Colllection

Debut wall ครั้งที่ 15

Posted on 17 May 2018
DEBUT by TCDCCONNECT เป็นพื้นที่แสดงผลงานและข้อมูลของผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิตและผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ซึ่งผ่านการคัดเลือก รวมถึงมีการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงผ่านทางเว็บไซต์ TCDCCONNECT.COM โดยจะมีการผลัดเปลี่ยนผลงานขึ้นแสดงทุก 3 เดือน ซึ่งโครงการนี้เป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิต ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆให้มีพื้นที่ประชาสัมพันธ์ธุรกิจของตนเอง รวมถึงผู้ที่สนใจจะจ้างงานได้รู้จักและเกิดการจัดจ้างงานจริงเกิดขึ้น    ผู้ที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมแสดงผลงานบน Debut Wall ครั้งที่ 15 ร่วมกับ Thai AIM ประจำเดือนพฤษภาคม - กรกฎาคม 2561 ประกอบด้วยผลงานของผู้นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และผู้ผลิตจากทุกหมวดหมู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จำนวน 35 ราย
64 items
37
Love
Share

Portfolio

Article

Mindmani: Service innovation เก็บความรักความทรงจำผ่านเถ้ากระดูก จากสุภาษิตที่ว่า “หนังไม่ได้กิน เนื้อไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกมาแขวนคอ” อาจจะไม่เกี่ยวกันเท่าไรกับเรื่องราวที่จะคุยกันในวันนี้ เพราะวันนี้ทาง TCDCCONNECT มีโอกาสได้มาพูดคุยกับ ดร.กุลจิรา สุจิโรจน์ ผู้ก่อตั้งและ MD แบรนด์ Mindmani ผู้คิดค้นนวัตกรรมบริการเก็บความทรงจำจากเถ้ากระดูก ให้เปลี่ยนมาเป็นอัฐิมณี อันมีคุณค่าทางจิตใจ แบบไม่ใช่แค่เอากระดูกมาแขวนคอ ดร.กุลจิราจบการศึกษาทางด้านวัสดุศาสตร์ จาก Imperial College ประเทศอังกฤษ และทำงานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาวัสดุที่ สวทช. มาเกือบ 20 ปี ก่อนจะลาออกมาทำแบรนด์ Mindmani อย่างเต็มตัว และได้รับรางวัลโดดเด่นด้านการสร้างสรรค์ธุรกิจบริการจาก SME Thailand Inno Award 2015 และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย จากความสูญเสียกลับกลายเป็นแรงบันดาลใจ Mindmani มาจากศัพท์ภาษาอังกฤษคำว่า “Mind” ที่แปลว่า จิตใจ รวมกับภาษาบาลีคำว่า "มณี" ที่แปลว่า สิ่งที่มีคุณค่า Mindmani หรือมณีในใจ จึงหมายถึงสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจ สามารถสะท้อนอัตลักษณ์ เป็นตัวแทนที่สามารถจับต้องได้ และตัวแทนของความรู้สึก ควรค่ากับการเก็บรักษาและส่งต่อให้ลูกหลาน ที่มาที่ไปของแบรนด์เกิดขึ้นมาจากการสูญเสียคุณพ่อผู้เป็นที่รักยิ่งของดร.กุลจิรา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านวัสดุศาสตร์ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาชิ้นงานเซรามิกเพื่องานวิศวกรรมมา กว่า 20 ปี ทำให้ทราบว่าอัฐิสามารถทำให้แปรเปลี่ยนเป็นชิ้นงานที่แข็งแรงและทนทานได้ โดยดร.กุลจิราได้นำอัฐิของคุณพ่อมาทำเป็นอัฐิมณี แล้วนำมาประกอบกับตัวเรือน เกิดเป็นอัฐิมณีชุดแรก มีจำนวน 3 ชิ้น ซึ่งทำขึ้นเฉพาะกิจสำหรับครอบครัวเท่านั้น เพื่อจุดประสงค์เวลาไปทำบุญหรือเดินทางไปในที่ต่างๆ จะได้พกติดตัวไปด้วย เพื่อระลึกถึงคุณพ่อ รวมถึงเป็นขวัญและกำลังใจเวลาที่ทุกข์ใจหรือมีปัญหาในชีวิต และด้วยเหตุการณ์นี้จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดแบรนด์ Mindmani ขึ้น แล้วอะไรคืออัฐิมณี? “อัฐิ” หมายถึง เถ้ากระดูกที่เหลืออยู่ภายหลังจากการฌาปนกิจ ส่วน “มณี” หมายถึงสิ่งที่มีคุณค่า "อัฐิมณี" จึงหมายถึงอนุสรณ์ที่มีคุณค่าทางจิตใจ ซึ่งสร้างขึ้นมาจากอัฐิบริสุทธิ์ของบุคคลอันเป็นที่รัก ด้วยกระบวนการทางวัสดุศาสตร์ที่ทำให้อัฐิที่มีเนื้อพรุนและเปราะให้มีผนึกอนุภาคอัฐิให้มีเนื้อแน่น โดยผ่านการใช้ความร้อนที่อุณหภูมิสูงและไม่มีสารเคมีใดๆ เหลือปะปน เกิดเป็นอัฐิมณีที่มีเนื้อแน่น คงทน และสะท้อนอัตลักษณ์ของอัฐิมณีแต่ละชิ้น โดยกระบวนการผลิตอัฐิมณีได้ผ่านการยื่นรับสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นนวัตกรรมในการแสดงความรักของคนในครอบครัว เป็นตัวแทนทางจิตใจของบุคคลอันเป็นที่เคารพรัก Memorial Product เพราะการสูญเสียเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ไม่อยากเจอ เมื่อการผลัดพรากอย่างไม่มีวันกลับของบุคคลผู้เป็นที่รัก แต่ผู้คนที่อยู่เบื้องหลังยังคงผูกพันและคิดถึง ยังคงต้องการแสดงกตเวทิตาแก่บุพการีหรือญาติผู้ใหญ่ในวงศ์ตระกูล โดยธรรมเนียมปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนและคริสต์ศาสนิกชน นิยมนำอัฐิของผู้ล่วงลับเก็บใส่โกศไว้ที่บ้าน หรือบางครอบครัวก็เก็บไว้ที่ช่องเก็บอัฐิในวัดหรือศาสนสถาน เพื่อให้ลูกหลานกลับมาระลึกถึงและร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ ซึ่งต่างจากธรรมเนียมของจีน ซึ่งจะมีวันเชงเม้ง เป็นวันรวมวงศาคณาญาติกันที่สุสานของตระกูล เพื่อรำลึกถึงบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ แต่ในปัจจุบัน ด้วยเหตุผลที่เป็นข้อจำกัดทางด้านพื้นที่และเศรษฐกิจ ทำให้แนวโน้มของการเลือกฌาปนกิจนั้นสูงขึ้น ทำให้ธรรมเนียมการฝังศพที่สุสานน้อยลงเรื่อยๆ และด้วยรูปแบบการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน ทำให้ครอบครัวต้องกระจายตัวไปในท้องที่ต่างๆ ด้วยความจำเป็นด้านหน้าที่การงาน การศึกษา เศรษฐกิจ ฯลฯ ด้วยเหตุผลที่แบรนด์ Mindmani เป็นบริษัทผู้ผลิตและผู้คิดค้นแนวคิด Memorial Product ซึ่งเป็นนวัตกรรมบริการเก็บความทรงจำจากเถ้ากระดูกจากการสูญเสียบุคคลที่เป็นที่รัก แบรนด์จึงมองเห็นโอกาสในการทดลองทำ Memorial Product บวกกับความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์เป็นทุนเดิม นำมาพัฒนาต่อยอดจนสามารถสร้างชิ้นงานจากอัฐิบริสุทธิ์เกิดเป็นอัฐิมณี และพัฒนาจากอัฐิมณีต่อยอดสู่การเป็นอัฐิภาพ ซึ่งคือการนำรูปภาพบุคคลผู้ล่วงลับไปผ่านกระบวนการเผาออกมาเป็นสติ๊กเกอร์บนเซรามิก ซึ่งจะนำมาประกอบร่างกับอัฐิมณีอีกครั้งหนึ่ง กลายเป็นอัฐิภาพที่สามารถใส่กรอบ มีขนาดเล็กสามารถพกติดตัวได้ ถือเป็นจุดแข็งของแบรนด์ที่ยังไม่เคยมีใครเคยทำมาก่อน และเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจมากขึ้นด้วย คุณค่า 3 ประการของอัฐิมณี ประการแรก คุณค่าสู่บุคคล เพราะอัฐิมณีสามารถแทนค่าคำว่า “รัก” ที่มีอัตลักษณ์จริงแท้ และเป็นขวัญกำลังใจให้กับผู้ที่อยู่เบื้องหลังได้ ประการที่สอง คุณค่าสู่ครอบครัว เพราะอัฐิมณีเป็นตัวแทนที่จับต้องได้ ทำให้ระลึกถึงความรักและความอบอุ่นในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นในชีวิตประจำวันหรือโอกาสพิเศษต่างๆ เช่น การทำบุญอุทิศส่วนกุศล นอกจากนี้ คนในครอบครัวก็สามารถส่งต่ออัฐิมณีแทนค่าคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่นให้กับลูกหลานได้ ประการที่สาม คุณค่าสู่สังคม  อัฐิมณีสามารถสะท้อนความจริงของชีวิต ช่วยให้ระลึกถึงมรณสติ และตระหนักถึงการใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีสติ มีคุณค่า และเป็นประโยชน์แก่ตนเอง คนรอบข้าง และสังคม เพราะเมื่อวันนั้นมาถึง เราก็ต้องจากไปเหมือนกัน แต่ละอัฐิมณีมีอัตลักษณ์ของตัวเอง เป็นเพราะองค์ประกอบอนินทรีย์หลักของกระดูกและฟันคือ Hydroxyapatite ซึ่งเมื่อผ่านการเผาที่อุณหภูมิสูงจะสูญเสียสารอินทรีย์ที่อยู่ในรูพรุนของกระดูก ส่วนน้ำในผลึกก็จะระเหยออกไป เหลือแค่อัฐิที่มีโครงสร้างคล้ายกับ Apatite ซึ่งเป็นผลึกแร่ตามธรรมชาติ มีหลากหลายสี เช่น สีฟ้าน้ำทะเล สีม่วง สีเหลืองอมน้ำตาล และสีชมพู ฯลฯ ขึ้นอยู่กับแหล่งและสารมลทินที่ประกอบในผลึกแต่ละอัน เช่นเดียวกันกับอัฐิของแต่ละคนที่ผ่านการเผาแล้ว จะมีลักษณะทางกายภาพและสีที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เป็นต้นว่า อายุ สุขภาพ อุปนิสัยในการกินอาหาร ธรรมเนียมประเพณี รวมทั้งสภาพของการเผา ฯลฯ ส่งผลให้อัฐิมณีแต่ละชิ้นสามารถแสดงอัตลักษณ์จำเพาะของแต่ละบุคคลได้ สามารถเป็นตัวแทนบุคคลนั้นได้อย่างแท้จริง สามารถนำมาออกแบบให้สอดคล้องกับการใช้งานได้หลากหลายลักษณะ เช่น การนำประกอบกับตัวเรือน เพื่อพกพาเป็นขวัญกำลังใจ  การทำเป็นอัฐิภาพเพื่อแสดงให้เห็นบุคลิกของเจ้าของอัฐิ เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อแทนความรักของครอบครัว ขั้นตอนการทำงาน เมื่อทางแบรนด์ได้รับคำสั่งทำอัฐิมณี ที่มาพร้อมกับอัฐิของผู้ล่วงลับ ลูกค้าจำเป็นต้องมัดจำสินค้าอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของราคาสินค้า โดยที่ลูกค้าจะได้รับชิ้นงานภายในเวลาไม่เกิน 6 สัปดาห์ สำหรับกรณีที่ลูกค้าเลือกทำอัฐิภาพและเครื่องประดับอัฐิมณี อาจต้องเพิ่มเวลาอีก 5 – 10 วันทำการ และในทุกขั้นตอนของการทำงาน ลูกค้าสามารถสืบข้อมูลย้อนกลับได้ เนื่องจากลูกค้าแต่ละรายจะได้รับรหัสประจำชิ้นงานของตนเอง ตั้งแต่เริ่มรับอัฐิจนเสร็จสิ้นกระบวนการ ในรูปแบบของรหัสบาร์โค้ดที่อยู่บนชิ้นงาน โดยแบรนด์จะรายงานความคืบหน้าของขั้นตอนการทำงานเป็นระยะ พร้อมทั้งติดต่อนัดหมายส่งงานในช่องทางการสื่อสารที่ลูกค้าสะดวก เช่น การแจ้งผ่านโทรศัพท์ เฟซบุ๊ก ไลน์ และอีเมล์ ฯลฯ นอกจากนี้ ลูกค้าแต่ละรายจะได้รับใบรับรองอัฐิมณีแต่ละชิ้นงานด้วย การสร้างเครือข่ายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับความตายเป็นสิ่งสำคัญ Mindmani ในตอนนี้ยังไม่ได้วางแผนระยะยาวไว้เท่าไรนัก แต่ตั้งใจว่าจะพยายามประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จักแบรนด์มากขึ้น และที่สำคัญคือ กำลังสร้างเครือข่ายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับความตายให้มากขึ้น เพราะเครือข่ายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับความตายในประเทศไทยยังมีรูปแบบไม่ค่อยชัดเจนเท่าธุรกิจรูปแบบอื่น ซึ่งก็เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจอยู่พอสมควร ส่วนกลุ่มลูกค้าในประเทศไทยเริ่มมีคนรู้จักและสนใจมากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถใช้บริการได้อย่างทันทีทันใด ส่วนมากจะเก็บข้อมูลไว้ก่อน เพราะเหตุการณ์สูญเสียคนที่รักยิ่งแบบนี้ จะเกิดกับคนหนึ่งได้แค่ไม่กี่ครั้งในชีวิตเท่านั้น หรือบางทีเป็นครอบครัวใหญ่ อาจจะต้องคุยกับครอบครัวให้เห็นพ้องต้องกันเสียก่อน และคำถามที่พบบ่อย เมื่อลูกค้ารับอัฐิมณีไปคือ อัฐิอยู่ตรงไหน ทั้งๆที่อัฐิมณีอยู่ตรงหน้าแล้ว เพราะบางคนไม่เคยเห็นอัฐิมาก่อน และพอมาเห็นอัฐิมณีก็ยิ่งนึกภาพไม่ออกเลย รู้จัก TCDCCONNECT ได้อย่างไร Mindmani เคยส่งข้อมูลเกี่ยวกับอัฐิมณีเข้าฐานข้อมูลของ Material Connexion ของ TCDC เมื่อต้นปีที่ผ่านมา แต่ได้รู้จักกับทาง TCDCCONNECT มาหลายปีแล้ว ช่องทางการติดต่อแบรนด์ ติดตามผลงานของแบรนด์ได้ที่ tcdcconnect.com/mindmani/ หรือทางเว็บไซต์ของแบรนด์ https://www.mindmani.com   อ้างอิง บทสัมภาษณ์ ดร.กุลจิรา สุจิโรจน์ ผู้ก่อตั้งและ MD แบรนด์ Mindmani ข้อมูลบางส่วนจากเว็บไซต์ https://www.mindmani.com    
Posted on 23 May 2018
2 0
Dreamleaf รู้จักมด เข้าใจลูกค้า ที่มาความสำเร็จของแผ่นรองกันมด หลายครั้งธุรกิจที่ประสบความสำเร็จก็มีที่มาจากปัญหา จุดอ่อน หรือข้อบกพร่อง (Pain Point) ที่เป็นจุดร่วมเดียวกันระหว่างเจ้าของธุรกิจและผู้ใช้งาน และยิ่งที่คลำเจอจุดบกพร่องที่มีคนจำนวนมาก “เจ็บ” เหมือนกัน ซึ่งหาทางเยียวยาได้ตรงจุดและรัดกุมยิ่งขึ้น ก็จะยิ่งปูทางไปต่อได้ไกล เหมือนกับผลิตภัณฑ์ Antpad แผ่นรองกันมด ของแบรนด์ Dreamleaf หนึ่งในผู้เข้าร่วมงาน Debut Talk ครั้งที่ 15 กิจกรรม Business Matching & Pitching ของ TCDC อีกหนึ่งเวทีสำหรับผู้ประกอบการในการนำเสนอผลงาน และสร้างเครือข่าย เพื่อต่อยอดสู่โอกาสในอนาคต นอกจากเวทีที่เจ้าของธุรกิจจะได้ขึ้นมาเสนอผลงานอย่างกระชับฉับไวต่อหน้าผู้ประกอบการด้วยกันและเหล่าบายเออร์แล้ว ยังได้นำผลิตภัณฑ์ของตนมาจัดแสดงไว้ที่ TCDC ด้วย เช่นที่ Antpad กำลังจัดแสดงอยู่ในบริเวณของ Material Center ศิรวิชญ์ บุญซื่อ ผู้คิดค้น Antpad และก่อตั้งแบรนด์ Dreamleaf เล่าว่าไอเดียนี้เดิมทีไม่ได้ตั้งใจทำเป็นธุรกิจ เพียงแต่หาวิธีแก้ปัญหาภายในบ้าน ที่มักจะมีมดขึ้นถังขยะเป็นประจำ หรือหากวางอาหารทิ้งไว้ข้ามคืน ตื่นเช้ามามดก็ขึ้น เขาไม่อยากฉีดยาฆ่าแมลงที่เป็นอันตรายกับคนในบ้าน ทั้งยังไม่อยากทำบาปด้วยการฆ่ามด แต่ผลิตภัณฑ์ในตลาดก็ไม่ตอบโจทย์ เขาเคยใช้วิธีเหมือนคนส่วนใหญ่คือหาภาชนะมาหล่อน้ำเพื่อกันมด แต่นั่นก็ยุ่งยาก และน่าจะมีวิธีอื่นในการกันมดได้แล้ว เขาจึงลองคิดวิธีขึ้นมา ค้นคว้าหาข้อมูลไปเรื่อยๆ นั่นเป็นเรื่องราว  6 ปีก่อนหน้านี้ ก่อนที่ศิรวิชญ์จะมีเหตุให้ลาออกจากทำงานประจำที่ทำมาเกือบ 20 ปี เขาจึงเริ่มหยิบการแก้ปัญหานี้มาทำเป็นธุรกิจจริงจัง แม้ไม่มีพื้นฐานด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์เลยก็ตาม กันมดด้วยสารจากเครื่องสำอาง โจทย์ของเขาก็คือ หากมีถังขยะหนึ่งใบ จะทำอย่างไรไม่ให้มดขึ้น วิธีเดิมๆ ที่เคยทำก็คือเอาถังไปวางกลางถาดที่มีน้ำหล่ออยู่ แต่นั่นไม่ได้เหมาะสมสำหรับการใช้งานจริง เขาจึงศึกษาพฤติกรรมมด หาข้อมูล ทดลองหาสิ่งอื่นมาทดแทนน้ำ ที่ต้องไม่เป็นพิษ เขาจึงคิดถึงเครื่องสำอาง เพราะสารประกอบของเครื่องสำอางไม่เป็นอันตรายต่อคน ส่วนอันตรายต่อสัตว์ก็มีน้อย เขาทดลองว่าตัวไหนใช้กันมดได้บ้าง จนในที่สุดก็ได้สูตรเฉพาะที่ได้ผล สูตรสารกันมดนี้ศิรวิชญ์ไม่ขอเผยสูตร บอกเพียงว่าสารทุกตัวที่เป็นองค์ประกอบนั้นมาจากเรื่องสำอางทั้งสิ้น สารดังกล่าวเขาใช้เวลาพัฒนาสูตรอยู่ราวปีกว่า และออกแบบรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์อีกราวครึ่งปี Antpad แผ่นรองกันมดที่ทำจากพลาสติกซึ่งมีช่องอยู่ตรงกลางเคลือบสารกันมด สามารถต่อกันได้ 4 แผ่นในรูปแบบจิ๊กซอว์ และต่อมาก็ได้ออก Antring แผ่นรองกันมดพลาสติกรูปวงกลม สำหรับรองขาโต๊ะหรือขาตู้ เพื่อการใช้งานที่หลากหลายขึ้น สารกันมดจะถูกเคลือบบริเวณจุดแตะที่อาจเป็นทางเดินมด