาะสม" คือปรัชญาการทำงานของ Siam Fabric Printing ซึ่งหมายถึงการที่ธุรกิจต้องประเมินตัวเองอยู่เสมอว่าอะไรที่สามารถทำได้หรือทำไม่ได้ ณ เวลาหนึ่งๆ “ไม่มีใครไม่อยากเติบโตนะ แต่ถ้าเราเร่งเกินไป ไม่พอดี ก็เปรียบเสมือนต้นไม้ที่ถูกเร่งด้วยปุ๋ย ด้วยสารเคมี มันก็เติบโตได้แต่ไม่ยั่งยืน  ถ้าอยากจะยั่งยืนและสวยงามเราควรเฝ้ารอระยะเวลาที่เหมาะสมดีกว่า” 

ทั้งคู่มองว่าทุกวันนี้มีธุรกิจมากมายที่ทำเงินได้เยอะ ได้ไว แต่ไม่นานก็หายวับไปอย่างรวดเร็ว ต่างจากธุรกิจที่ค่อยๆ เติบโตแบบมั่นคง สามารถดำรงอยู่อย่างสง่างาม “อันนี้ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกแบบไหน การปลูกถั่วงอกขายไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะคุณก็ได้เงินมาเลี้ยงชีพ แต่ถ้าคุณอยากเป็นไม้มีค่าในระยะยาว คุณก็ต้องอาศัยเวลา…และอุทิศตนเพื่อผลงาน”

คราฟท์ & สไตล์ - คุณค่าและโอกาสที่เปิดกว้าง

ความคราฟท์คือคุณค่าที่แท้ของผลิตภัณฑ์ผ้าพิมพ์ลายไทย ซึ่งในส่วนของการผลิตปัจจุบันนี้แม้ Siam Fabric Printing จะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยเสริมบ้าง แต่ทุกๆ คอลเล็กชั่นก็ได้ผ่านกระบวนการคิด มีการศึกษาวิจัยจากหนังสือและข้อมูลหลากหลายประกอบกัน  “แบรนด์เราไม่ได้กำหนดตัวเองว่าต้องเป็นสินค้าแฟชั่น แต่ต้องเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ ด้วยเหตุผลที่ว่าแฟชั่นนั้นผ่านมาแล้วก็ผ่านไป คงเหลือแต่ ‘สไตล์’ ที่จะยังอยู่และมีมูลค่าเพิ่มได้ในอนาคต”  




สองผู้ก่อตั้งมองว่าโอกาสทางธุรกิจของผ้าพิมพ์ลายไทยยังมีอยู่มากในตลาดโลก เพราะเมื่อนึกถึงเวลาที่เราเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ คนไทยส่วนใหญ่ก็อยากจะซื้อของฝากจากประเทศเหล่านั้นกลับมา เช่นถ้าไปเที่ยวญี่ปุ่น อิตาลี หรือฝรั่งเศส ก็มีแบรนด์ที่เรานึกถึงได้มากมาย “แต่ถ้ามองในมุมกลับกัน เมื่อชาวต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทย ทุกวันนี้เขานึกถึงแบรนด์ไทยได้แค่ไม่กี่ยี่ห้อ มันทำให้เราคิดว่า Siam Fabric Printing ยังมีโอกาสเติบโตในช่องทางนี้ แม้จะต้องอุทิศเวลาและหาแรงสนับสนุนอีกพอควรเพื่อปั้นแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง”


ลำดับความสำคัญของปัญหาเสมอ

เช่นเดียวกับธุรกิจอื่นๆ ที่เพิ่งเริ่มต้น ปัญหาหลักที่ Siam Fabric Printing ต้องเผชิญก็คือเรื่องเงินทุนหมุนเวียน ช่องทางการจัดจำหน่าย และบุคลากรที่จะมารับผิดชอบงานสำคัญๆ ซึ่งวิธีการจัดการกับปัญหาเหล่านี้ ธีระเดชและณัฐกรเริ่มต้นด้วยการจัดแบ่งปัญหาเป็น 2 ส่วน หนึ่งคือปัญหาสำคัญและเร่งด่วน ซึ่งต้องจัดการโดยเร็ว  สองคือปัญหาสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน ที่สามารถสะสางจัดการไปตามลำดับได้ 

ทั้งคู่แนะว่าสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ ให้แบ่งการจัดการในลักษณะนี้ไปก่อนจะสมเหตุสมผลที่สุด   “เพราะในช่วงเริ่มต้นนั้นการจัดการกับปัญหาต่างๆ ยังไม่ซับซ้อน อะไรที่ทำเองได้ก็ทำไปก่อนเลย อันไหนทำไม่ได้จริงๆ ค่อยหา outsource มาช่วย นั่นจะทำให้การบริหารจัดการของคุณง่ายขึ้น”