แต่เพราะมีสารนี้ฉาบพื้นผิวไว้มดจึงเดินผ่านไม่ได้ การใช้งานก็ต้องระวังไม่ให้จานอาหารที่วางอยู่บนแผ่นรองกันมดนี้ไปแตะกับของสิ่งอื่น ที่จะกลายเป็นทางเดินของมด หรือระวังไม่ให้มีเศษอะไรเข้าไปติดตรงช่องที่เคลือบสาร ซึ่งมดจะใช้เป็นทางผ่านขึ้นสู่จานอาหารได้เช่นกัน แผ่นรองกันมดมีอายุการใช้งานได้หลายปีขึ้นอยู่กับการดูแล งานนี้ได้รับรางวัลด้านนวัตกรรมจากหลายหน่วยงาน เช่น รางวัลที่ 3 ด้าน Creator Award จากการประกวด 7 Innovation Awards 2018 และ Innovation Award จาก 2nd ASEAN Plastic Award 2016 ด้วย ศิรวิชญ์บอกว่า Antpad ไม่ใช่อุปกรณ์กันมดที่ไม่ใช้น้ำหรือไม่ใช้สารเคมีเป็นพิษรายแรกของไทย ก่อนหน้านี้ราว 30 กว่าปี ก็เคยมีผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้ออกมาแล้ว แต่ใช้สูตรต่างกัน สูตรกันมดของศิรวิชญ์เขาก็ค้นคว้าขึ้นใหม่ และยังมีการใช้งานที่สะดวกสบายมาพร้อมดีไซน์สวยงาม แบบที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน ลูกค้าที่มีจุดร่วมเดียวกัน กว่า 3 ปีที่ผลิตภัณฑ์ออกวางขาย ศิรวิชญ์บอกว่าเสียงตอบรับโดยรวมมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ถือว่าดีทีเดียว สำคัญคือต้องเป็นลูกค้าตรงกลุ่มด้วย “ถ้าไม่ตรงเขาก็เฉยๆ ไม่ใช่สินค้าสำหรับเขา แต่ถ้าใครที่เห็นแล้วเข้าใจเลยว่ามันทำงานอย่างไร เห็นแล้วใช่เลย นี่คือกลุ่มลูกค้าของเรา ลูกค้าที่ซื้อไปใช้แล้วส่วนใหญ่ก็ตอบรับว่าดี มีบางส่วนที่ใช้แล้วมีปัญหา เพราะบางครั้งอาจมีอุปสรรคอะไรบางอย่าง อาจมีอะไรเข้าไปติดในนั้น ผมก็ตอบให้ แก้ปัญหาเป็นรายๆ ไป แต่ส่วนรวมคือพอใจทุกคน” กลุ่มเป้าหมายของ Antpad เดิมทีศิรวิชญ์เคยวางเดโมกราฟิกแบบเก่าไว้ คือแบ่งตามเพศ ตามอายุ “แต่ก่อนผมเข้าใจเอาเองว่า ถ้าเด็กไปเขาอาจไม่เข้าใจปัญหา จึงวางไว้ที่กลุ่มผู้หญิงอายุ 30 ขึ้นไป และถ้าผู้สูงอายุก็อาจไม่เข้าใจสินค้าเรา จึงวางไว้ที่สูงสุดอายุ 50 ปี แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะหลังๆ ผมพบว่ากลุ่มลูกค้าเราไม่ได้จำกัดที่อายุหรือเพศ แต่เป็นไลฟ์สไตล์มากกว่า เป็นกลุ่มที่ใช้ชีวิตอยู่กับบ้าน อยู่คอนโด มักอยู่ในเมือง แต่ไม่เสมอไป แต่จะมีปรัชญาอยู่ว่า 1. ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง หรือใช้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น และ 2. ไม่อยากเบียดเบียนสัตว์ ถ้าเขามี 2 อย่างนี้ เขาจะเข้าใจทันทีเลยว่าสินค้านี้เกิดมาเพื่ออะไร” อย่างกลุ่มลูกค้าวัยเกษียณ ที่เขาเคยคิดว่าจะเข้าใจยาก พอมีคนอธิบายให้เข้าใจสินค้า ก็เป็นกลุ่มที่ถูกใจสินค้ามาก ถึงขั้นกรูเข้ามาซื้อเลย ช่องทางสร้างการรับรู้ ทางแบรนด์เลือกสื่อสารทางออนไลน์เป็นหลัก ผ่านทางเว็บไซต์ เฟสบุ๊ค และกูเกิล โดยใช้โฆษณาทางเฟสบุ๊คและกูเกิลเป็นหลัก รวมถึงการไปออกบูธตามงานแสดงสินค้าต่างๆ ส่วนสื่อแนวออฟไลน์ ที่ผ่านมาเขาได้รับเชิญไปออกรายการทีวีหลายรายการ แต่มีอยู่รายการหนึ่งเร็วๆ นี้ที่ทำให้เขาได้รู้ว่า ถ้ากลุ่มผู้ชมรายการตรงกับกลุ่มเป้าหมาย สินค้าจะได้รับการตอบรับดีมาก “พอดีที่ผ่านมา ได้ออกรายการทางโทรทัศน์รายการหนึ่ง ผู้ดูส่วนมากเป็นกลุ่มผู้เกษียณอายุ เพราะเป็นรายการตอนเช้า เขาอยู่บ้านกัน คนทำงานไม่ได้ดู รายการยังไม่จบเลย ก็มีสายเข้าทั้งโทร ไลน์ เฟสบุ๊ค เข้ามาเต็มที่ วันนั้นไม่ต้องทำอย่างอื่นเลยครับ ตอบอย่างเดียว โดยมากที่สังเกตคือเป็นผู้สูงอายุที่อยู่บ้าน มีปัญหานี้พอดี” แนวทางไปต่อ นอกจากแผ่นกันมดที่ทำจากพลาสติกแล้ว ศิรวิชญ์ยังได้ออกวัสดุใหม่ เป็นแผ่นรองกันมดเซรามิค โดยทำงานร่วมกับแบรนด์เซรามิคที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ นอกจากเพื่อสร้างทางเลือกด้านความงามแล้ว ยังตอบโจทย์ลูกค้าหลายรายที่ให้ความเห็นว่าพลาสติกดูไม่เป็นธรรมชาติ  เขาจึงพัฒนา Antpad เซรามิคขึ้นมา และต่อไปก็จะมองหาวัสดุอื่นๆ อีก เช่น ไม้ เป็นต้น และเขายังสังเกตเห็นความต้องการที่นอกเหนือจากการใช้งานในบ้านอีก ซึ่งจะเป็นลูกค้ากลุ่มใหม่ในอนาคต “เช่น ร้านอาหาร และร้านกาแฟ ซึ่งมีปัญหาเรื่องมดคล้ายๆ กัน ร้านกาแฟบางร้านเดินเข้าไป ลองสังเกตหลังร้าน ตรงที่เขาชงกาแฟ เขาจะเอาถาดใหญ่ๆ เทน้ำไว้ แล้วเอาทุกอย่างวางลอยไว้กลางถาดนั้น เห็นได้ชัดว่าทำเพื่อไม่ให้มดขึ้น ซึ่งร้านอาหาร ร้านกาแฟมีความต้องการนี้อยู่ ถ้าสามารถออกแบบให้รองรับได้ ก็จะมีตลาดส่วนนี้เพิ่มขึ้นมา” และสำหรับปัญหาในใจหลายคนว่า กันมดได้แล้ว คิดจะทำอะไรที่ป้องกันแมลงรบกวนอื่นๆ อีกหรือไม่? ศิรวิชญ์บอกว่า คิดแน่นอน เพราะนี่คือคำถามที่ลูกค้าส่วนใหญ่ถามกลับเสมอ “กันมดได้เหรอ แล้วกันแมลงสาปได้ไหม กันจิ้งจก กันยุงได้ไหม จริงๆ สูตรเดิม ถ้าปรับอีกนิดก็จะสามารถกันแมลงสาปได้ แต่อันนี้ต้องทดลองสูตรก่อน ต้องทดลองจริงให้แน่ใจ ต้องปรับสูตร และรูปแบบของผลิตภัณฑ์ด้วยครับ” ช่องทางการติดต่อแบรนด์ ติดต่อ Dreamleaf คุณศิรวิชญ์ บุญซื่อ โทร. +6699-645-8245 Email: Cravt@yahoo.com Website: dreamleaf.net
Posted on 02 July 2018
0 0
ธงธน ฐิติกวิน คือนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์รุ่นใหม่ที่มีผลงานเป็นที่น่าจับตามากที่สุดคนหนึ่ง เรารู้จักกับเขาผ่านโครงการ Debut by TCDCCONNECT ครั้งที่ 15 ที่เขานำผลงานเก้าอี้เอ๊าท์ดอร์ ‘ตานี’ ที่ทำให้กับแบรนด์ Hawaii Thai ไปนำเสนอ ปัจจุบันนักออกแบบหนุ่มคนนี้ก่อตั้งสตูดิโอของตนเองแล้วในชื่อ Step Design Studio พร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากงานประจำในตำแหน่ง Design Researcher ให้แบรนด์ Modernform ไปด้วย พลิกแพลงวัสดุเดิมของลูกค้า เพิ่มมูลค่าด้วยสุนทรียะใหม่ ธงธนย้อนเล่าให้ฟังว่าเขาเองมีความสนใจเรื่องการทดลองวัสดุใหม่ๆ กับงานเฟอร์นิเจอร์มาตั้งแต่สมัยเรียนที่ KMUTT โดยในช่วงที่ทำวิทยานิพนธ์เขาได้รับโอกาสจากแบรนด์ Hawaii Thai ในการร่วมทดลองพัฒนาเก้าอี้เอ๊าท์ดอร์ดีไซน์ใหม่ (ซึ่งก็คือเก้าอี้ ‘ตานี’ ) จนโด่งดังกลายเป็นงานสร้างชื่อให้กับเขา “เก้าอี้ตานีตัวแรกนั้นผมลองส่งประกวดไปในหลายเวที ทั้งที่ประเทศไทย สิงคโปร์ ฮ่องกง ปรากฏว่าได้รับความสำเร็จกลับมาหมด” ธงธนบอกว่าผลงานนี้นอกจากจะนำแรงบันดาลใจมาจากใบกล้วยตานีแล้ว เขาได้ทดลองนำท่ออลูมิเนียมเหลือใช้จากโรงงานมาหล่อขึ้นใหม่ให้เป็นโครงชิ้นเดียว และใช้เส้นหวายเทียม (ที่โรงงานมีอยู่เดิม) มาดีไซน์ลวดลายการสานใหม่ให้เป็นเบาะนั่งและพนักพิง “มันจะมีความเป็น art piece หน่อยๆ ครับ ซึ่งทาง Hawaii Thai เขาไม่ได้วางขายในตลาดแมส ถ้าลูกค้าเจ้าไหนสนใจก็ต้องสั่งผลิตเป็นตัวๆ ไป” ธงธนพูดถึงผลงานเชิงพาณิชย์ชิ้นแรกที่เขาภาคภูมิใจ เวลาที่ทำงานในโปรเจ็กท์ของตัวเอง (ในนาม Step Design Studio) สิ่งที่ธงธนนำเสนอกับลูกค้าของเขาคือ การศึกษาลงลึกถึงวัสดุและการผลิตที่ลูกค้ามีอยู่เดิม เพื่อจะ ‘พลิกแพลง’ จุดแข็งหรือข้อจำกัดเหล่านั้นด้วยสุนทรียะใหม่ “งานของผมจะเน้นที่การเพิ่มมูลค่าสินค้าภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่นั่นแหละครับ ความท้าทายคือเราจะผสมผสานวัสดุหรือเทคนิกที่มีอยู่แล้วให้มันลงตัวกับดีไซน์ใหม่ๆ ได้อย่างไร โดยที่เราไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงสายการผลิตของลูกค้ามากนัก แต่ผลลัพธ์ก็ต้องเกิด ‘ความใหม่’ และ ‘ความว้าว’ ขึ้นมาด้วย นี่คือแนวทางการพัฒนาสินค้าทั้งคอลเล็กชั่นของผม” Design Research กลไกสร้างความต่างอย่างเหนือชั้น เมื่อถามถึงการทำงานในฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) ที่ Modernform ธงธนแสดงทรรศนะว่าเขาเองเล็งเห็นถึงความสำคัญของกระบวนการ R&D เป็นอย่างมาก และเชื่อว่าผู้ผลิตสินค้าดีไซน์ในประเทศไทยก็หันมาใส่ใจกับการทำงานในส่วนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ “ถ้าเทียบกับในต่างประเทศ ผมว่าเมืองไทยเรามีนักออกแบบมากพอครับ มีล้นเลยแหละ แต่เรามีนักออกแบบที่ทำ R&D เป็นจริงๆ ในจำนวนจำกัด” เขาขยายความว่างาน R&D หรือส่วนวิจัยการออกแบบนี้หมายถึงการที่ดีไซเนอร์จะต้องลงไปศึกษาพฤติกรรม การใช้งาน วิถีชีวิต รวมถึงความต้องการต่างๆ ของผู้ใช้เป้าหมายได้อย่างละเอียด ก่อนที่จะเริ่มต้นกระบวนการออกแบบหรือสร้างสรรค์สิ่งใดๆ ก็ตาม “ถ้าเราจะผลิตเก้าอี้ขึ้นใหม่สักตัวให้มันน่าซื้อ หัวใจคือเราต้องเริ่มไปพูดคุยกับคนที่เป็นลูกค้าเป้าหมาย หรือคนที่ใช้เก้าอี้ลักษณะนั้นอยู่แล้วก่อน ต้องรู้ว่าเขาคาดหวังอะไรจากมันบ้าง เขาใช้งานมันอย่างไรในชีวิตจริง เช่น วันหนึ่งนั่งกี่ชั่วโมง เคลื่อนย้ายมันบ่อยมั้ย ฯลฯ ซึ่งบางทีการใช้งานของลูกค้าอาจจะไม่เหมือนที่ดีไซเนอร์คิดไว้ในหัวเลยก็ได้” “ข้อมูลพวกนี้ล่ะครับที่จะทำให้ดีไซเนอร์สร้างงานได้ตรงใจลูกค้ามากขึ้น ขายของได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่ว่าไปรับโจทย์จากโรงงานมาแล้วนึกอยากทำอะไรก็ทำ สวยแล้วถือว่าเสร็จ แต่สุดท้ายมันอาจไม่ตอบโจทย์ใครเลย แล้วก็มานั่งบ่นกันว่าขายไม่ดี” ธงธนเชื่อว่าการวิจัยพัฒนางานออกแบบ คือกลไกที่จะสร้างเรื่องราวและความเชื่อมโยง (กับชีวิต) ให้งานดีไซน์หนึ่งๆ ได้ดีที่สุด และจะเป็นกลยุทธิ์ระยะยาวที่ทำให้ผู้ประกอบการสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งได้ “แม้ในวันที่งานดีไซน์คุณถูกก๊อปคุณก็ยังมีข้อได้เปรียบ เพราะคนที่ก๊อปคุณไปเขาไม่ได้รู้ที่มาของสิ่งๆ นั้น ส่วนคุณมีเรื่องราวสารพัดที่จะสื่อสาร มีเหตุผลลึกซึ้งที่จะอธิบายทุกรายละเอียด นั่นล่ะคือสิ่งที่โน้มน้าวลูกค้า(ชั้นดี)ให้ยอมจ่ายได้ มูลค่ามันอยู่ในกระบวนการที่นำมาซึ่งดีไซน์นั้นด้วย”   Aesthetic + Human Factor สองหัวใจสื่ออัตลักษณ์ไทยในดีไซน์สากล ‘ความรู้สึกไทยๆ’ คือสไตล์ที่ธงธนหลงใหลเป็นพิเศษ เขาค้นพบว่าตนเองชื่นชอบที่จะนำ ‘Thai Aesthetic’ เช่นในงานศิลปหัตถกรรมมาประยุกต์สู่การสร้างภาพภายนอกของเฟอร์นิเจอร์ “แต่ไม่ใช่ว่าต้องไทยแท้นะครับ ผมชอบกลิ่นอายไทยๆ ในความเป็นสากล แบบที่คนต่างชาติเขาสัมผัสได้ว่านี่มันต้องเป็นของคนไทยแน่ๆ” ธงธนเล่าพลางหัวเราะพลาง พร้อมยกตัวอย่างเก้าอี้ตานีซีรีย์ที่ 2 ที่ทำให้เขาคว้ารางวัล Design Star จากเวที IFFS ประเทศสิงคโปร์มาได้หมาดๆ“ตานีรุ่นสองนี้ผมทดลองนำอะครีลิกใสมาใช้เป็นวัสดุหลัก โดยทำแม่พิมพ์ใหม่ขึ้นมาเลย ส่วนโครงขาก็เปลี่ยนเป็นสเตนเลสสตีลเพื่อให้มันดูแวววาวหรูหราขึ้น ปิดท้ายด้วยเสน่ห์งานสานที่ผมชอบ ซึ่งคราวนี้เปลี่ยนมาใช้เส้นเอ็นใสที่ผมหามาแทนเส้นหวายเทียม" ธงธนเล่าต่อไปว่านอกจากสัมผัสความเป็นไทยที่ปรากฏในชิ้นงานแล้ว สิ่งที่ลูกค้ามองว่าเป็นเสน่ห์ในงานของเขาก็คือ ‘ความท้าทาย’ ด้านการใช้งาน เพราะด้วยรูปแบบโครงสร้างของเฟอร์นิเจอร์ที่ดูบางเบา แปลกตาจากปกติ มักจะชวนให้ผู้ใช้เกิดความสงสัย (และอยากท้าพิสูจน์) ว่ามันจะนั่งได้สบายหรือไม่? ซึ่งในประเด็นนี้ธงธนย้ำกับเราว่า ด้วยความที่เขาให้ความสำคัญกับ R&D เป็นพิเศษ จึงไม่เคยละเลยเรื่อง human factor ในการออกแบบทุกๆ ครั้ง “สำหรับผมงานดีไซน์ไม่ใช่งานอาร์ตครับ ฉะนั้นถ้าเราคิดแบบอาร์ตเกินไปมันจะขายไม่ได้ ในฐานะนักออกแบบผลิตภัณฑ์เราต้องคิดให้ครบทุกแง่มุม เช่นต้องดูสวยงามลงตัว ต้องผลิตได้จริง นั่งได้จริง นอนได้จริง ฯลฯ มันถึงจะเกิดศักยภาพเชิงพาณิชย์ขึ้นได้”ความท้าทายในอนาคต สำหรับแผนการในอนาคตอันใกล้ ธงธนแย้มว่าเขากำลังปลุกปั้นคอลเล็กชั่น dining set ให้กับแบรนด์เล็กๆ ของตัวเอง โดยตั้งใจจะนำผลงานไปร่วมแสดงที่เชียงใหม่ดีไซน์วีคในช่วงปลายปี 2561 “โปรเจ็กท์นี้ผมร่วมมือกับโรงงาน metal sheet ที่เขาถนัดเรื่องการพับอลูมิเนียม พับสเตนเลสอะไรพวกนี้ครับ กะว่าจะทำไลฟ์สไตล์โปรดักท์สักชุดหนึ่งไปลองตลาดดู เป็น dining set ที่ใช้บนโต๊ะอาหารทั้งหมด” ธงธนปิดท้ายให้พวกเราคอยติดตามผลงานสนุกๆ ของเขาต่อไป เกร็ดคิดปิดท้ายจากการพูดคุยกับ ธงธน ฐิติกวิน - Designer-Maker คือแนวทางการเติบโตของนักออกแบบในอนาคต การเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และเทคนิกฝีมือช่าง คือการสะสมความได้เปรียบในชีวิตนักออกแบบ จงแสวงหาโอกาสและลงทุนเวลาเพื่อให้ตัวเองได้เรียนรู้อยู่เสมอ - ความใหม่ (Newness) สำคัญกว่าที่หลายคนคิด เพราะในวันที่ตลาดดีไซน์มีสินค้าออกมาแข่งขันกันตลอดเวลา รายละเอียดเล็กๆ ที่ทำให้คนรู้สึก ‘ว้าว’ จะเป็นสิ่งมีค่าในเชิงการตลาด ผู้คนจะจดจำมันได้มากและนานขึ้น มีสื่อมวลชนให้ความสนใจ ฯลฯ ซึ่งล้วนส่งผลให้งานดีไซน์นั้นมีโอกาสประสบความสำเร็จด้านการขายมากกว่าคู่แข่ง คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ Step Design Studio  
Posted on 16 July 2018
0 0
Masahiro: แบรนด์เสื้อผ้ากีฬาของเด็กไทยหัวใจฮีโร่ เนื่องด้วยเทรนด์การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในทุกเพศทุกวัย การออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬาเป็นหนึ่งในวิธีการดูแลสุขภาพที่ทำได้ง่ายที่สุด เพราะแค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกายแล้ว กระแสแฟชั่นเสื้อผ้ากีฬาจึงได้รับความนิยมตามไปด้วย ในปัจจุบันแฟชั่นเสื้อผ้ากีฬา นอกจากความสวยงามแล้ว เรื่องของนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ ของเสื้อผ้ากีฬา ก็มีส่วนเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการเล่นกีฬาหรือการออกกำลังกาย และมีส่วนช่วยลดข้อจำกัดบางอย่างของเสื้อผ้ากีฬาที่เคยมีในอดีต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลรักษา ความสะดวกสบายในการสวมใส่ ฯลฯ แต่นวัตกรรมและเทคโนโลยีของเสื้อผ้ากีฬาเหล่านั้น มักจะตามมาด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงเสมอ วันนี้ทางทีมงาน tcdcconnect ได้มีโอกาสเข้ามาสัมภาษณ์คุณธนาทร สุวรรณกิจ ผู้ก่อตั้งและกรรมการของแบรนด์ Masahiro (มาซาฮีโร่) แบรนด์เสื้อผ้ากีฬาไทยใจดีที่พยายามลดข้อจำกัดเรื่องราคาให้แก่เสื้อผ้ากีฬาของไทย เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงเสื้อผ้ากีฬาที่ดี มีคุณภาพให้แก่เด็กและเยาวชนของไทย โดยคุณธนาทร เล่าให้ทาง tcdcconnect ฟังว่า ตัวเองนั้นจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเครื่องกล จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และจบปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยพายัพ และเริ่มชีวิตทำงานในตำแหน่งวิศกรพัฒนาเครื่องจักร เลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการแผนกบำรุงรักษา ก้าวหน้าในหน้าที่การงานจนเป็นผู้จัดการแผนกผลิต ภายใต้บริษัทเครือซิเมนต์ไทย ก่อนจะตัดสินใจลาออกจากงาน เพื่อมาทำธุรกิจของตนเอง ภายใต้ชื่อบริษัท มาซาฮีโร่ จำกัด จุดเริ่มต้นของการเป็นฮีโร่ แรกเริ่มเดิมทีของการเริ่มต้นธุรกิจของบริษัท เริ่มต้นจากการเป็นบริษัทผู้จัดจำหน่ายเสื้อผ้าลิขสิทธิ์ซุปเปอร์ฮีโร่ และพวกตัวการ์ตูนญี่ปุ่นก่อน หลังจากนั้นก็ต่อยอดมาเป็นบริษัทผู้ผลิต ก่อนจะมีความคิดว่า “ทำไมเราไม่ทำอะไรให้เด็กๆ บ้าง นอกจากเสื้อผ้าการ์ตูน” ด้วยความคิดนั้น ทำให้แบรนด์ได้เริ่มต้นที่จะทำชุดเสื้อผ้ากีฬาและเสื้อชุดความรู้ออกมา เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กและเยาวชน โดยในชุดกีฬาของแบรนด์ จะตั้งชื่อว่า “Sport Hiro” ซึ่งในความหมายของแบรนด์นั้น คำว่า “Sport” ไม่ได้มีความหมายว่า “กีฬา” เพียงอย่างเดียว แต่มีความหมายลึกซึ้งไปกว่านั้น คือหมายถึง “ความมีน้ำใจเป็นนักกีฬาและความใจกว้าง” ส่วนคำว่า “Hiro” ก็คือคำว่า “ฮีโร่” แต่ออกเสียงเป็นสำเนียงแบบญี่ปุ่น เพื่อให้คล้องจองกับชื่อบริษัท Masahiro เพราะ แบรนด์เองต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็กๆ ในเรื่องของการเป็นฮีโร่ เป็นคนดี เป็นคนเก่ง และเป็นคนมีน้ำใจ โดยมีนิยามในการทำงานคือ “Keep Walking” ชุดเสื้อผ้ากีฬาที่ทำให้เด็กไทยทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย คุณธนาทรมีความฝันว่า “อยากทำแบรนด์ที่ทำชุดกีฬาที่ดี ซึ่งจริงๆแล้วต้องการให้เป็นชุดกีฬาที่ดีมากๆด้วย เพื่อให้เด็กๆได้ใส่” โดยตั้งเป้าหมายของแบรนด์ไว้ว่า “อยากทำชุดกีฬาที่มีคุณภาพในระดับ World Class ให้เด็กๆได้ใส่” พูดง่ายๆ คือ ชุดเสื้อผ้ากีฬาของแบรนด์จะเป็นอะไรที่สามารถให้เด็กทั่วๆไป ได้มีโอกาสใช้ มีโอกาสเข้าถึง โดยแบรนด์ตั้งใจจะทำชุดเสื้อผ้ากีฬาที่มีราคาถูก แต่เป็นชุดเสื้อกีฬาที่มีนวัตกรรม เช่น สามารถระบายอากาศได้ดี มีสีสันสดใส ยากแก่การซีดจาง ดูแลรักษาง่าย ซักง่าย และแห้งเร็ว เป็นต้น นอกจากนี้ แบรนด์ยังมีการพัฒนาเสื้อผ้าชุดกีฬาในรุ่นที่เป็นแอนตี้แบคทีเรียและอื่นๆ เพื่อตอกย้ำความเป็น แบรนด์และความเป็น Hiro ต่อไป โดยแบรนด์ได้มีการขอ Certificate มากมาย เพื่อใช้ในการรับรองมาตรฐานต่างๆ ที่แบรนด์มี ไม่ว่าจะเป็นใบรับรองมาตรฐานสินค้า Coolmode เพื่อยืนยันว่าสินค้าของแบรนด์ใส่แล้วเย็นสบายจริงๆ ใบรับรองมาตรฐานการใช้แรงงานไทย ใบรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียว และใบรับรองมาตรฐาน Thailand Trust Mark (T Mark) เพื่อเป็นการยืนยันว่า นอกจากความตระหนักต่อสินค้าที่ดี มีคุณภาพของแบรนด์แล้ว แบรนด์ยังมีการใช้แรงงานที่เป็นธรรม มีความตระหนักต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอีกด้วย โดยคุณค่าสินค้าของแบรนด์จะเน้นไปที่ประโยชน์จากการใช้สอยที่เกินราคาเป็นสำคัญ รูปแบบการดำเนินธุรกิจของ Masahiro คุณธนาทรมองว่าโอกาสและความเป็นไปได้ทางธุรกิจของแบรนด์ ณ ตอนนี้ยังสามารถเติบโตได้อีกมาก หลังจากที่ล้มลุกคลุกคลานไปเมื่อหลายปีก่อน แต่ในปัจจุบันธุรกิจของแบรนด์ก็กลับมาอยู่ในช่วงเริ่มเดินใหม่ได้อีกครั้ง โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มผู้ปกครองที่มีเด็กๆ และกลุ่มเด็กๆ ในปัจจุบันนี้ และมีช่องทางการเข้าถึงลูกค้าหรือทำการตลาดผ่านช่องทาง Modern trade เป็นหลัก ส่วนเรื่องสถานะของแบรนด์ในตอนนี้แบรนด์ยังเป็นผู้ผลิตที่ไม่มีโรงงานผลิตสินค้าได้เอง ส่วนมากจะเน้นไปทางการออกแบบสินค้า พัฒนาสินค้า เตรียมวัตถุดิบ และตรวจสอบคุณภาพสินค้า รวมไปถึง Outsource งานไปให้ Partners  ส่วนเรื่องของอุปสรรคในการทำธุรกิจ น่าจะเป็นเรื่องการที่แบรนด์ยังไม่มีความชำนาญและเชี่ยวชาญในการทำ Marketing เท่าไรนัก บวกกับเรื่องของเงินลงทุนที่มีค่อนข้างจำกัด แต่แบรนด์ก็ไม่ได้นิ่งเฉยต่อปัญหาและอุปสรรคดังกล่าว โดยแบรนด์ได้พยายามหาวิธีการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคเหล่านั้น ผ่านการขอความช่วยเหลือจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาช่วย เป็นต้นว่า ธนาคารและหน่วยงานรัฐ โดยดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนเรื่องของแผนการในอนาคตของแบรนด์ แบรนด์ตั้งเป้าไว้ว่าจะมีการขยายตลาดไปในตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น โดยจะทำตลาดในรูปแบบของ E-commerce แบรนด์จะพัฒนาสินค้าให้มีนวัตกรรมมากขึ้น ควบคู่ไปกับการพัฒนากระบวนการควบคุมการผลิต เพื่อพัฒนาไปสู่การทำ ISO ต่อไป Masahiro VS การสร้างเครือข่ายธุรกิจ แบรนด์มองเรื่องการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจเปรียบเสมือนเหมือนการมี Partners ที่ดี ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการทำกิจการได้อย่างมาก เพราะการรวมกันเป็นทีมทำให้เราทรงพลัง!!! ซึ่งในอนาคตแบรนด์มองว่าวงการธุรกิจเสื้อผ้ากีฬาไทย จะเกิดการแข่งขันจากต่างประเทศที่มีความเข้มข้นมากขึ้น เนื่องจากค่าแรงที่ถูกกว่าของประเทศเพื่อนบ้าน การขนส่งที่สะดวกสบายมากขึ้น จะทำให้สินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาขายในไทยได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้แบรนด์เองต้องปรับตัวค่อนข้างมากทั้งทางด้านDesign และนวัตกรรม ซึ่งแบรนด์มองว่าสองสิ่งนี้ น่าจะเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับวงการธุรกิจเสื้อผ้ากีฬาของไทยได้ ฉะนั้นการสร้างเครือข่ายธุรกิจของแวดวงเสื้อผ้ากีฬาไทย เพื่อช่วยกันพัฒนาทั้งสองตัวช่วยที่กล่าวไป เป็นเรื่องที่สำคัญ เกร็ดข้อคิดปิดท้าย “ตั้งมั่นในความเป็นธรรม   มุ่งมั่นในความเป็นเลิศ เชื่อมั่นในคุณค่าของคน      ถือมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม” อันนี้เป็นอุดมการณ์ของเครือซิเมนต์ไทยที่คุณธนาทรมองว่าเหมาะสมกับการยึดถือไว้สำหรับการสร้างแรงบันดาลใจ นอกจากนี้ ยังมีข้อความที่แบรนด์อยากฝากอะไรถึงนักออกแบบรุ่นใหม่คือ “ขอให้พยายามต่อไป อย่าล้มเลิก ให้เดินไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถึง” คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ  Masahiro        
Posted on 17 July 2018
11 0
โทน Collection: ต่อยอดจากวิถีชุมชนสู่งานออกแบบที่ร่วมสมัย   หลายครั้งที่ผลงานจากการประกวดของนิสิตนักศึกษา สามารถต่อยอดไปสู่ผลงานการออกแบบเชิงพาณิชย์ได้ และหลายครั้งที่วิถีชีวิตและภูมิปัญญาของแต่ละชุมชนของไทย สามารถต่อยอดไปสู่ผลงานการออกแบบที่ร่วมสมัย เมื่อความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ผสมผสานกับความชำนาญและภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนในแต่ละพื้นที่ เรื่องราวดีดีก็มักจะเกิดขึ้นมา วันนี้ทางทีมงาน TCDCCONNECT ได้มีโอกาสมาพูดคุยกับ 3 นักออกแบบเลือดใหม่ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Tone Collection ได้แก่ คุณจุมพล โซ่เจริญธรรม (เน็ท) คุณภควัต วิชัยคัทขะ (โบ๊ท) และคุณอภิสรา ห่อไพศาล (อัน) โดยทั้งสามคนเพิ่งสำเร็จการศึกษาจากภาควิชาศิลปอุตสาหกรรม คณะสถาปัตย??????กรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งตอนที่ทั้งสามคนกำลังเรียนอยู่นั้น ก็ได้มีโอกาสร่วมงานกันในหลายครั้งอยู่ ทั้งโปรเจ็คในมหาวิทยาลัยเองและงานประกวดต่างๆ หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว แต่ละคนก็แยกย้ายไปทำงานตามความชอบและความถนัดของตัวเอง เพื่อเก็บเกี่ยวและสะสมประสบการณ์จากการทำงาน แต่ก็ยังกลับมาทำงานร่วมกันในโอกาสต่างๆ หรืองานประกวด ทั้งสามคนยังบอกกับทางทีมงาน TCDCCONNECT อย่างถ่อมตัวอีกว่าแบรนด์ Tone Collection ยังนับว่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของพวกเราทั้งสามคนอยู่ ยังไม่เรียกว่าเป็นความสำเร็จแต่อย่างใด ไปไงมาไงถึงกลายเป็น “โทน Collection” ได้ แรกเริ่มเดิมทีของที่มาของแบรนด์ โทน Collection เกิดมาจากผลงานของเราทั้งสามคนในงานประกวด Thailand Local Tourism Design Awards 2017 ที่จัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาสินค้าท่องเที่ยวชุมชน นับว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้พวกเราทั้งสามคนได้ใกล้ชิดกับชุมชน โดยพวกเราได้เลือก “หมู่บ้านทำกลอง” ของตำบลเอกราช อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง มาเป็นชุมชนเป้าหมายที่พวกเราจะเข้าไปร่วมทำงานด้วย โดย “โทน collection” เป็นงานออกแบบที่ได้มาจากการหาความเป็นไปได้จากทักษะภูมิปัญญาการทำกลองของหมู่บ้านทำกลองแห่งนี้ ผ่านการศึกษา พูดคุย สังเกต และทดลองไปพร้อมๆ กับคนในชุมชนอย่างใกล้ชิด จนสามารถสร้างสรรค์ขึ้นเป็นผลงานผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุนี้ทำให้พวกเราทั้งสามคนตั้งใจที่จะต่อยอดแนวความคิดนี้ให้แข็งแรงขึ้นในรูปแบบของแบรนด์ ต่อยอดแนวคิดในงานออกแบบนี้ต่อไป โดยมีจุดมุ่งหมายว่า “งานออกแบบของแบรนด์จะไม่เปลี่ยนแปลงวิถีเดิมของชุมชน และสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ด้วยการศึกษาและทดลองหาความเป็นไปได้ต่างๆรวมถึงสามารถบอกเล่าถึงเรื่องราวที่ต้องการถ่ายทอดผ่านงานออกแบบของแบรนด์อย่างจริงใจ” ผ่านนิยามในการทำงานของแบรนด์ ที่จะเน้นในเรื่องของการลองผิดลองถูกกับงานออกแบบ พยายามหาสิ่งใหม่ๆ เข้ามาผสมผสานกับของเดิมที่มีอยู่ เพื่อสร้างสรรค์ของอะไรใหม่ๆ ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของอะไรบางอย่าง หรืออาจจะช่วยพัฒนาสิ่งที่แบรนด์เข้าไปมีส่วนร่วมให้ดีขึ้นและเกิดประโยชน์มากขึ้น “โทน Collection” กำลังทำอะไรอยู่ จากจุดยืนของแบรนด์ พวกเราตั้งเป้าหมายไว้ว่า “จะพยายามทำให้สินค้าจากชุมชน มีพลังที่จะเล่าวีถีชีวิต ความเป็นอยู่ และงานฝีมือเฉพาะถิ่นให้ได้ด้วยตัวเองอย่างเต็มที่” โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักที่วางไว้คือ กลุ่มลูกค้าโปรเจ็คในส่วนของการตกแต่งภายใน อาทิ โรงแรม คาเฟ่ต่างๆ ที่มีการตกแต่งสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ที่แบรนด์ออกแบบ ส่วนกลุ่มเป้าหมายรองคือ กลุ่มลูกค้าบุคคลทั่วไปที่รักการตกแต่งบ้านและสนใจในงานฝีมือ ซึ่งแบรนด์ก็ได้ออกแบบสินค้าที่ชิ้นเล็กลงมา เพื่อให้ลูกค้ากลุ่มนี้ได้หยิบจับซื้อขายได้ง่ายขึ้น ซึ่งแบรนด์เองกำลังมองหาโอกาสในการร่วมงานกับหน่วยงาน ผู้ประกอบการ รวมไปถึงกลุ่มคนต่างๆ ที่ทั้งสองฝ่ายจะสามารถใช้ความรู้และความสามารถร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ออกมาได้ ซึ่งจากผลงานที่ผ่านมาของ  แบรนด์นับเป็นโอกาสในการแสดงตัวตนของพวกเรา ทำให้พวกเราได้เรียนรู้ศาสตร์ในเชิงธุรกิจ ซึ่งจะสามารถต่อยอดความเป็นไปได้ทางธุรกิจของแบรนด์ออกไปได้อีก และต้องไม่ลืมเรื่องของความยั่งยืนของระบบที่แบรนด์เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย รวมถึงแบรนด์ก็ยังพยายามหาโอกาสในการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ทั้งจากงานประกวด การไปออกงานต่างๆ รวมถึงช่องทาง social media ต่างๆ ทั้ง Facebook และ Instagram เพื่อให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น ในทางตรงกันข้าม ในตอนนี้แบรนด์เองก็ยังมีอุปสรรคอยู่บ้างคือ เรื่องของการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเพื่อการจำหน่ายสินค้า เนื่องจากแบรนด์เองยังเป็นมือใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์ในเชิงพาณิชย์ ทุกอย่างที่พบเจอจึงเป็นเรื่องใหม่สำหรับแบรนด์เรา โดยการไปออกงานในแต่ละครั้ง ทำให้แบรนด์ได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันกับผู้ค้ารายอื่น ซึ่งแบรนด์ก็เรียนรู้จากข้อดีข้อด้อยจากที่พบเจอ โดยเลือกข้อดีมาเป็นต้นแบบ และแบรนด์เองก็ได้เห็นปัญหาหรือข้อด้อย โดยแบรนด์เองก็นำปัญหาหรือข้อด้อยเหล่านั้นมาค่อยๆ ปรับปรุงแก้ไข เพื่อพัฒนาแบรนด์ต่อไป “โทน Collection” แต่ไม่โทนในเครือข่ายธุรกิจ อย่างที่บอกไปในตอนแรกเลยว่า แบรนด์ “โทน Collection” กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ตัวสินค้าก็กำลังเริ่มวางจำหน่าย แต่ยังไม่มีช่องทางการขายที่ชัดเจนเท่าไรนัก เนื่องจากแบรนด์เองไม่ได้วางตัวเองให้เป็นพ่อค้า พวกเราเป็นนักออกแบบ และนี่เป็นเพียงโปรเจ็คหนึ่งของพวกเราเท่านั้น ในอนาคตพวกเรามีแนวคิดจะต่อยอดทั้งโปรเจ็คนี้และสร้างสรรค์โปรเจ็คใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งยังต้องคำนึงถึงความเป็นธุรกิจให้มากขึ้นด้วย ส่วนวเรื่องของการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ตอนนี้แบรนด์เป็นเหมือนคนกลางระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคที่ต้องสร้างสรรค์หรือพัฒนาบางอย่างจากฝั่งผู้ผลิตเพื่อนำมาสู่ฝั่งผู้บริโภค การรู้จักกลุ่มผู้ที่มีส่วนร่วมในหลากหลายกลุ่ม ก็เปรียบเสมือนเป็นเหมือนช่องทางที่แบรนด์สามารถเข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกันหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดความสร้างสรรค์ใหม่ๆ และที่สำคัญคือ การเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ซึ่งกันและกัน จะทำให้ทุกฝ่ายในเครือข่ายธุรกิจสามารถก้าวไปข้างหน้าด้วยกันได้ ความคิดเห็นต่อธุรกิจสร้างสรรค์วงการออกแบบสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทยในอนาคต แบรนด์มองว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ธุรกิจสร้างสรรค์กำลังตื่นตัว ซึ่งเห็นได้จากการมีผลงานออกแบบที่น่าสนใจเกิดขึ้นมามากมาย แต่อย่างไรก็ดี สำหรับมุมมองทางธุรกิจ “การขายได้” คือ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ควรคำนึงถึงด้วย ซึ่งในอนาคตแบรนด์เชื่อว่าจะมีการปรับตัว เพื่อเน้นไปที่การขายเป็นหลัก แต่ก็ไม่ทำให้ความคึกคักของความสร้างสรรค์ในงานออกแบบนั้นสูญหายไป สิ่งที่แบรนด์ต้องคำนึงถึงอีกเรื่องหนึ่งคือ มุมมองของผู้บริโภค ที่แต่ละแบรนด์จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจในการออกแบบ โดยส่งผ่านและนำเสนอสิ่งที่มีคุณค่าอย่างจริงใจสู่ผู้บริโภค รู้จัก TCDCCONNECT ได้อย่างไร ผู้ก่อตั้งแบรนด์ทั้งสามคนต่างก็เป็นสมาชิกกับทาง TCDC และใช้บริการ TCDC ตั้งแต่เรียนอยู่ จึงได้รับข่าวสารจาก TCDC และ TCDCCONNECT อยู่เสมอ ต่อมาแบรนด์ “โทน Collection” ได้รับคัดเลือกจากโครงการ THAI AIM ของสํานักงานส่งเสริมรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับองค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง รวมทั้งได้รับสิทธิ์เข้าร่วมแสดงผลงานบน Debut Wall ครั้งที่ 15 ของ TCDC ด้วย เกร็ดข้อคิดปิดท้าย “ไม่ต้องรอให้พร้อมที่สุด ลงมือทำเลย!!!” ฝากอะไรถึงนักออกแบบรุ่นใหม่ “ปัจจุบันมีช่องทางในการแสดงตัวตนมากมาย ทั้งงานประกวดและสื่อต่างๆ ที่เราสามารถเข้าถึงได้ง่ายและสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เพื่อแสดงตัวตนของเราออกมา และอย่าลืมว่าผู้คนที่เห็นผลงานของเรา เขาก็จะประเมินเราอยู่ตลอดเวลา และเมื่อมีโอกาสเข้ามา ก็ต้องทำให้ดีที่สุด ทุกอย่างที่เราทำ ก็เพื่ออนาคตของเราเอง” คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ  Tone Collection    