“รู้จุดแข็ง แก้จุดอ่อน” - มุมมองต่อแบรนด์แฟชั่นและสิ่งทอไทย

เมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศในอาเซียน ธีระเดชและณัฐกรมองว่าประเทศไทยมีข้อได้เปรียบในเรื่องแฟชั่นและสิ่งทออยู่พอควร อาจด้วยเพราะไทยเราคงความเป็นเอกราชมาได้ตลอด จึงมีวัฒนธรรมที่ตกทอดมายาวนาน (ซึ่งบางประเทศไม่มีหรือมีไม่มากเท่า) อีกทั้งยังมีหน่วยงานของรัฐที่ให้การสนับสนุนในส่วนนี้ ยกตัวอย่างเช่น ศูนย์ศิลปาชีพ ฯลฯ  

อย่างไรก็ดีอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ธุรกิจแฟชั่นไทยขาดความยั่งยืน หรือที่หลายๆ แบรนด์ยืนหยัดอยู่ได้ไม่นานดูจะเป็นเพราะการขาดความรู้เรื่องธุรกิจที่มากพอ จึงถูกกลไกตลาดบีบคั้นให้ออกจากเวทีไปก่อน  “เหมือนปลาใหญ่ไม่ทันกินปลาเล็ก เพราะปลาเล็กรีบออกทะเลไปก่อน ทั้งๆ ที่ยังไม่แข็งแรงพอ เปรียบเหมือนกับคนเก่งมีความสามารถแต่ขาดความรู้เรื่องธุรกิจ ก็เลยทำธุรกิจอยู่ได้ไม่นาน นี่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายของวงการแฟชั่นไทย”


การตลาดในอนาคต - ออนไลน์ / ออฟไลน์ ต้องไปด้วยกัน

สำหรับธุรกิจน้องใหม่แล้วคงไม่มีช่องทางไหนจะเหมาะสมเท่ากับช่องทางออนไลน์อีกแล้ว  ซึ่ง Siam Fabric Printing ก็คิดเห็นเช่นเดียวกัน “ในช่วงแรกเริ่มปัจจัยทุกอย่างเรามีจำกัด จึงจำเป็นต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และช่องทางออนไลน์ก็ดูจะตอบโจทย์ได้ดีที่สุดในทุกด้าน”  อย่างไรก็ดี ทั้งคู่มองว่าแบรนด์เล็กๆ ก็ต้องขยันทำการตลาดออฟไลน์มาเสริมทัพด้วย เช่นการไปออกร้านตามงานแฟร์ต่างๆ ไม่ว่าจะที่ไบเทค เมืองทอง ศูนย์สิริกิติ์ หรือตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ “กิจกรรมในส่วนนี้จะทำให้แบรนด์ได้พบปะกับลูกค้า และทำให้ลูกค้าได้สัมผัสกับสินค้าของเราโดยตรง ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นต่อแบรนด์มากขึ้นในระยะยาว” 

  


ในอนาคตข้างหน้า Siam Fabric Printing มีแผนที่จะผลิตผลงานใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้คนจดจำแบรนด์ได้เร็วขึ้น และหากโอกาสเหมาะสมก็จะนำแบรนด์เข้าไปเปิดตัวในห้างสรรพสินค้า อย่างเช่น King Power หรือกระทั่งโชว์รูมในต่างประเทศด้วย


เพื่อนดีมีชัยไปกว่าครึ่ง - ข้อดีของการสร้างเครือข่ายธุรกิจ

แน่นอนว่าในโลกของธุรกิจยิ่งเป็นมือใหม่ยิ่งไม่สามารถเดินอย่างโดดเดี่ยวลำพัง  ในข้อนี้สองผู้ก่อตั้งแบรนด์ Siam Fabric Printing ย้ำว่าการสร้างเครือข่ายธุรกิจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะการมีพันธมิตรที่ดีร่วมทาง ย่อมสามารถช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทำให้ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ ซึ่งในส่วนนี้พวกเขาหมายรวมถึงพันธมิตรจากภาครัฐที่สามารถให้การสนับสนุนและช่วยเหลือแบรนด์ไทยในการเพิ่มโอกาสการค้าด้วย


ข้อคิดปิดท้าย

- ยิ่งเรามีข้อจำกัดเยอะ เรายิ่งจะต้องจริงจังกับงานให้มาก พยายามให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด
- แพ้ชนะไม่ได้อยู่ที่ใครมีเงินทุนมากกว่าเสมอไป หลายแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จเริ่มต้นจากไม่มีอะไรเลย อาศัยเพียงคำว่า “อุทิศตน” และ “ฝึกฝน” อย่างสม่ำเสมอ
-เมื่อมีโอกาสดีผ่านเข้ามา จงแสดงความเป็นมืออาชีพให้เขาเห็น โอกาสดีๆ มีแค่ไม่กี่ครั้งในชีวิต จึงต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับโอกาสเหล่านั้นเสมอ 



View_profile.jpg
คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง  
คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ Siam Fabric Printing


Share this Article !