Posted on 17 July 2018
0 0
มาสมัวแซลล์ ความใส่ใจดั่งหญิงสาวผู้รักษ์โลก  ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา TCDC Connect ได้มีกิจกรรม Debut Wall ครั้งที่ 15 เพื่อเปิดเวทีให้ดีไซเนอร์และเหล่าผู้ประกอบการที่มีวิสัยทัศน์ของไทย เข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในแบรนด์ เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจ และสร้างกำลังใจในผลงานของคนไทย ที่มีความสามารถจนเป็นที่จับตาต่อตลาดต่างชาติ  ซึ่งหนึ่งในแบรนด์ที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ คือ แบรนด์ MAZMOIZELLE  มาสมัวแซลล์ ผู้ผลิตสินค้ากระเป๋า ไปจนถึงข้าวของเครื่องใช้สุดคลาสสิค จนอดใจไม่เป็นเจ้าของซักชิ้นคงไม่ได้ เป็นโอกาสที่ดีของ TCDC Connect ที่ได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณสุภาวดี แก้วคำ เจ้าของแบรนด์และดีไซเนอร์ผู้เริ่มต้นธุรกิจแบรนด์มาสมัวแซลล์ กระเป๋าจากวัสดุไม้ค็อก ซึ่งปัจจุบันสามารถพัฒนาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย จนกลายเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ตลาดคนรุ่นใหม่ จากแพ็คเกจจิ้งสู่สินค้ารักษ์โลก แบรนด์ MAZMOIZELLE? มาสมัวแซลล์ ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศส ที่ใช้แทนหญิงสาว จึงเปรียบเสมือนความใส่ใจและประณีตในผลงานดั่งผู้หญิง แต่อยู่ในภาพของผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คนทุกเพศทุกวัย การสร้างจุดยืนในเนื้องานด้วยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงเป็นที่มาของสินค้าที่สร้างประสบการณ์การใช้งานที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ และทรัพยากรเหลือทิ้งอย่างไม้ค็อก ไม้ค็อกเป็นวัสดุจากเปลือกไม้ ซึ่งมีคุณสมบัติทนทาน กันน้ำ กันฝน กันกระแทก คุณสภาวดี เจ้าของแบรนด์ กล่าวว่า “เราเริ่มจากตรงที่กระแสคนรักษ์โลก เราจึงเน้นวัสดุไปในทางอีโค่ แต่อีโค่นี้ไม่ได้แค่หมายถึงการเลือกวัสดุเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการใส่ใจในกระบวนการผลิต เราจะออกแบบให้ลดวัสดุเหลือใช้ให้น้อยที่สุด จะพยายามปรับรูปแบบแพทเทิร์นให้เหลือวัสดุเหลือทิ้งน้อยที่สุด” โดยการนำความรู้ด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เรียนมา มาปรับใช้สำหรับการแกะแบบแพทเทิร์นให้เข้ามุม คล้ายวิธีการออกแบบแพ็คเกจจิ้ง  การเลือกวัสดุรองที่นำมาใช้ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นส่วนผสมหรือกระดาษเคลือบ ต้องคำนึงถึงสิ่งที่สังเคราะห์ที่สามารถย่อยสลายได้ และไม่เกิดอันตรายต่อผู้ใช้งาน  หรือ จะเป็นวัสดุที่ใช้แล้วในกระบวนการของโรงงาน  และเอากลับมาเป็นวัสดุใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่ม การเดินทางของแบรนด์ที่ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2011 จนถึงวันนี้เป็นเวลา 7 ปี ที่ผลิตผลงานออกสู่ตลาดจากวัสดุไม้ค๊อก จนได้กลายเป็นที่จดจำในชื่อของสินค้ารักษ์โลกที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร     จากจุกไวน์สู่ของใช้ข้างตัว ไม้ค็อกเป็นวัสดุที่ไม่ค่อยได้พบเห็นในโซนเอเชีย ส่วนใหญ่เราจะเห็นวัสดุชนิดนี้ถูกใช้ในงานออกแบบของผลิตภัณฑ์แถบสแกนดิเนเวียน เนื่องจากเปลือกไม้ชนิดนี้สามารถหาได้ทั่วไปในพื้นที่ทวีปโซนยุโรป อย่างไรก็ตามการไหลตามวัฒนธรรมของสินค้าซึ่งผลิตจากไม้ค็อกที่นำไปใช้เป็นจุกไวน์บ้าง หรือรีดเป็นแผ่นเรียบสำหรับทำพื้นรองเท้าบ้าง ทำให้ประเทศไทยมีวัสดุชนิดนี้เข้ามา คุณสุภาวดี ไม่ได้มองว่าไม้ค็อกแผ่นเหล่านี้ เป็นเพียงวัสดุแค่สำหรับพื้นรองเท้า แต่คือวัสดุแห่งอนาคตที่สามารถนำนวัตกรรมเครื่องรีดเพื่อให้ได้ผืนผ้าจากไม้ค็อก สามารถเพิ่มมูลค่าด้วยการออกแบบที่เข้าถึงผู้คน โดยเริ่มต้นจากผลิตภัณฑ์ประเภทกระเป๋าภายใต้แบรนด์มาสมัวแซลล์ ที่ประณีต แข็งแรง และกันน้ำด้วยตัวคุณสมบัติของไม้ค็อก และตามมาด้วยสินค้าประเภทเครื่องแต่งกายอย่างหมวก หรือของตกแต่งบ้าน เช่น ที่ใส่ของ แผ่นรองแก้วรองจาน กระเช้า ซึ่งมีอายุการใช้งานที่คุ้มค่า คุณสุภาวดี กล่าวว่า “เราหวังว่าสิ่งที่เราทำมาตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง มันคือความใส่ใจที่ให้แก่ลูกค้า ลูกค้าที่ใช้งานสินค้าของเราก็เหมือนได้ใส่ใจไปกับเราด้วย เพียงแค่ได้ใช้สินค้าที่ดี คิดมาให้เพื่อโลกแล้ว ก็เสมือนดั่งได้ช่วยทำอะไรอย่างใดอย่างนึงให้กับโลกทางอ้อมได้เช่นกัน”           มูลค่าของสินค้าอยู่ที่การเข้าถึงและใช้งานได้จริง “เราอยากให้คนที่เห็นแบรนด์เราหรือนึกถึงโปรดักส์ของเรา อันดับแรกคือการคำนึงถึงความเป็นมิตรแก่สิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ดังนั้นเวลาเราเลือกวัสดุ เราจะนึกเสมอว่าลูกค้าจะยึดติดว่าสินค้าของเราต้องเป็นสินค้าอีโค่หรือกรีน มันจึงทำให้เราสร้างเอกลักษณ์ที่แข็งแกร่งของเราได้ชัดเจนมาหลายปี” นอกจากนี้มาสมัวแซลล์ยังยืนหยัดในสไตล์ที่คลาสสิค ไม่แฟชั่นหรือเชยจนเกินไป ร่วมสมัยในแบบที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้จริง ซึ่งการออกแบบรูปลักษณ์ใหม่ๆ บางครั้งอาจไม่จำเป็นสำหรับแบรนด์เสมอไป เนื่องจากลูกค้าของมาสมัวแซลล์ มีคาแรคเตอร์เรียบง่าย ชื่นชอบแบบคลาสสิค ด้วยเหตุผลเพราะสามารถใช้งานได้ทุกยุคทุกสมัย ไม่จำเป็นต้องแบ่งกระเป๋าตามอายุ แต่เป็นการสร้างกระเป๋าตามบุคลิกของคนเหล่านั้น เมื่อกลยุทธิ์ของแบรนด์ถูกเชื่อมโยงกับบุคลิกของคน การกระจายสินค้าก็กว่างขึ้น สามารถต่อยอดผลิตภัณฑ์ในไลน์โปรดักส์ได้หลากหลาย อีกทั้งยังตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าที่ได้แรงบันดาลใจมาจากถุงช็อปปิ้ง กระเป๋าทรงจดหมายที่ผู้ชายใช้ดีผู้หญิงใช้ก็เท่ หรือการออกแบบกระเป๋าที่มีฟังก์ชั่นสำหรับใช้งานที่หลากหลาย อย่างกระเป๋าที่มีช่องใส่ตามแกดเจ็ตของใช้ เช่น คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค ไอแพด หรือสมาร์ทโฟน อย่างไรก็ดีการเจาะรูปแบบด้านฟังก์ชั่นการใช้งาน อาจไม่สำคัญเท่ากับการเน้นหนักไปที่รูปทรงของกระเป๋า ที่ต้องสามารถถือหรือสะพายแล้วตอบโจทย์การใช้งานได้จริง ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของกระเป๋ามาสมัวแซลล์มาถึงทุกวันนี้           ความคาดหวังสำหรับแบรนด์มาสมัวแซลล์ในอนาคต อยากให้แบรนด์มาสมัวแซลล์ คงความเป็นแบรนด์อีโค่ อีกทั้งยังมุ่งหวังให้นำสินค้าจากไม้ค็อกมา Cross กับหัตถกรรมของไทย เพราะเชื่อว่าคนไทยเจ๋ง ความเจ๋งในฝีมือคนไทยนี้ ทำให้เราได้เห็นหัตถกรรมจักสานกระจูด สานไม้ไผ่ คุณค่าจากสิ่งนี้จึงสามารถนำมาผสมผสานเข้ากับแบรนด์สัญชาติไทยไว้ด้วยกัน บางครั้งเราอาจรู้จักวัสดุนั้นๆ อยู่แล้ว แต่เพียงไม่สามารถต่อยอดได้ว่าวัสดุชนิดนั้นสามารถนำมาพัฒนาหรือผลิตเป็นสินค้าอะไรได้บ้าง หรือนำวัสดุมาเพิ่มมูลค่าด้วยทักษะอื่นๆ ที่อาจคาดไม่ถึง อย่างเช่นแนวคิดของไม้ค็อกที่ไม่มีในบ้านเรา แต่เราสามารถเรียนรู้จากตัวอย่างของวัสดุชนิดนี้ เพื่อต่อยอดสู่วัสดุชนิดอื่นหรือทรัพยากรที่มีอยู่ในบ้านเราก็เป็นได้ มาสมัวแซลล์กับการร่วมกิจกรรม Debut Wall  ครั้งที่ 15  ในงาน Debut Wall แบรนด์มาสมัวแซลล์ได้มีโอกาสขึ้นไปพูด ได้โชว์แบรนด์ โชว์ศักยภาพ ทำให้คนรู้จักสินค้าเรามากขึ้น ในขณะเดียวกันเราก็เห็นศักยภาพของคนอื่น และสามารถนำไอเดียไปต่อยอดเป็นองค์ความรู้ใหม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น งาน Debut Wall เป็นงานที่ TCDC เป็นผู้จัด จึงเสมือนเป็นงานรวมตัวคนที่พูดภาษาเดียวกัน แม้บางคนจะมีพื้นฐานความรู้ที่ต่างกัน แต่เรามาเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน เราสามารถเลือกไอเดียหาสินค้าจากที่ TCDC และต่อยอดความรู้เพื่อทำธุรกิจ เราอาจได้ลูกค้าใหม่จากงานนี้ เพื่อนำสินค้าไปใช้ในหน่วยงานที่เราอาจไปไม่ถึง จนกลายเป็นกลุ่มลูกค้าใหม่ที่สามารถคุยกันได้ยาวๆ เดี๋ยวนี้งานดีไซน์ไม่เหมือนเมื่อก่อน โลกไปไกล กว้างมาก และเราสามารถเห็นสิ่งใหม่ที่สามารถทำได้อย่างไร้ขีดจำกัด หลายคนที่จะยังไม่เริ่ม คุณแค่เดินเข้ามาดูก็ได้ว่าเค้าทำกันยังไง อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ทำให้คุณอาจได้คำตอบจากงานนี้ก็เป็นได้       คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ  MAZMOIZELLE        
Posted on 26 July 2018
0 0
เรามักจะพูดกันอยู่เสมอว่า การค้นหาแรงบันดาลใจในการออกแบบมีอยู่ทุกที่ แต่จะดีแค่ไหนนะถ้าเรานำแรงบันดาลใจนี้มาสร้างสรรค์เป็นเครื่องประดับที่พกพาติดตัวไปได้ทุกที่ วันนี้ทีมงาน TCDC จึงอยากจะหยิบยกเอาผลงานของจิวเวลรี่ร่วมสมัยแบรนด์ CASO Jewelry โดย ศิริรัตน์ เจียมพจมาน หรือ คุณนิด นักออกแบบเครื่องประดับรุ่นใหม่ที่เชื่อมั่นในความงามขององค์ประกอบที่เกิดจากรูปแบบเรียบง่าย มาถ่ายทอดเป็นเครื่องประดับสุดเท่ เปรียบเสมือนงานศิลปะขนาดกะทัดรัดที่เรานำมาสวมใส่ติดตัวไปไหนมาไหนได้แบบไม่มีเบื่อ   สร้างตัวตนของแบรนด์ด้วยศิลปะ หลังเรียนจบสาขาออกแบบเครื่องประดับ จากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร แบรนด์ถือกำเนิดขึ้นจากการที่นิดได้ทดลองส่งผลงานออกแบบเข้าร่วมในโครงการ  Designer Room และได้รับการคัดเลือกจาก DITP Thailand ทั้งหมด ล้วนกลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างคอลเลคชั่นเครื่องประดับของตัวเองนับตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา จากความหลงใหลในความงามที่เกิดจากความเรียบง่าย ชื่อของ CASO จึงได้มาจากคำว่า Contemporary Arts & Sophisticate Ornament นิดได้นำแนวคิดนี้มาเป็นแกนหลักในการออกแบบเครื่องประดับที่เน้นความเป็นอาร์ตร่วมสมัย อย่างที่ได้เล่าให้ทีมงาน TCDC ฟังว่า “แบรนด์นำเสนอเครื่องประดับที่เน้นการออกแบบอย่างมีเอกลักษณ์ เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะต้องการสินค้าประดับตกแต่งเสริมบุคลิกภาพที่ไม่เหมือนใคร สวมใส่ได้ในชีวิตประจำวันด้วย” สังเกตว่าคอลเลคชั่นเครื่องประดับของ CASO ได้รวมเอาการออกแบบที่ทันสมัย และเทคนิกของงานฝีมือเข้าด้วยกัน เลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพ เช่น เงิน (Silver) หรือวัสดุทางเลือกอื่นๆ เช่น แก้ว ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับความเรียบง่าย เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่ลูกค้าจดจำได้   มองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น   มันคือโอกาส และความเป็นไปได้ของธุรกิจจิวเวลรี่ในมุมมองของนิด “ส่วนตัวมองว่าหากทำแบรนด์ เราน่าจะเริ่มต้นจากตลาดในประเทศก่อน เนื่องจากตอนที่เริ่มทำ CASO ผู้ผลิตส่วนใหญ่จะวางตัวเองเป็นโรงงานที่รับผลิตสินค้าแบบ OEM คือ รับทำงานตามคำสั่งซื้อเท่านั้น ไม่ค่อยมีแบรนด์ที่เน้นการออกแบบเอง เราจึงเห็นโอกาสที่จะผลิตเครื่องประดับที่ออกแบบเอง ด้วยรูปแบบที่ฉีกออกจากตลาดทั่วไป ถือเป็นโอกาสดีที่จะพัฒนาธุรกิจเครื่องประดับแบบนี้ในประเทศไทย” ส่วนการวาง Positioning แบรนด์เน้นกลุ่มลูกค้าที่เป็น “ตลาดเฉพาะกลุ่ม ขายความมีเอกลักษณ์ กระตุ้นผู้สวมใส่ให้เห็นคุณค่าของงานทำมือที่ให้ความเพลิดเพลิน เมื่อได้มองถึงความพิเศษในรายละเอียดของแต่ละชิ้นงาน”  เมื่อมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ และ ช่องว่างที่จะนำเสนอสินค้าให้กับผู้ซื้อในประเทศจนได้ผลที่น่าพอใจแล้ว แบรนด์จึงเริ่มมองหาตลาดต่างประเทศ เพื่อขยายธุรกิจออกไป “เราพยายามออกงานแสดงสินค้า งานดีไซน์ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มองหาสินค้าที่มีความแปลกแตกต่าง  ขยายฐานลูกค้าให้มากขึ้น” ตั้งแต่ปี 2009 แบรนด์ได้เข้าร่วมงานในต่างประเทศแทบทุกปี นอกจากนั้นแบรนด์ยังได้เข้าร่วมในงาน Hong Kong Fashion Week, Spring-Summer ในปี 2015 และได้รับคัดเลือกจากโครงการ Talent Thai เพื่อเข้าร่วมแสดงผลงาน ณ Maison & Object ประเทศฝรั่งเศสอีกด้วยภูมิใจนำเสนอ เมื่อสังเกตผลงานในแต่ละคอลเลคชั่นที่ผ่านมาของแบรนด์ จะพบอัตลักษณ์การออกแบบที่ซ่อนอยู่ในแต่ละชิ้นงาน ด้วยปรัชญาการออกแบบที่ว่า “CASO เป็นเครื่องประดับที่เน้นการใช้งานได้จริง สวมใส่ง่าย เหมาะกับการใช้งานในทุกวัน” การนำเอาแรงบันดาลใจมาถ่ายทอดด้วยรูปแบบที่มีทั้งความร่วมสมัย และ เทคนิกแบบช่างฝีมือ ผสมกันได้อย่างลงตัว เปรียบชิ้นงานที่ได้เหมือน “งานอาร์ตขนาดพกพา” ที่เราสวมใส่ไปได้ทุกที่ ตั้งแต่คอลเลคชั่นแรกจนถึงปัจจุบัน “Geoganic” หนึ่งในคอลเลคชั่นที่นิดภูมิใจนำเสนอ “ผลงานชุดนี้เป็นงานทำมือ ซึ่งให้รายละเอียดของพื้นผิว และรูปทรงที่แตกต่างกันในแต่ละชิ้นงาน ทำให้เครื่องประดับแต่ละชิ้นมีเสน่ห์จากรายละเอียดอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ได้รับแรงบันดาลใจจากความงามของรูปทรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น ก้อนหินกับการกัดเซาะ ผิวน้ำกับแสงสะท้อน สิ่งเหล่านี้ แม้จะมีรูปทรงที่คล้ายกัน แต่ก็มีรายละเอียดของความงามที่ต่างกันซ่อนอยู่ จากแนวคิดนี้ เราจึงเลือกใช้วัสดุแก้วมาทำเป็นเครื่องประดับรูปทรงเรขาคณิต โดยมีช่างฝีมือช่วยควบคุมรูปทรงของแก้วกับโลหะ ทำให้เกิดรายละเอียดของรูปทรง พื้นผิว เงาสะท้อนที่แตกต่างกันในแต่ละชิ้นงาน”   ของมันต้องมีนะ ณ จุดนี้ นิดมองว่าแบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักแล้ว และมีกลุ่มลูกค้าคอยติดตามผลงานใหม่ๆ ตลอด แบรนด์จึงมีช่องทางการขาย ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้ง่ายกับการเข้าถึงลูกค้าให้มากขึ้น สำหรับตลาดออนไลน์ สามารถติดต่อแบรนด์ผ่านทาง FB , IG หรือจะเป็นที่  website และ line official ก็ได้  นอกจากนั้นยังมีเคานเตอร์จัดจำหน่ายที่ เอ็มโพเรียม ชั้น G  และมีการขายผ่านตัวแทนในต่างประเทศ เช่น Element Jewelry ด้วย ปัจจุบันแบรนด์มีผลงานการออกแบบราว 8 คอลเลคชั่น ไอเทมยอดฮิตที่ต้องมีในทุกคอลเลคชั่น ได้แก่ แหวน สร้อยคอ ต่างหู ซึ่งมีการออกแบบแยกย่อยให้เกิดความหลากหลายในคอลเลคชั่นด้วยการใช้สีและวัสดุที่ต่างกันในแต่ละไอเทม  การตั้งราคาขายมีหลายระดับราคาตั้งแต่1,200-4,800 บาท ทำให้ลูกค้าที่สนใจมีตัวเลือกในการซื้อได้ง่ายขึ้น   เกร็ดคิดปิดท้าย ในมุมมองของแบรนด์ “การพัฒนาสินค้าให้มีรูปแบบและแนวทางเอกลักษณ์ที่ชัดเจน” ถือเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การสร้างอัตลักษณ์ที่น่าสนใจ ช่วยให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้ง่ายขึ้น สำหรับแบรนด์ CASO นั่นก็คือการนำเอาเส้นสาย มิติ  แสงเงา และพื้นผิวที่ได้จากแรงบันดาลใจในธรรมชาติ มาใช้เป็นเอกลักษณ์การออกแบบประจำแบรนด์“รับฟังความคิดเห็นจากลูกค้าที่ซื้อสินค้าเราไปใส่ แก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องของแบรนด์ พัฒนาและสร้างสรรค์ เรียนรู้อยู่สม่ำเสมอ”                                  DEBUT TALK ยังรอคุณมาเล่าเรื่องราวการออกแบบที่น่าสนใจ เวทีแลกเปลี่ยนไอเดียแห่งนี้ ยังรอนักออกแบบหน้าใหม่อย่างคุณมาแชร์ประสบการณ์ และบอกเล่าเรื่องราวของผลงานสร้างสรรค์เสมอ  ถ้าสนใจก็อย่าลืมสมัครเป็นสมาชิกผ่านเวบไซต์TCDCCONNECT เพื่อติดตามข่าวการจัดงานครั้งต่อไป การสมัครเข้าร่วมก็ง่ายมากเพียงแค่ส่ง Portfolio ผลงานที่สร้างสรรค์จากตัวคุณเองมายังเวบไซต์ของเรา หากได้รับการคัดเลือกนอกจากจะได้นำเสนอผลงานแล้ว ก็ยังได้เผยแพร่ผลงานนี้ผ่านสื่อ เช่น เวบไซต์ของ TCDCCONNECT รวมถึงพื้นที่โชว์ผลงานที่จัดเตรียมไว้ให้เฉพาะ แน่นอนว่าโอกาสดีๆ รอคุณอยู่เสมอ   คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ  CASO Jewelry  
Posted on 27 July 2018
6 0
พ้อง สมิธธี จิวเวอร์รี่ดีๆ ต้องมีเพียง 1 เดียว หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบสวมใส่จิวเวอร์รี่ดีๆ ซื้อทีเดียว ใส่ได้นานและยังส่งต่อถึงรุ่นลูกรุ่นหลานได้ ต้องไม่พลาดกับจิวเวอร์รี่จากแบรนด์ PONK Smithi พ้อง สมิทธี ที่สามารถบ่งบอกความเป็นตัวตนได้จากสินค้าที่ผลิตขึ้นมาสำหรับคุณเท่านั้น ซึ่งในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แบรนด์พ้อง สมิทธี ได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน Debut Wal ครั้งที่ 15 เพื่อโชว์ไอเดีย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้ประกอบการและดีไซเนอร์ไทย จึงเป็นโอกาสดีของ TCDC Connect ที่ได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณพ้อง จากแบรนด์พ้อง สมิทธี  เพื่อนำไอเดียดีๆ มาส่งต่อให้กับคนที่ชื่นชอบงานออกแบบและกำลังมองหาจิวเวอร์รี่ไปไว้ในครองครอง   จากนักโปรแกรมเมอร์ สู่โลกแห่งจิวเวอร์รี่อย่างเต็มตัว การเดินทางของจิวเวอร์รี่สวยๆ อย่างแบรนด์พ้อง สมิทธี เริ่มต้นมาจากคุณพ้อง สมิทธี ดีไซน์เนอร์และเจ้าของแบรนด์ ได้เริ่มให้ความสนใจในเครื่องประดับ จึงผันตัวจากสายงานโปรแกรมเมอร์มาเป็นนักออกแบบอย่างเต็มตัว เพื่อต่อยอดโรงงานผลิตจิวเวอร์รี่ของญาติที่มีอยู่ เดิมจากคนที่ไม่มีความรู้เรื่องจิวเวอร์รี่ จึงตัดสินใจเข้าเรียนและอบรมกับคอร์สเรียนในมหาลัยต่างๆ จนมาพบวิชาการออกแบบจิวเวอร์รี่ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กระทั่งได้ไอเดียการทำจิวเวอร์รี่เทคนิคโมกุเม่ กาเม่ ที่ตอบโจทย์ความต้องการสำหรับตัวเอง จึงได้ศึกษาเทคนิคการทำจิวเวอร์รี่ประเภทนี้อย่างจริงจังในทีสิสจบ และต่อเนื่องมาถึงการทำแบรนด์พ้อง สมิทธี ที่ตั้งต้นโดยใช้มนต์สเสน่ห์จากเทคนิคประเภทนี้ คุณพ้อง เล่าว่า “ตอนแรกผมไม่ได้สนใจเทคนิคนี้มากนัก และไม่ได้คิดว่าเทคนิคนี้จะทำอะไรได้มากมาย แต่สุดท้ายก็เริ่มหลงเสน่ห์ในศิลปะลวดลายของงานโมกุเม่ กาเม่ เพราะแต่ละชิ้นที่ทำขึ้นมา จะเป็นผลงานที่มีหนึ่งเดียวในโลก ลวดลายบนตัวโมกุเม่เสมือนดั่งการเล่าเรื่องราวชีวิตของคน ยิ่งมีความชำนาญ ลวดลายที่ได้ย่อมแตกต่างกัน” สุดท้ายจึงกลายมาเป็นจิวเวอร์รี่จากศิลปะโมกุเม่ กาเม่ ของแบรนด์พ้อง สมิทธี จนถึงทุกวันนี้   โมกุเม่ กาเม่ ชื่อนี้คืออะไร?  เดิมทีโมกุเม่ กาเม่ คือเทคนิคดั้งเดิมที่ใช้ในการตกแต่งลวดลายบนดาบซามูไรญี่ปุ่น ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยปลายยุคเมจิ เพราะเหล่าซามูไรขุนนางไม่ได้นำดาบมาใช้เพื่อการสู้รบ แต่กลับนำมาใช้ประดับตกแต่งเพื่อแสดงสถานะ เมื่อระยะเวลาผ่านไป ได้มีนักวิจัยชาวญี่ปุ่นนำเอาเทคนิคโมกุเม่ กาเม่ มาใช้สำหรับงานจิวเวอร์รี่ และส่งต่อเทคนิคนี้ไปยังงานออกแบบทั่วโลกจนแพร่หลายในแวดวงผู้ชื่นชอบศิลปะแบบญี่ปุ่น สมัยก่อนโมกุเม่ กาเม่ คืองานฝีมือ ลวดลายที่ออกมามักได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ ทำให้คนเข้าใจว่างานแกะลวดลายโมกุเม่ ไม่สามารถแกะลายแบบอื่นได้ หลังจากที่คุณพ้องได้ศึกษา จนตกผลึกความรู้ในเทคนิคนี้ จึงค้นพบว่า “เราสามารถคำนวณขนาดของลวดลายคร่าวๆ ว่าเมื่อหลอมออกมาและแกะลวดลายแล้วได้ขนาดเท่าไหร่ ประมาณไหน เพื่อให้เหมาะสมกับขนาดของเครื่องประดับปลายทางได้ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ ทำให้พ้อง สมิทธี จำเป็นต้องใช้ความชำนาญจากประสบการณ์ที่ยาวนาน จึงจะสามารถควบคุมลวดลายให้เหมาะสมกับขนาดของเนื้องานได้”    50/50 สัดส่วนความสวยงามที่ได้จากความชำนาญ ศิลปะโมกุเม่ กาเม่ สำหรับแบรนด์พ้อง สมิทธีแล้ว คือการนำศาสตร์แห่งศิลปะผสานเข้ากับวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้ลวดลายบนตัวจิวเวอร์รี่ที่ตรงตามสัดส่วนความสวยงามที่วางไว้ โดยเริ่มจากการหลอมตัวโลหะตามที่คำนวณไว้ และบีบอัดในขณะที่โลหะแต่ละชนิดยังไม่แข็งจนเสถียร แล้วนำไปอบด้วยความร้อนที่หลอมเนื้อโลหะเหล่านั้นจนเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำไปผ่านกระบวนการทุบจนขึ้นรูป และทำลวดลายโดยการขุดหรือเจาะชั้นโลหะ กระบวนการนี้จะได้มาซึ่งลวดลายของเนื้อโลหะด้านในที่แตกต่างกันในแต่ละชั้น ดังนั้นลวดลายในแต่ละชิ้นงานจึงขึ้นอยู่กับการหลอมโลหะตั้งแต่ต้น ซึ่งจะส่งต่อความสวยงามที่ต่างกันเมื่อมาถึงกระบวนการเจาะลวดลาย คุณพ้อง เล่าว่า “ชิ้นงานที่สวยต้องขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง ตั้งแต่ขั้นตอนหลอมและบีบอัดจนได้เนื้อโลหะที่ประสานกัน เมื่อนำมาเจาะลายจนได้สีพื้นและสีลายของเนื้อโลหะในสัดส่วน 50 ต่อ 50 จึงจะได้ชิ้นงานที่สวยตรงมาตรฐานตามที่แบรนด์วางไว้ ซึ่งหลักการ 50/50 มาจากศาสตร์ความสวยงามในสมดุลของเส้นและสี เมื่อมองแล้วจะได้ความชัดเจนของลวดลายทั้ง 2 เท็กซ์เจอร์ ที่โลดแล่นอยุ่บนตัวจิวเวอร์รี่”   โลหะที่ดี ไม่ใช้ตัวการันตีคุณค่าของงานเพียงอย่างเดียว แบรนด์พ้อง สมิทธี สร้างสรรค์จิวเวอร์รี่จากโลหะที่นิยมใช้ในงานจิวเวอร์รี่ทั่วไป อย่างเช่น เงิน ทอง ทองขาว ทองแดง ทองสีชมพู ทองสีแดง ทอง18K ซึ่งอาจหลอมรวมออกมาเป็นนากหรือโลหะชนิดอื่นๆ ตามมา คุณพ้องเล่าว่า “คนส่วนใหญ่นิยมหาจิวเวอร์รี่โดยเลือกจากคุณสมบัติของโลหะชนิดนั้นๆ แต่แบรนด์พ้องสมิทธีไม่ได้วัดคุณค่าของชิ้นงานจากมูลค่าของโลหะไปเสียทั้งหมด เพราะคุณค่าของงานโมกุเม่ กาเม่ดั้งเดิม เป็นศิลปะที่ไม่ได้ยึดตามตัวโลหะ แต่สำคัญที่การบาลานซ์ความสวยงามของลวดลายที่เกิดจากโลหะเหล่านั้นได้อย่างลงตัว เงินอาจมีมูลค่ามากกว่าทองแดง แต่ไม่ได้หมายความว่าการนำทั้งเงินหรือทองแดงที่เกรดดีมากมาใช้ จะได้ลวดลายที่สวยงามเหมาะสมกับเทคนิคโมกุเม่ นอกจากนั้นแล้ว คุณค่าของตัวชิ้นงานโมกุเม่ คือการผสมผสานคุณสมบัติเข้ากับปรัชญาการใช้ชีวิต คนที่เลือกสวมใส่จิวเวอร์รี่โมกุเม่ กาเม่ จะเลือกเครื่องประดับที่บ่งบอกความเป็นตัวตนจริงๆ ไม่ได้วัดมูลค่าจากราคา แต่ต้องเป็นเครื่องประดับที่สามารถตอบสนองคุณค่าทางจิตใจ ซึ่งอาจได้มากกว่ามูลค่าของเงิน ทอง หรือทองแดงเสียอีก” พ้อง สมิทธี ผู้ส่งต่อประสบการณ์จากรุ่นสู่รุ่น จิวเวอร์รี่ที่ผลิตโดยเทคนิคโมกุเม่ กาเม่ ไม่ได้ลดคุณสมบัติของเนื้อโลหะธรรมชาติ แต่นำเอาความแตกต่างของคุณสมบัติระหว่างโลหะมาผสมผสานกัน เพื่อหลอมและอัดใหม่ให้แข็งแรงจนไร้ที่ติ เพราะหากมีรูพรุนในเนื้อโลหะจากขั้นตอนการบีบอัด จะไม่สามารถนำมาเจาะลวดลายได้เลย ดังนั้นจึงต้องมั่นใจจริงๆ ว่างานแต่ละชิ้นต้องอัดแน่นและแข็งแรง จึงจะได้จิวเวอร์รี่ที่ทนทานและใช้ได้นาน อีกทั้งคุณสมบัติที่ดูแลรักษาง่ายกว่าเครื่องประดับทั่วไปด้วยความด้าน จึงไม่ต้องคำนึงถึงการล้างเพื่อขัดเงา ทำให้จิวเวอร์รี่ของโมกุเม่ กาเม่สามารถส่งต่อลวดลายที่เห็นได้ชัดเจนไปนานๆ เมื่อถูกขูดขีดจนเป็นรอย ลวดลายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น จะกลายเป็นลายที่เกิดใหม่เพื่อเติมเต็มลวดลายประสบกาณณ์ชีวิตของตัวผู้ใช้ ประสบการณ์นี้สามารถส่งต่อไปยังอนาคต ตกทอดถึงรุ่นลูกรุ่นหลานเลยก็เป็นได้ สินค้าแบรนด์พ้อง สมิทธี และเป้าหมายในอนาคต แบรนด์พ้อง สมิทธี ได้เดินทางมาถึงปีที่ 5 ออกคอลเล็คชั่นจิวเวอร์รี่ไปแล้ว 3 คอลเล็คชั่น ได้รับเสียงตอบรับที่ดีและสร้างความมั่นใจในวัสดุที่ทนทานและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ให้แก่ลูกค้า โดยเฉพาะคอลเล็คชั่น THE ONE ที่ออกแบบด้วยรูปทรงเรียบง่าย สวมใส่ติดมือได้ทุกวันและแมชง่ายกับจิวเวอร์รี่ชนิดอื่น และคอลเล็คชั่น THE BLOSSOM ที่ได้แรงบันดาลใจจากดอกซากุระ นำมาออกแบบเป็นจิวเวอร์รี่รูปร่างขดเลื้อยคล้ายกิ่งไม้ ตกแต่งด้วยเปลือกหอยมุก มูนสโตนชนิดต่างๆ จนได้ความงามที่โดดเด่นและแตกต่างไม่เหมือนใคร ซึ่งในปี 2018 นี้ แบรนด์พ้อง สมิทธีตั้งใจจะออกแบบและเปิดตัวอีก 3 คอลเล็คชั่น รวมไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อต่อยอดจากเทคนิคเดิมไปสู่งานดีไซน์ที่เอาใจคนรักจิวเวอร์รี่ในทุกสาขา โดยการเน้นจุดแข็งในเทคนิคโมกุเม่ กาเม่ และร่วมมือกับดีไซเนอร์ที่พร้อมจะจับมือสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ด้วยกัน แบรนด์พ้อง สมิทธี กับประสบการณ์ที่ได้รับจากกิจกรรม Debut Wall ครั้งที่ 15 กิจกรรม Debut Wall เป็นงานที่จัดขึ้นโดย TCDC ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านงานออกแบบที่ดีมาก เป็นแหล่งที่ทำให้เราได้ร่วมมือกันเพื่อสร้างสรรค์สินค้าใหม่ๆ ซึ่งสามารถต่อยอดไปถึงการผลิตเพื่อส่งต่อต่างประเทศ หากเราเข้ามาช่วยเหลือกัน และเสนอไอเดียดีๆ โดยมีเวทีที่จะมาแสดงออกอย่างกิจกรรม Debut Wall ซึ่งเป็นช่องทางในการเสนอผลงาน หากมีแต่ไอเดียแต่ไม่มีเวทีมาแสดงออก ไอเดียเหล่านั้นก็ไม่มีค่าอะไร งานนี้จึงเป็นเวทีที่ทำให้เราได้มาแสดงศักยภาพ สร้างแรงบันดาลใจ และมีกำลังใจในการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ในนวัตกรรมของเราต่อไป หากเราเด่นด้านนี้ คนอื่นเด่นอีกด้าน เรามาจับมือแล้วเดินไปด้วยกัน สร้างสิ่งดีๆ ไอเดียใหม่ๆ ที่จะขับเคลื่อนประเทศ และส่งต่อให้คนในอนาคต ซึ่งคุณพ้อง ยังกล่าวว่า “เราอาจเป็นคนตัวเล็กๆ ซึ่งอาจมีพลังในการขับเคลื่อนประเทศและอาจไปถึงระดับโลกได้เลย หากเราร่วมมือกัน เวทีนี้จึงเป็นเวทีที่ใครก็ตามสามารถมาเริ่มต้น เริ่มคิด เริ่มสร้าง เพื่อไอเดียดีๆ จะได้ไม่จบอยู่แค่นั้น แต่สามารถสร้างพลังด้วยคอนเน็คชั่นที่แข็งแกร่งสำหรับอนาคต” คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ  PONK Smithi
Posted on 27 July 2018
0 0
หลังจากที่อังคณา พรวิศวารักษกูล ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Thlos ประสบความสำเร็จในการสร้างเอกลักษณ์ให้กับสกินแคร์สัญชาติไทย ที่นำองค์ความรู้ด้านแพทย์แผนไทยมาพัฒนาผลิตภัณฑ์จนเป็นที่รู้จัก โดยมีปรัชญาการสร้างแบรนด์บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์ และพูดความจริงกับผู้บริโภค แต่สิ่งที่ยังติดค้างอยู่ในใจลึกๆของอังคณาคือความฝันที่จะสร้างธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหาร เธอกล่าวว่าในช่วงที่ดูแลคุณแม่ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เธอพบว่าคนไทยมักติดอาหารหวานถึงหวานมาก ส่วนใหญ่ถูกปรุงด้วยน้ำตาลทรายขาวที่เกินปริมาณความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน  ซึ่งส่งผลลบกับสุขภาพในระยะยาว ด้วยเหตุนี้เธอจึงหันมาศึกษาด้านโภชนาการเพื่อเตรียมอาหารที่ถูกสุขลักษณะถูกหลักอนามัยให้กับคุณแม่ ที่สำคัญอาหารที่เธอปรุงยังคงมีรสชาติอร่อยถูกปาก และเป็นมิตรกับสุขภาพ จนกระทั่งช่วงเดือนเมษายนของปีที่ผ่านมา เธอมีโอกาสพบกับปริยากร จุลเปมะ ผู้จัดการ Greenhouse Organic Thailand ที่ให้ความสำคัญกับการคัดสรรวัตถุดิบออร์แกนิคการปรุงอาหารที่มีคุณภาพจากชุมชนทั่วประเทศก่อนส่งถึงมือผู้บริโภค ทั้งสองจึงตัดสินใจพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกันภายใต้แบรนด์ Greenhouse and Thlos Kitchen เชื่อมองค์ความรู้สู่ธุรกิจสร้างสรรค์ อังคณากล่าวว่าตั้งแต่จุดเริ่มต้นในการสร้างแบรนด์สกินแคร์ Thlos เธอทำหน้าที่เชื่อมองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา เช่น ศาสตร์การแพทย์แผนไทย คุณหมอ นักค้นคว้าวิจัย ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย การสร้างแบรนด์ Greenhouse and Thlos Kitchen ก็เช่นเดียวกัน เธอเชื่อมภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน เกษตรกร นักโภชนาการ รวมไปถึงผู้ประกอบการหัวใจกรีนที่ใส่ใจสุขภาพ โดยมีหัวใจหลักในการทำงานคือ “ความซื่อสัตย์ และความจริงใจ” ที่มีให้กับลูกค้าโดยตลอด ส่วนแนวคิดในการผลิตสินค้า เธอไม่ได้ทำธุรกิจแบบซื้อมาขายไป แต่จะนำผลวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมาเป็นโจทย์สำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ เซ็ทของขวัญวัฒนธรรมอาหาร Greenhouse and Thlos Kitchen เลือกเทศกาลมอบของขวัญช่วงท้ายปีเป็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ โดยคัดสรร 4 ผลิตภัณฑ์มาบรรจุอยู่ในกล่องของขวัญที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมการปรุงอาหาร ประกอบด้วย กลุ่มวัตถุดิบปรุงอาหารภายใต้แบรนด์ Greenhouse ได้แก่ 1) น้ำตาลมะพร้าวคัดเกรด ที่คัดสรรวัตถุดิบออร์แกนิคคุณภาพดี ปลอดสาร ไม่ใช้วัตถุกันเสีย มีค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic Index : GI) ต่ำกว่าน้ำผึ้ง และค่าแคลอรีต่ำ 2) น้ำหวานจากดอกมะพร้าว ที่เคี่ยวในอุณหภูมิที่เหมาะสมให้คงรูปเหลว ใช้งานสะดวก และกลุ่มอาหารเครื่องเคียงพร้อมรับประทาน ภายใต้แบรนด์ Thlos Kitchen ได้แก่ 3) น้ำปลาหวาน ที่คัดสรรวัตถุดิบอินทรีย์แหล่งคุณภาพมาปรุงเป็นน้ำปลาหวานสูตรกลมกล่อม 4) พริกกะเกลือ น้ำพริกโบราณสูตรดั้งเดิม รสกลมกล่อม เพิ่มคุณค่าทางอาหาร อัคณากล่าวว่า ทีมงานนำอัตลักษณ์ความเป็นไทยด้านการปรุงอาหารมาเป็นหัวใจหลัก และตั้งใจแน่วแน่ว่าธุรกิจภายใต้แบรนด์ใหม่นี้จะต้องสร้างงานกลับไปที่ชุมชน เป็นสร้างแรงซื้อภายในประเทศเพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบให้มากที่สุด โดยเลือกใช้วัตถุดิบที่คัดสรรอย่างพิถีพิถันจากชุมชน โดยชุมชนเป็นผู้กำหนดราคาขาย เช่น ผู้ผลิตน่้ำตาลออร์แกนิคจากชุมชนอัมพวา หอมแดงออร์แกนิค จากกลุ่มเกษตรกรที่จังหวัดเชียงใหม่ กะปิเคยออร์แกนิค ไม่ย้อมสีมาตรฐาน Organic Thailand และกุ้งแห้งปลอดสารฟอร์มาลีน ไม่ย้อมสี แนวทางนี้เป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและช่วยให้เขาเหล่านั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดี อันเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการป้องกันไม่ให้เกษตรกรขายที่ดินให้กับนายทุน ช่องทางการขาย ไม่ได้มีไว้แค่ขายของ ในส่วนของช่องทางการขาย อังคณากล่าวว่า แม้ว่าการขายสินค้าบนโลกออนไลน์จะเป็นช่องทางที่ผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสนใจ แต่เราจำเป็นต้องศึกษาว่ากลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงของเราคือใคร เสพเครื่องมือทางการตลาดประเภทไหน สำหรับเธอแล้วกลุ่มเป้าหมายหลักของ Greenhouse and Thlos Kitchen เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพ บางท่านอาจมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ดังนั้นนอกจากสื่อออนไลน์ผ่านทาง Facebook และอินเตอร์เน็ทแล้ว เธอยังออกบูธขายสินค้าผ่านงานแฟร์เพื่อพบปะกับผู้บริโภคโดยตรง โดยเลือกงานที่สอดคล้องกับทิศทางของแบรนด์เพื่อตอกย้ำวิสัยทัศน์ขององค์กร เช่น งาน Greenery Market ที่กระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของอาหารปลอดภัย และหันมาเปลี่ยนพฤติกรรมที่ส่งผลเชิงบวกต่อสุขภาพตัวเองและสุขภาพของโลกมากยิ่งขึ้น สู่วิถีการบริโภคอย่างยั่งยืนพร้อมสร้างวัฒนธรรมสีเขียวให้แข็งแรง นั่นหมายถึงผู้บริโภคที่เดินเข้ามาในงานก็คือผู้บริโภคเป้าหมายกลุ่มเดียวกับแบรนด์ Greenhouse and Thlos Kitchen สิ่งสำคัญที่นอกเหนือจากการขายผ่านการออกบูธขายสินค้า คือ การพบปะกับผู้ประกอบการ เกษตรกร ที่มีแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เหมือนกัน เป็นการเปิดโอกาสในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจจากผู้ประกอบการในกลุ่มเดียวกัน สำหรับโครงการในอนาคต อังคณาวางแผนคลอดผลิตภัณฑ์ชุดใหม่ช่วงปลายปี โดยตั้งเป้าที่จะเชื่อมภูมิปัญญาท้องถิ่นจากเกษตรกรตามพื้นที่ต่างๆ มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทย ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายที่โหยหาวิถีชีวิตในอดีตที่หายไป และนี่คืออีกหนึ่งแนวคิดดีๆในการทำธุรกิจที่มอบความซื่อสัตย์และส่งต่อความจริงใจไปสู่ผู้บริโภค คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ  Greenhouse and Thlos Kitchen
Posted on 29 July 2018
1 0
Hyperdesign Lab คือสตูดิโอออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เน้นการออกแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากจุดเริ่มต้นด้วยความต้องการสื่อถึงความรู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติที่แท้จริง จากการออกเดินทางเพื่อค้นหาประสบการณ์และเข้าชมสถานที่เพื่อหาแรงบันดาลใจ เป็นจุดเริ่มต้นของการวิจัยด้านวัสดุและออกแบบเพื่อผสมผสานวัสดุ ทั้งวัสดุจากธรรมชาติ วัสดุในท้องถิ่น และวัสดุเหลือใช้ เพื่อสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้ผลิตภัณฑ์ทุกรายการของ Hyperdesign Lab นั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม พิเศษด้วยการออกแบบให้สวยงามอย่างเรียบง่าย ด้วยการใช้เส้นโค้งที่เหมาะสมกับแนวคิดแบบมินิมอล รูปแบบใหม่ของงานดีไซน์ที่ดูทันสมัย เรียบง่าย ผลิตด้วยเทคนิคพิเศษ แพทเทิร์น สี โดยมีนวัตกรรมเป็นหัวใจของกระบวนการออกแบบ วิทวัส ชุ่มเป็ง คือผู้ก่อตั้งสตูดิโอแห่งนี้ จากเป็นคนรักและหลงใหลธรรมชาติ ทำให้มีความมุ่งมั่นที่จะค้นหาวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาเป็นต้นทุนทางความคิดในการออกแบบ จากเดิมเป็นคนท้องถิ่นในภาคเหหนือ จึงมีความคุ้นชินต่อพื้นที่ที่เกิดจากการท่องเที่ยวในชุมชนต่างๆ และมองเห็นโอกาสจากวัสดุเหล่านี้ จึงเดินหน้าสู่ขั้นตอนการรีเสิร์ช ค้นคว้าข้อมูลเรื่องคุณสมบัติต่างๆ ของวัสดุที่พบ ทั้งยังได้ลองนำมาขึ้นต้นแบบเพื่อทดสอบว่าวัสดุนั้นๆ มีความสามารถหรือข้อจำกัดอย่างไร ถ้าจะต่อยอดเป็นสินค้า โอกาสจากการได้ลงศึกษาจากพื้นที่จริงจึงกลายเป็นจุดแข็งของ Hyperdesign Lab การค้นพบว่าในพื้นที่ภาคเหนือนั้นมีผู้ผลิตกระดาษจากมูลช้างหรือกระดาษสาอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่ทำเป็นแผ่น ปกสมุด กรอบรูป อัลบั้มรูป ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับการดีไซน์ให้อัพเดตต่อความชอบหรือการใช้งานจริงของผู้บริโภคในปัจจุบัน คุณวิทวัสจึงพัฒนาต่อยอดกระบวนการผลิตใหม่ด้วยวิธีการอัดแบบหล่อพลาสติก นำส่วนผสมวัสดุแช่กาวเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งเกิดเป็นผลลัพธ์ออกที่มีศักยภาพ จึงตัดสินใจออกแบบสินค้าที่ใช้วัสดุจากธรรมชาติเป็นหลัก เช่น วัสดุจากท้องถิ่น (มูลช้าง เส้นใยธรรมชาติ) วัสดุของเสีย วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ เพื่อตอบโจทย์ให้ลูกค้ามีทางเลือกในการซื้อสินค้าที่มีดีไซน์สวยงามและรักษ์โลก เมื่อสิ่งแวดล้อมคือเทรนด์ที่ไม่เคยตกกระแส จากปัญหาขยะพลาสติกล้นโลกจจนส่งผลกระทบขนาดใหญ่ต่อสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นวัสดุที่ผลิตง่าย ราคาถูก ทนทาน แต่การใช้งานในระยะยาวได้ส่งผลเสียต่อโลกในปัจจุบัน เกิดกระแส plastic-free หรือการลดการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวัน ผู้บริโภคเริ่มเกิดความรู้สึกต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เริ่มมีความคิดคำนึงถึงส่วนรวม ทั้งการใช้ชีวิตหรือทรัพยากรต่างๆ ให้ยั่งยืนมากขึ้น เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หลายคนเลือกหันมาใช้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมมากขึ้น แม้ก้าวแรกเริ่มของ Hyperdesign Lab ในวันนี้จะเริ่มจากผลิตภัณฑ์ดีไซน์ แต่ในอนาคตคุณวิทวัสเองก็วางแผนออกแบบระบบในเชิงภาพรวม ด้วยการทำฟาร์มเกษตรที่ทำสินค้าออกแบบเกี่ยวกับออร์แกนิก เพื่อตอบโจทย์กับโลกสมัยใหม่ มองเห็นความเป็นไปได้ใหม่จากวัสดุเหลือใช้ หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมของ Hyperdesign Lab ก็คือกระดาษจากมูลช้าง หนึ่งในวิธีการเพิ่มมูลค่าจากของเสียที่เก็บได้จากปางช้าง จากในเเต่ละวันช้างจะขับถ่ายของเสียเป็นจำนวนมาก ใช้ทักษะการออกแบบเป็นเครื่องมือในการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เชิงอนุรักษ์สิ่งเเวดล้อมด้วยการนำมูลช้างมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพิ่มมูลค่าให้กับของเสียและสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนที่เกี่ยวกับช้าง เป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนในท้องถิ่น รวมถึงเป็นการช่วยลดของเสียและช่วยรักษาสิ่งเเวดล้อมอีกด้วย เพราะช้างคือสัตว์กินพืช ด้วยอาหารจำพวกอ้อยหรือกล้วย ทำให้ของเสียหรือมูลช้างนั้นเต็มไปด้วยเส้นใยที่ไม่เป็นอันตราย ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดเป็นแผ่นกระดาษได้ จึงได้เป็นกระดาษมูลช้างไทย ที่ต่อยอดไปอีกขั้นด้วยการทำเป็นนาฬิกาสไตล์มินิมอล สินค้าที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและยังเหมาะสมกับเทรนด์การใช้งานในยุคสมัยอีกด้วย นอกจากนี้ กระดาษมูลช้างคือ การแลกเปลี่ยนมูลช้างด้วยการนำอาหารไปแลกกับมูลช้างเพื่อมาทำกระดาษ โดยร่วมมือกับปางช้างในการแลกเปลี่ยนวัตถุดิบที่ก่อเกิดประโยชน์และเพิ่มมูลค่ามากขึ้น นวัตกรรมที่คิดเพื่อแก้ไขปัญหาการกำจัดมูลช้าง ด้วยการแลกเปลี่ยนที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์   ภาพ : แผนภาพแสดงกระบวนการทำกระดาษจากมูลช้าง นอกจากกระดาษมูลช้างแล้ว อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์จาก Hyperdesign-lab ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันก็คือ กระถางต้นไม้ประกอบได้ เกิดจากการเห็นความสำคัญว่าพืชพรรณต้นไม้นั้นกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการตกแต่งบ้านหรือพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะกับต้นไม้สายพันธุ์ที่ไม่ต้องการดินหรือการรดน้ำบ่อยครั้ง ดูแลได้ง่าย ยิ่งต้องการวัสดุหรืออุปกรณ์รองรับต้นไม้ที่ได้รับการดีไซน์ที่ดีไม่แพ้กัน Modular Air Planter จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของกระถางต้นไม้แขวนลอยที่นำติดตั้งกับผนังหรือกำแพงบ้านได้อย่างง่ายดาย ผลิตจากสแตนเลสเกรด 304 ที่แข็งแรงและทนทาน มีอายุการใช้งานอย่างยาวนาน หากสนใจฟังแนวคิดของ Hyperdesign Lab พร้อมโอกาสในการชมผลิตภัณฑ์จริง สามารถเข้าร่วมฟังได้ในงาน DEBUT by TCDCCONNECT ครั้งที่ 16 กิจกรรมพื้นที่จัดแสดงผลงานพร้อมข้อมูลของผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิต และผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ที่ผ่านการคัดเลือกโดย TCDC   คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ  Hyperdesign Lab
Posted on 30 July 2018
0 0
จากความบังเอิญของกลุ่มเพื่อนสามคนคือ ชิตวัน สัจจะวาที (เจ) กรวิทย์ เลียงแก้วประทุม (กอ) และ พ.รณัฐ จันทรศิริ (แปลน) กับโปรเจ็กต์งานตกแต่งภายในที่มีโจทย์ต้องทำงานร่วมกับวัสดุหินขัดหรือเทอราซโซ ซึ่งในกระบวนการออกแบบนั้นจำเป็นต้องขอตัวอย่างวัสดุหลากหลายแบบหรือสีจากผู้ผลิต ปรากฏว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นเกิดการสื่อสารผิดพลาด แต่จากวิกฤติก็มีโอกาส เนื่องจากตัวอย่างวัสดุเทอราซโซที่ได้รับมานั้นได้รับการมองด้วยมุมใหม่ ทำให้เห็นถึงศักยภาพที่สามารถนำมาต่อยอดได้ ด้วยสีสัน ผิวสัมผัส ความสามารถในการปรับเปลี่ยนรูปทรงไปตามต้องการ โอกาสในครั้งนั้นจึงได้ผลลัพธ์เป็นการก่อตั้ง BAY ONE ขึ้นมา BAY ONE จึงเป็นกลุ่มคนที่อยากมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์การใช้วัสดุในบบริบทใหม่ๆ สร้างสรรค์ผลงานโดยใช้เทคนิคพื้นฐานของงานฝีมือ สร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุด้วยการนำไปจัดวางอยู่ภายใต้บริบทการใช้งานใหม่ ด้วยเทคนิคการผลิตแบบเดิมจากช่างฝีมือในท้องถิ่น ผสมผสานกับการออกแบบด้วยแนวคิดใหม่ที่ร่วมสมัยมากขึ้น โอกาสที่ซ่อนอยู่ & เสน่ห์ที่ถูกค้นพบ จากตัวอย่างวัสดุที่เคยได้รับมา พ.รณัฐกล่าวว่า ถ้าหากมองเป็นชิ้นส่วนนั้นจะเห็นว่าเป็นเพียงวัสดุทั่วไป แต่เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งจึงมองเห็นลักษณะกราฟิกหรือรูปทรงเรขาคณิตต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในรูปทรงและพื้นผิวของเทอราซโซ จึงได้นำกระบวนการออกแบบมาเป็นเครื่องมือในการต่อยอดวัสดุ ในช่วงแรกเริ่มทำให้เป็นรูปทรงเรขาคณิตพื้นฐาน แต่กลับค้นพบข้อจำกัดและปัญหาหลายประการจากกระบวนการผลิตจริง ทีม BAY ONE จึงได้นำโจทย์ใหม่นี้กลับมาหาคำตอบและทำความรู้จักกับวัสดุหินขัดนี้ใหม่อีกครั้ง ทั้งด้วยการพัฒนาสูตร ปรับการออกแบบ ภายใต้ข้อจำกัดสำคัญคือการผลิตขนาดเล็กเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องเขียนหรือสินค้าตกต่าง ซึ่งแตกต่างกับการผลิตหินขัดทั่วไปที่มักเป็นขนาดใหญ่ อย่างเช่นการใช้งานเป็นพื้นหรือเฟอร์นิเจอร์ การแก้ไขโจทย์นั้นจึงเป็นการทำงานร่วมกันทั้งสองฝ่าย คือนักออกแบบและผู้ผลิต ระยะเวลาร่วมปีนั้นเต็มไปด้วยการปรับ แก้ไข เพิ่มเติม และพัฒนาสูตรเพื่อให้ลงตัวต่อการผลิตและใช้งานได้จริง ทั้งยังต้องรับมือกับการใช้งานจริง ตลอดกระบวนการจึงเป็นการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน พัฒนาผลิตภัณฑ์ไปพร้อมๆ กัน แม้จะเจอกับอุปสรรคที่ยาก ทั้งการผลิต ต้นทุน แต่การเปิดใจให้พื้นที่ทดลองและการไม่ยอมแพ้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ในท้ายที่สุดก็เกิดเป็นผลงานหลายคอลเล็คชั่นภายใต้แบรนด์ BAY ONE เป็นการได้เรียนรู้และพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปพร้อมกัน ทำงานร่วมกับผู้ผลิต แม้เราจะไม่ได้มีความรู้เชิงการผลิต แต่ก็ไปคุยให้โรงงานเข้าใจ จนเกิดเป็นการทดลองทำ จากที่โรงงานเคยทำเฉพาะพื้นหรือผนัง การออกแบบของเราก็เป็นการทดลองไปร่วมกัน ผลงานใน Terrazzo Collection คือการบอกเล่าเรื่องราวของวัสดุหินขัดในมุมมองที่ต่างออกไป เปลี่ยนให้เทอราซโซสามารถเข้าถึงได้ง่ายโดยนำมาเพิ่มประโยชน์ใช้สอยในชีวิตประจำวันในรูปแบบของชุดเครื่องเขียน Stationary ผลงานชุดนี้เกิดจากการทดลองสร้างส่วนผสมและวิธีการผลิตวัสดุหินขัดแบบใหม่ มีการนำเศษแม่เหล็กมาใช้เป็นวัสดุหลักซึ่งไม่เพียงทำหน้าที่เสมือนหินเม็ดใหญ่ในส่วนผสมหลักของงานหินขัด แต่ยังสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ BAY ONE มองว่าเทอรอซโซเป็นเหมือนงานศิลปะ เพราะตลอดกระบวนการหล่อจะไม่เห็นเม็ดหินสีภายในที่จะปรากฏขึ้น มุมทุกด้านนั้นก็แตกต่างกัน ต้องผ่านขั้นตอนการขัดก่อน จึงจะเห็นความงามของก้อนหิน จากในตอนแรกที่เป็นเหมือนก้อนปูนธรรมดาเท่านั้น เสน่ห์ของเทอราซโซจึงอยู่ที่ผลลัพธ์สุดท้าย ก้อนหินที่ผ่านขั้นตอนและฝีมือช่าง จะเกิดเป็นความงดงามที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เราเรียนรู้จากข้อผิดพลาด เราทำให้ข้อจำกัดเป็นเงื่อนไข ไม่เคยคิดว่าทำไม่ได้ แต่เป็นการทำความรู้จักวัสดุในมุมที่ต่างออกไปมากกว่า   คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ  BAY ONE
Posted on 30 July 2018
0 0
โครงการ Debut เป็นหนึ่งในโครงการของ TCDC ที่เป็นแพลตฟอร์มสำหรับเผยแพร่ข้อมูลผู้ประกอบการที่ได้รับคัดเลือกมาร่วมโครงการ และใน Debut ครั้งที่ 15 ที่ผ่านมาก็ได้ร่วมมือกับโครงการ Thai AIM ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม นำผู้ได้รับรางวัลในการประกวด Thai AIM 2017 เข้ามาร่วมนำเสนอผลงาน ซึ่งมีทั้งชิ้นงานที่จัดแสดงอยู่ที่โถงห้องสมุด TCDC และกิจกรรม Business Pitching & Matching เวทีที่ชักชวนผู้ประกอบการ บายเออร์ และผู้ที่สนใจเข้ามาฟังไอเดียดีๆ ของงานสร้างสรรค์หลากแขนง บางกอก พิวเตอร์ (Bangkok Pewter) คือหนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัล Thai AIM 2017 และเข้าร่วมโครงการ Debut ด้วยฝีมือและความเชี่ยวชาญในการผลิตและสร้างสรรค์พิวเตอร์ซึ่งบางครั้งเรียกว่าเครื่องเงินแอนทีค ที่จริงแล้วพิวเตอร์ไม่ใช่เงิน แต่เป็นโลหะผสมอันเกิดจากดีบุกผสมกับโลหะอื่น เช่น พลวงและทองแดง เป็นโลหะสีเงินที่มีข้อดีคือมีความแข็ง คงทน ขึ้นรูปได้ดี ไม่ดำ เรามักจะเห็นพิวเตอร์ตามแหล่งขายของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว นั่นคือตลาดหลักของงานพิวเตอร์ ซึ่งคุณอุดมศักดิ์ อรุโณรส จากบางกอก พิวเตอร์บอกว่า “เราเป็นผู้ผลิตไม่กี่รายในไทยที่ยังเหลืออยู่ อาจเป็นเจ้าเดียวด้วยซ้ำ” ส่วนหนึ่งเพราะคนไทยไม่นิยมงานพิวเตอร์ที่ค่อนข้างดูหรูหรา มีราคา จึงไปจับที่ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก บางกอก พิวเตอร์เริ่มต้นขึ้นราว 30 – 40 ปีที่แล้ว โดยพี่ชายของคุณอุดมศักดิ์เป็นผู้ริเริ่มขึ้นจากการไปท่องเที่ยวที่ประเทศมาเลเซีย และได้เห็นงานพิวเตอร์ซึ่งมีแหล่งผลิตใหญ่ที่นั่น เขาคิดว่าเมืองไทยก็มีดีบุกเยอะ และเราก็มีภูมิปัญญางานหล่อโลหะจึงน่าจะทำได้ไม่ยาก งานในยุคแรกเป็นงาน 2 มิติ นูนต่ำ งานชิ้นเล็ก เช่น จาน เหรียญ พวงกุญแจ ต่อมาเมื่อพัฒนาทักษะดีขึ้น จึงพัฒนาทำเป็นงาน 3 มิติ เช่น แก้วไวน์ แก้วเบียร์ จานโชว์ โล่ห์รางวัล และสินค้าสารพัดรูปแบบตามมา “เราทำตั้งแต่การหลอมแร่เลย ผสมแร่ดีบุกกับโลหะอื่นให้มีความแข็ง เพื่อการขึ้นรูปโดยการหล่อแล้วเอามาเชื่อม แล้วก็ลงมือขัด เราใช้เครื่องมือในการทำงาน แต่ไม่ได้ใช้เครื่องจักร ฉะนั้น งานนี้จึงเป็นงานฝีมือจริงๆ ต้องอาศัยทักษะส่วนบุคคลเป็นหลัก ตอนนี้โรงงานเรามีช่างในทุกขั้นตอนรวม 30 คน” นักท่องเที่ยวที่แตกต่าง เพราะเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยว ดีไซน์ของสินค้าจึงเดินเรื่องโดยใช้ความเป็นไทย ทั้งวัฒนธรรม วรรณคดี สถานที่ท่องเที่ยว มีความอ่อนช้อยตามแบบไทยๆ ปัจจุบันนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่สุดของโลกก็คือนักท่องเที่ยวจีน สินค้าที่ชาวจีนนิยมคือสินค้าที่มีรูปช้างเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะช้างเป็นสัตว์มงคลตามความเชื่อจีน สื่อถึงประเทศไทยได้ดี และงานเกี่ยวกับชาก็ขายดี เช่นถ้ำชา สำหรับใส่ใบชาแห้ง แต่หากย้อนไปเมื่อ 30 ปีก่อน กลุ่มลูกค้าหลักคือนักท่องเที่ยวกลุ่มชาวตะวันออกกลางที่นิยมซื้อแก้วไวน์ แก้วเบียร์ จริงๆ แล้วสินค้าของเขามีทุกรูปแบบ สามารถปรับให้เข้ากับนักท่องเที่ยวที่มีความต้องการเปลี่ยนไป อย่างถ้ำชาที่ขายดี ก็มีการเพิ่มขนาด รูปร่าง ลวดลาย ตามการซื้อที่หลากหลายด้วย “เราเคยทำกำแพงเมืองจีน หรือรูปมังกรเหมือนกัน แต่คนจีนเขาบอกว่าอย่าทำเลย ทำก็สู้ของเขาไม่ได้ ซึ่งเป็นความจริง ฉะนั้น เราเน้นทำรูปแบบช้าง หรือความเป็นไทยที่เราถนัดดีกว่า” ช่องทางการจัดจำหน่ายก็เปลี่ยนไป สมัยก่อนที่การท่องเที่ยวเน้นกลุ่มฝรั่ง เมื่อ 30 – 40 ปีก่อนบางกอกพิวเตอร์เคยนำสินค้าไปฝากขายในร้านค้าตามโรงแรม เมื่อนักท่องเที่ยวเรียนรู้ว่าสินค้าในร้านเหล่านั้นราคาสูงก็ออกมาหาซื้อข้างนอก และเมื่อเมืองไทยมีดิวตี้ฟรีแล้ว ที่นี่ก็กลายเป็นช่องทางหลัก “สถานที่ขายหลักของผมคือที่ดิวตี้ฟรี คิงพาวเวอร์ ตามด้วยนารายณ์ภัณฑ์ สยามดิสคัฟเวอรี่ สยามพารากอน เซ็นทรัลฯ ภูเก็ต คือห้างที่มีนักท่องเที่ยวเยอะ และอีกตลาดใหญ่ของเราคือหน่วยงานราชการ ที่จะมาสั่งงานผลิตเฉพาะของเขา” เจาะตลาดไทยด้วยความเชื่อ ทางบางกอก พิวเตอร์ไม่มีเซลล์วิ่งขายงาน แต่อาศัยออกงานที่ดูแล้วมีความเป็นไปได้ เช่น งาน OTOP เพื่อให้มีพื้นที่สู่สายตาคนไทย “อย่างงานโอทอป ที่ไปออกเราไม่ได้หวังยอดขายเยอะๆ ในงาน แต่เราอยากให้ลูกค้าคนไทยได้รู้จักเรามากขึ้น บางคนเห็นนึกว่าของมาเลย์ อันนั้นของสลังงอร์ที่ใหญ่กว่าเราเยอะมาก” คุณอุดมศักดิ์เห็นช่องทางตลาดไทยไปที่ “ความเชื่อ” ซึ่งนำเสนอผ่านศิลปะ “ที่ผมมองอยู่คือตลาดความเชื่อ ตลาดพระ อย่างการประกวดพระ เขาจะจัดประกวดบ่อยที่ศูนย์ราชการฯ ตลาดนี้เป็นตลาดเฉพาะ แต่ใหญ่และมีมูลค่าสูง ผมเลยลองทำครอบแก้วสำหรับครอบพระ ปกติจะเป็นพลาสติกที่ใช้ไปไม่กี่ปีก็หมอง และฐานก็ไม่สวย เลยทดลองทำครอบแก้วติดจุกพิวเตอร์ข้างบนเป็นรูปดอกบัวและโลกุตตระไปวางขาย ก็ขายได้ อันนี้เราเพิ่งเริ่ม” หรือ “ไม้ครู” ที่เรียกอีกชื่อว่า “ต้นชี้เป็น ปลายชี้ตาย” ซึ่งอยู่ในวงเครื่องรางของศักดิ์สิทธิ์ “ไม้ครู มีปลายแหลม ตรงหัวมักทำเป็นพญานาค หัวครุฑ หัวหนุมาน ท้าวเวสสุวรรณ แล้วลงอักขระ หัว-ท้ายมักใส่ของมงคล เป็นแนวความเชื่อโดยตรง ผมได้แนวคิดมาลองศึกษา มีตลาดอยู่ แต่ผมตั้งข้อกำหนดตัวเองว่าเราจะทำเฉพาะแค่ตัวงานศิลปะ ไม่ได้ไปทำให้เป็นของขลัง คนซื้อต้องนำไปต่อยอดเอง (หาทางปลุกเสกเอง) ผมขีดตัวเองว่าขายงานศิลปะ ไม่ได้ขายความเชื่อ ความศักดิ์สิทธิ์” ต่อยอดจากความเป็นไปได้ และอีกอย่างที่บางกอก พิวเตอร์กำลังทำเพื่อเจาะตลาดสังคมผู้สูงอายุก็คือไม้เท้า “ผมเห็นไม้เท้าในงานโอทอป ก็นำมาต่อยอด โดยสั่งไม้จากเขา แล้วก็นำมาใส่หัวพิวเตอร์ หัวแปลกๆ หัวหนุมาน ยักษ์ จระเข้ แปะยิ้ม นกฮูก ไดโนเสาร์ และที่ผมทำล่าสุดคือหัวเสาพระเจ้าอโศกมหาราช แต่ผมไม่ได้เจาะกลุ่มคนแก่ที่เดินไม่ไหว เพราะมันหนัก เน้นกลุ่มคนที่ชอบของแปลก ชอบสะสม ถือแล้วภูมิฐาน ตลาดไม่ใหญ่ แต่มีมูลค่า” ไม่เพียงแค่นั้น เขายังต่อยอดสินค้ากลุ่มเฉพาะ ไม่เน้นยอดขาย แต่สามารถทำราคาได้ กับสินค้าแปลกๆ เช่น “เสือซ่อนเล็บ” ซึ่งเป็นไม้ชิ้นเดียวซ่อนดาบไว้ภายใน ที่ได้ไปเห็นจากอำเภออรัญญิก “ผมเห็นอะไรก็หยิบมาต่อยอด ไม่ทำสต็อก เน้นทำเป็นงานศิลปะที่มีจำนวนไม่มาก การขายปัจจุบันต้องเป็นแบบนี้แล้ว หรือบางคนก็ต้องการให้เราปรับเฉพาะ เช่น ผมทำแก้วเบียร์ลายช้าง หูจับก็เป็นช้าง อีกใบก็เป็นแก้วรามเกียรติ์ หูจับก็เป็นรามเกียรติ์ บางคนเห็นอยากได้แก้วลายช้าง แต่หูจับเป็นรามเกียรติ์ ขอให้เราทำให้ได้ไหม เราก็ต้องรักษาลูกค้า ยินดีทำให้ได้ แต่เขาต้องรอนะ พอทำก็เสร็จส่งไปรษณีย์ไปให้ แม้แต่คำขอรายเดียวเราก็ทำให้ ถ้าเรามีแม่พิมพ์อยู่แล้ว ราคาก็ปกติ แต่ถ้าไม่มีแม่พิมพ์ เขาต้องออกค่าแม่พิมพ์ หรือเราอาจแนะนำว่ามันจะไม่เข้ากันนะ แต่ความสุขของลูกค้าต้องมาก่อน ลูกค้าได้ของแบบที่เขาอยากได้ ก็เป็นการสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าด้วย” สำหรับโชว์เคสที่ทางบางกอก พิวเตอร์นำมาแสดงที่ TCDC  คือชุด Small Beer Glass Zodiac เป็นแก้วชอต 12 ราศี และเณรปิดหูปิดตาปิดปาก และเณร 4.0 เล่นไอแพดอยู่ โดยเน้นงานชิ้นเล็กให้เหมาะกับพื้นที่จัดแสดงและเลือกชิ้นที่มีความร่วมสมัยเหมาะกับกลุ่มคนเข้า TCDC ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา หรือผู้ที่มาหาแรงบันดาลใจ ซึ่งก็เหมาะมาก เพราะบางกอก พิวเตอร์ ก็คือหนึ่งในผู้ประกอบการที่ธุรกิจผ่านร้อนหนาวมาหลายยุค และยังคงยืนหยัดด้วยการต่อยอด ไม่หยุดนิ่ง ช่องทางการติดต่อแบรนด์ ติดต่อ คุณอุดมศักดิ์ อรุโณรส  โทร. 084-972-2262      อีเมล์ bangkokpewter@hotmail.com เว็บไซต์ www.bangkokpewter.com
Posted on 31 July 2018
0 0
สะท้อนมุมมองนักสร้างสรรค์ สมภพ ลวะวิบูลย์ เจ้าของและผู้บริหารแบรนด์ MALAILUX (มาลัยลักษณ์) ถึงที่มาและก้าวย่างสู่อนาคตของผลิตภัณฑ์ ‘โฮมสปา’ ที่น่าจับตามอง สืบเนื่องมาจากที่ครอบครัวเคยทำธุรกิจซาลอน & สปาซึ่งเป็นธุรกิจบริการมาก่อน สมภพ ลวะวิบูลย์ เกิดไอเดียที่จะปั้นแบรนด์สินค้าของตัวเองขึ้นในคอนเซ็ปท์ ‘Natural Home Spa’ โดยตั้งใจจะนำเสนอความออแกนิก และคุณภาพระดับพรีเมี่ยมของสารสกัดธรรมชาติ มาสู่การดูแลผิวพรรณและเส้นผมของลูกค้าในอีกรูปแบบหนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าความน่าสนใจจากภาพลักษณ์ตัวสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่สวยสะดุดตา คือหนึ่งในเอกลักษณ์ของแบรนด์ MALAILUX ที่ทำให้หลายคนอยากลองสัมผัส ซึ่งในส่วนนี้สมภพกล่าวว่าวิธีคิดของเขาเริ่มต้นจากการนำสัญลักษณ์รูป ‘ดอกไม้’ อันเป็นโลโก้หลักของแบรนด์ มาพลิกแพลงต่อยอดและร้อยเรียงใหม่จนเกิดเป็นลวดลายต่างๆ ที่ทั้งงดงามและสื่อถึงความเป็นไทยไปพร้อมกัน พฤกษาบำบัด - รากเหง้าแห่งการดีไซน์แบรนด์ “MALAILUX เริ่มมาจากคำว่า ‘มาลัย’ (Malai) ซึ่งในวัฒนธรรมไทยเราก็คือการนำส่วนต่างๆ ของดอกไม้ กลีบดอก ใบไม้ ฯลฯ มาประดิษฐ์ตกแต่งจนได้เป็นพวง การร้อยมาลัยนี้มีลักษณะต่างๆ มากมากหลายแบบ ตั้งแต่แบบดั้งเดิมจนถึงแบบร่วมสมัย ในอดีตบรรพบุรุษไทยเรามีชื่อเสียงด้านงานศิลปะและงานประดิษฐ์นี้อย่างมาก มาลัยดอกไม้นอกจากจะให้กลิ่นหอมและรูปลักษณ์ที่สวยงามแล้ว ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อีกหลายเรื่องหลายมิติ จึงเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ของเราที่เรานำองค์ความรู้จากประสบการณ์ด้านความงามในอดีต มาผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่จนเกิดเป็นศาสตร์แห่งการบำบัดร่างกายและจิตใจตามแบบวิถีดั้งเดิมของชาววังเมืองสยาม” สมภพเล่าว่าภาพลักษณ์ของสินค้าและบรรจุภัณฑ์ ได้รับการดีไซน์ให้ตอบโจทย์สินค้ากลุ่มแรกอันเป็นไฮไลท์ นั่นก็คือสบู่ที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ เป็นสินค้าไทยๆ ที่ให้ความสำคัญกับทั้งคุณภาพและดีไซน์ จนทำให้กลายเป็นที่นิยมในฐานะของขวัญ-ของฝากที่สร้างความประทับใจแก่ผู้รับได้เสมอ ในส่วนของกระบวนการผลิต องค์ประกอบที่ช่วยเพิ่มคุณค่าให้แก่สินค้าของ MALAILUX ก็คือการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ร่วมกับองค์ความรู้ด้านสมุนไพรที่สืบทอดกันมายาวนานในหลายๆ ภูมิภาคของโลก “สินค้าทุกไอเท็มที่ผลิตขึ้นภายใต้แบรนด์จะมีเอกลักษณ์ความพิเศษตรงนี้ และมีสตอรี่ที่น่าเชื่อถือสำหรับกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจที่มาของผลิตภัณฑ์ด้วย” สุขภาพ VS ความงาม สองคุณค่ามัดใจคนรุ่นใหม่ “ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ทั้งหมดจาก MALAILUX จะเน้นคุณสมบัติที่อ่อนโยนต่อผิว เหมาะมากสำหรับผิวบอบบาง ผิวที่แห้งมาก และผิวที่เสื่อมสภาพตามกาลเวลา ยกตัวอย่างเช่นสบู่ก้อนเกรดพรีเมี่ยม Detox Black Charcoal ที่เราผสมผงถ่านไม้ไผ่บริสุทธฺ์จากประเทศเกาหลีและน้ำผึ้งสูตรเข้มข้น โดยถ่านไม้ไผ่จะทำหน้าที่ดูดซับสารพิษ และสิ่งสกปรกตกค้างออกจากผิว จึงเหมาะมากกับผู้ที่มีปัญหาสิวทุกชนิด ทั้งสิวผด สิวอักเสบ? ที่สำคัญยังช่วยให้ผิวปรับสภาพได้เร็ว กระตุ้นให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวใหม่ และนำไปสู่ผลลัพธ์ของผิวที่ดูสุขภาพดี สะอาดสดใส มีริ้วรอยน้อยลงกว่าอายุ ส่วนสบู่ที่เป็นไฮไลท์อีกตัวของแบรนด์คือ Golden Silk Snail Soap จะมีส่วนผสมของรังไหม เมืองหอยทาก และทองคำบริสุทธิ์ โดยแนวคิดคือการใช้สารสกัดจากโปรตีนไหมซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงจากธรรมชาติ และโคเอนไซม์ Q10 มาช่วยทำให้ผิวพรรณเนียนนุ่ม ขาวใส รูขุมขนกระชับ นำไปสู่ผลลัพธ์ทางกายภาพคือผิวหน้าโดยรวมจะมีความแข็งแรงแต่ยืดหยุ่น และต่อสู่กับรังสี UV ได้ดีขึ้น” สมภพอธิบายถึงจุดเด่นในผลิตภัณฑ์ของเขาอย่างคร่าวๆ นอกเหนือจากสบู่ล้างหน้าซึ่งเป็นสินค้าขายดีแล้ว ที่ผ่านมา MALAILUX ก็พยายามเพิ่มไลน์สินค้าใหม่ๆ เข้ามาเสริมทัพให้แบรนด์แข็งแกร่งขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าในกลุ่ม Hand and Nail Cream สำหรับบำรุงมือและเล็บให้มีสุขภาพดี กลุ่ม Shower Scrub เจลอาบน้ำขัดผิวกาย ช่วยผลัดเซลล์ผิวเสื่อมสภาพ กลุ่ม Refreshing Breeze Oil น้ำมันอโรม่ากลิ่นหอมเย็น ช่วยคลายเครียดและอาการออฟฟิศซินโดรม เรื่อยไปจนถึงกลุ่ม Aroma Herbal Pack สมุนไพรประคบร้อนที่ดีไซน์มาเพื่อการใช้งานเฉพาะจุดอย่างแท้จริง “ยกตัวอย่างเช่น สมุนไพรประคบสำหรับเอว-หลัง-ท้อง ที่ช่วยบรรเทาอาการปวดเอว ปวดหลัง และการปวดท้องสำหรับสตรีที่มีประจำเดือนได้ สมุนไพรประคบสำหรับบ่า-ไหล่ ช่วยบรรเทาอาการเมื่อยล้าจากชีวิตประจำวัน สมุนไพรประคบสำหรับมือ ที่บรรเทาอาการนิ้วล็อคจากการกดมือถือ หรือการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน และสมุนไพรประคบสำหรับเท้า ช่วยผ่อนคลายความปวดเมื่อยจากการเดินนานๆ หรือการออกกำลังกาย เป็นต้น”รู้ใจลูกค้า รู้ปัญหาบุคลากร สองกลยุทธ์สู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน เมื่อถามถึงแนวคิดการพัฒนาธุรกิจ รวมถึงการทำตลาดผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ของเราตอบอย่างไม่ลังเลว่า “ทั้งหมดต้องเริ่มจากการศึกษากลุ่มลูกค้าก่อนเป็นอันดับแรก” โดยเขาจะสำรวจลงลึกถึงปัญหาและควากังวลที่ลูกค้าแต่ละกลุ่มมีในชีวิตประจำวัน แล้วค่อยๆ พัฒนาคอนเซ็ปท์สินค้าขึ้นมาเพื่อไปตอบโจทย์และแก้ปัญหาเหล่านั้น “ที่ผ่านมาเราเน้นทำการตลาดแบบผสมผสานครับ บูรณาการหลายช่องทางเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะในกลุ่ม Modern Trade เนื่องจากเขามีฐานลูกค้าจำนวนมากที่ตอบรับกับโปรไฟล์สินค้าและผู้บริโภคของแบรนด์” อย่างไรก็ดี ในทุกๆ การปั้นธุรกิจให้ติดลมบน ผู้ประกอบการย่อมต้องเผชิญกับอุปสรรคขวากหนามที่ไม่ธรรมดา ซึ่งสำหรับแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าแนวโฮมสปาที่ต้องการความละเอียดอ่อน และมีสตอรี่ที่ล้ำลึก สมภพมองว่าปัญหาใหญ่คือเรื่องบุคลากรที่ต้องมีความเข้าใจถ่องแท้ “วิธีแก้ไขคงต้องอาศัยการเทรนงานที่เป็นระบบมากขึ้นในอนาคต คงต้องเขียนวิธีการทำงานในทุกๆ ส่วนให้ชัดเจนเป็นลายลักษ์อักษร เพื่อกำหนดแนวทางแก่บุคลากรในองค์กรที่กำลังเติบโตขึ้นครับ” สมภพแนะว่าทุกวันนี้ ‘ระบบการจัดการภายใน’ คือพื้นฐานที่จะทำให้เอสเอ็มอีไทยมีความแข็งแกร่งขึ้น “เพราะถ้าเรามีระบบการจัดการหลังบ้านที่ดีพอ โอกาสที่แนวรุกหน้าบ้านจะพาแบรนด์ไปเปิดตลาดใหม่ๆ หรือส่งแบรนด์ไปเติบโตในตลาดสากลก็จะง่ายขึ้น ซึ่งนั่นก็คือเป้าหมายในอนาคตของเรา ผมคงมีความสุขและภูมิใจมาก ถ้าได้เห็นสินค้าแบรนด์ MALAILUX วางขายผ่านช่องทางต่างๆ ในระดับอินเตอร์ครับ” ข้อคิดปิดท้ายจาก สมภพ ลวะวิบูลย์ ในยุคสมัยนี้ การทำธุรกิจใดๆ ก็ตามให้ประสบความสำเร็จ ผู้ประกอบการจะต้องมีองค์ประกอบ 2 ข้อนี้เป็นพื้นฐาน 1) มีความกล้า - กล้าคิด กล้าลงมือทำ กล้าลงทุน 2) มีความมุมานะ - พร้อมจะต่อสู่ทุกอุปสรรคที่รออยู่บนเส้นทาง ซึ่งไม่มีทางหลีกพ้นได้ แค่จำไว้ว่าทุกอุปสรรคมีทางออกเสมอ ถ้าไม่ท้อก็จะชนะได้ในที่สุด คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ  MALAILUX
Posted on 11 August 2018
0 0
 จะว่าไปแล้ว ตอนนี้อัตลักษณ์แบบไทยๆ ที่แทรกอยู่ในวิถีชีวิตคนเรากำลังถูกกลืนกินไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นผลพวงจากการวิวัฒน์ของนวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่นับวันจะมาบดบัง และยังทำให้เสน่ห์แบบไทยๆ หลายอย่างที่เราคุ้นเคยในอดีตหายไป วันนี้ทีมงาน TCDC จึงอยากจะหยิบยกเอาผลงานของนักออกแบบรุ่นใหม่ จากเวที DEBUT TALK  ครั้งที่ 15 นั่นก็คือ KANITA แบรนด์เครื่องหนังที่เล็งเห็นความสำคัญในการดึงเอาอัตลักษณ์ความเป็นไทยกลับมาใช้ในรูปแบบใหม่ เพื่อให้เราได้ตระหนัก และ ซึมซับถึงคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ก่อนที่มันจะถูกลืม และอาจเลือนหายไปในที่สุด เกิดมาเพื่องานออกแบบผลิตภัณฑ์ คณิตา คนิยมเวคิน หรือฉัตร เจ้าของแบรนด์เครื่องหนัง KANITA จบการศึกษาจากภาควิชาศิลปอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  หลังเรียบจบ ฉัตร เล่าให้เราฟังถึงที่มาที่ไปของแบรนด์ว่า “ได้ทำงานออกแบบผลิตภัณฑ์กับบริษัทเอกชน แล้วต่อมาก็เปลี่ยนมาลองทำงานด้านกราฟฟิกให้กับรายการทีวี   แต่ก็นั่นแหละ ด้วยความที่ได้เรียนออกแบบผลิตภัณฑ์มา ยังไงก็ยังรู้สึกอยากทำงานตามความชอบและที่สำคัญ คือ ตรงกับที่เรียนมา !  ฉัตรจึงใช้เวลาว่างหลังทำงาน เริ่มต้นทดลองทำในสิ่งที่สนใจ เช่น การขายปกสมุดหนังที่สามารถตอกชื่อได้ เมื่อได้ลองขาย ก็เหมือนยิ่งได้ค้นพบความชอบที่มาถูกทาง เพราะมีลูกค้าชาวต่างชาติให้ความสนใจซื้อเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ และเริ่มสร้างแบรนด์ KANITA ในที่สุด” ถือกำเนิดเกิดใหม่ KANITA แบรนด์เครื่องหนังไทยที่นำแนวคิดเรื่อง “อัตลักษณ์ความเป็นไทย” มาใช้เป็นแนวคิดพื้นฐานในการออกแบบ เพื่อต่อยอดไอเดียไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างน่าประทับใจ เช่น ผลงานในคอลเลคชั่นแรกๆ ที่พูดถึง “ขนมไทยและใบตอง” ซึ่งเป็นภาพที่พวกเราส่วนใหญ่คุ้นเคยกับหน้าตาและรสชาติกันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่เพราะตอนนี้ “การนำวัสดุธรรมชาติมาใช้ห่อขนมไทย กำลังถูกแทนที่ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เช่น การใช้ถุงพลาสติกมาบรรจุแทน ทำให้เอกลักษณ์ตรงจุดนี้เลือนหายไป”  KANITA จึงได้ออกแบบ “Thai Dessert Collection เครื่องหนังรูปทรงขนมไทย ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ทรงขนมไทยห่อใบตอง  เช่น ขนมใส่ไส้, ข้าวต้มมัด, ขนมเทียน, ขนมจาก, ข้าวเหนียวปิ้ง, กระทงใบตอง, ขนมเบื้อง โดยการนำเอกลักษณ์ของรูปทรงขนมไทยแต่ละประเภท มาเป็นไอเดียในการออกแบบกระเป๋า และยังเข้ากับการใช้งานของกระเป๋าแต่ละประเภทด้วย” หนึ่งในผลงานออกแบบของคอลเลคชั่นนี้ “กระเป๋าขนมใส่ไส้” ที่ดูน่ารักน่าใช้ สะดุดตาคณะกรรมการ จนได้รับรางวัล Demark ในปี 2011 โดยสถาบันส่งเสริมการออกแบบและนวัตกรรมเพื่อการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ยิ่งทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น และต่อยอดผลงานออกแบบออกไปได้อย่างน่าสนใจ เช่น คอลเลคชั่นล่าสุดในปี 2018 “WAN-PHEN (วันเพ็ญ) ด้วยแนวคิดการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจ จากความงามของการจับจีบใบตอง แต่ KANITA นำมาปรับเปลี่ยนวิธีการคิดและผลิต จนได้เป็นกระเป๋าที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน วันเพ็ญ Bags collection ผลิตจากหนังแท้คุณภาพสูง ผ่านกระบวนการจับจีบ และวางเรียงกันให้ดูคล้ายกระทงใบตอง สร้างเสน่ห์แบบไทยๆ ผ่านการตัดเย็บด้วยความประณีต จนได้กระเป๋าถือที่บ่งบอกถึงรสนิยมและความสร้างสรรค์ได้เป็นอย่างดี ขายไอเดียต่อยอด คณิตา มองว่า “ตลาดของกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องหนังมีขนาดใหญ่ และแยกย่อยมากมายในทุกระดับ มีแนวโน้มการเติบโตดีอย่างต่อเนื่อง แม้จะได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงบางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมดของตลาด โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าระดับกลาง และระดับสูงที่ยังมีกำลังซื้อ ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้จะมุ่งแสวงหาสินค้าที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิต ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีในการใช้งาน  กลุ่มลูกค้าของแบรนด์ ณ ปัจจุบัน มีตั้งแต่กลุ่มนักศึกษาไปจนถึงวัยทำงาน อายุตั้งแต่ 18 – 50 ปี ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงกว่า 80% และที่เหลือเป็นผู้ชายประมาณ 20% เรามีทั้งลูกค้าชาวไทย และชาวต่างประเทศ โดยจะเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง รสนิยมดี  มีความเข้าใจและเห็นคุณค่างานออกแบบ รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่มองหาสินค้าพรีเมี่ยมสำหรับแจกตามงานต่างๆ ที่เรามองว่าเป็นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการของดีมีคุณภาพ แปลกใหม่ สะดุดตา ทันสมัย ทั้งในแง่ของความคิดสร้างสรรค์ การผลิตที่ประณีต ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีในการใช้งาน สร้างคุณค่าและความประทับใจ” กระจายสินค้าด้วยช่องทางที่หลากหลาย ในส่วนของช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า แบรนด์มีใช้อยู่หลายช่องทาง ทั้งการฝากขายตามร้านค้าต่างๆ เช่น หอศิลป์กรุงเทพฯ ชั้น 5 (Bacc Shop) , มิวเซียมสยาม , ช่างชุ่ย (ร้านชุ่ยเจริญ) ,Lhong 1919 (YuYuan) , Seen Space หัวหิน ส่วนช่องทางออนไลน์ มีทั้ง Facebook.com/kanitaleather และ Instagram : imkanita นอกจากนั้นยังมีการออกบูทตามงานต่างๆ เช่น BIG & BIH , บ้านและสวน , Sacict , และงานอีเวนท์ที่เน้นเรื่องการออกแบบโดยเฉพาะ เป็นต้น” ก้าวต่อไปในอนาคต แบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จัก มีแฟนคลับคอยติดตามผลงานใหม่อยู่เรื่อย ๆ ซึ่งปัจจุบันแบรนด์เน้นผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิงเป็นหลัก อย่างไรก็ดี คณิตา มองว่า “ด้วยลักษณะของสินค้า ทำให้ตอนนี้กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ มักจะเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แต่เร็วๆนี้ เราจะมีโปรดักส์ที่ผู้ชายเอง ก็สามารถนำไปใช้งานได้ง่ายขึ้นด้วยเพราะมีลูกค้าผู้ชายสอบถามมามากมาย ถึงโปรดักส์ที่ผู้ชายสามารถใช้งานได้ เนื่องจากชื่นชอบสินค้า แต่อาจจะยังไม่มีรูปแบบที่เหมาะกับการใช้งานของตนเอง ส่วนอนาคตเราต้องการขยายไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งการทำการตลาดสำคัญมากสำหรับจุดนี้” เกร็ดคิดปิดท้าย การนำเอาเอกลักษณ์ที่มีเสน่ห์แบบไทยๆ มาเป็นลูกเล่น แนวคิด หรือแรงบันดาลใจในการออกแบบ อาจเริ่มจากสิ่งของที่เราคุ้นเคยก่อน เช่น ของกิน ของใช้ใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน ซึ่งสามารถสื่อสารได้อย่างโดนใจ และเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานได้ง่าย ดังเช่นแบรนด์เองที่เล็งเห็นเสน่ห์ของขนมไทยประเภทต่างๆ  รวมถึงการนำวัสดุในอุตสาหกรรม เช่น หนัง มาปรับใช้เพื่อแทนค่างานออกแบบให้กับวัสดุธรรมชาติ เช่น ใบตอง ใบจาก สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นภูมิปัญญาไทยที่มีมาตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบันก็ยังมีใช้กันอยู่  นอกจากนี้การกระจายสินค้าไปสู่มือผู้บริโภค ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการมีช่องทางจัดจำหน่ายที่มากและหลากหลาย ช่วยทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้างได้ง่ายขึ้น “เราต้องหาเอกลักษณ์ให้กับสินค้าของเรา ในรูปแบบของเรา รูปแบบที่ไม่ซ้ำใคร คิด+ศึกษาให้ดีก่อนลงมือทำ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง” คณิตา คนิยมเวคิน อย่าลืมมาร่วม DEBUT TALK กันนะ หากอยากมาบอกเล่าเรื่องราวของผลงานสร้างสรรค์บนเวทีแลกเปลี่ยนไอเดียแห่งนี้ รวมถึงตีพิมพ์ผลงานเพื่อเผยแพร่ พร้อมพื้นที่สุด EXCLUSIVE สำหรับโชว์ผลงานแบบเดี่ยว ที่ TCDC เราก็จัดเตรียมไว้ให้คุณอย่างเต็มที่ เพียงแค่ส่ง Portfolio รวบรวมผลงานของคุณเอง (ย้ำว่าคิดเอง ไม่ลอกใครมา) ส่งเข้าร่วมในกิจกรรม Debut วิธีการก็ง่ายมากๆ ติดตามข่าวการจัดงานครั้งต่อไป และ อย่าลืมสมัครเป็นสมาชิกผ่านเว็บไซต์ TCDCCONNECT จากนั้นจึงอัพโหลด Portfolio ของคุณเองเข้าสู่หน้าเวบไซต์ของ TCDC CONNECT หากได้รับการคัดเลือกจากทีมงาน เราจะติดต่อกลับไปหา แน่นอนว่าโอกาสดีๆ อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ  KANITA
Posted on 19 August 2018
50 0
“จะเป็นแบรนด์สมุด อีก 1 แบรนด์ที่อยู่ในใจคุณ” วิสัยทัศน์ที่ฟังดูแล้วอ่อนน้อม ถ่อมตน ของ Kube Store ที่ไม่ได้ตั้งเป้าจะแข่งขันกับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาด แต่ขอพื้นที่ในใจเล็กๆของผู้บริโภคเท่านั้น แบรนด์ Kube Store เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องเขียนจากเชียงใหม่ ก่อตั้งโดยอิศรภรณ์ ศรีพุทธา (นาต) บัณฑิตจากคณะวิจิตรศิลป์ สาขาวิชาภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่รู้สึกว่าตัวเองถึงจุดอิ่มตัวกับการทำงานในแวดวงนิตยสาร และขอเริ่มต้นนับหนึ่งอีกครั้งกับการสานฝันในการทำธุรกิจจากทักษะงานช่างที่ชื่นชอบ ทดลองจนได้ “เรื่อง” อิศรภรณ์นำทักษะการทำภาพพิมพ์ที่เธอเรียนมาทดลองสร้างลวดลายบนหน้าปกสมุด ในเบื้องต้นเธอนำเทคนิคงานภาพพิมพ์โลหะ (Etching) ที่ใช้แม่พิมพ์ทองแดง หรือสังกะสี มาเคลือบด้วยวานิชดำ จากนั้นเขียนลวดลายด้วยเหล็กแหลม (Needle) ก่อนนำไปแช่ในอ่างน้ำกรด หลังจากล้างวานิชดำออกก็จะเกิดลวดลายบนโลหะตามภาพที่เขียนไว้การพิมพ์ผ่านแรงกดของแท่นพิมพ์จะทำให้กระดาษพิมพ์เกิดรอยหรือภาพตามลวดลายที่ต้องการ อิศรภรณ์ทดลองพิมพ์งานด้วยกระดาษหลากหลายขนาด เพื่อค้นหาขนาดกระดาษที่เหมาะสม น้ำหนักที่กดทับ เรียกได้ว่า ทดลองจนได้ลายนูนตามที่เธอต้องการ นอกจากทักษะภาพพิมพ์โลหะแล้ว เธอทดลองทำภาพพิมพ์แกะไม้ (Woodcut) พร้อมทดสอบพิมพ์ภาพบนกระดาษพิมพ์ขนาดต่างๆเช่นเดียวกับภาพพิมพ์โลหะ หลังจากทดลองอยู่หลายครั้งทำให้เธอตัดสินใจใช้เทคนิคภาพพิมพ์แกะไม้ในกระบวนการผลิต เพราะกระบวนการทำแม่พิมพ์สะดวกและปลอดภัยกว่าภาพพิมพ์โลหะ แถมได้ผลลัพธ์ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก เธอกล่าวว่ากระบวนการทดลองขึ้นลวดลายด้วยเทคนิคที่หลากหลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเป็นสิ่งที่นักออกแบบไม่สามารถมองข้ามได้ เพราะนอกจากจะช่วยให้เธอค้นพบกระบวนการผลิตที่เหมาะสมแล้ว เธอยังได้เรียนรู้เทคนิคการพิมพ์และคุณภาพของชิ้นงานจากกระดาษพิมพ์ขนาดต่างๆกันด้วย พลิกแนวคิดสร้างสรรค์ธุรกิจจาก Creative Startup Workshop: TCDC อิศรภรณ์เริ่มนำงานภาพพิมพ์มาผสมผสานกับการทำสมุดตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษา โดยใช้ชื่อแบรนด์ว่า Yah Cube ในช่วงต้นเธอเลือกใช้กระดาษคราฟท์สีน้ำตาล และเทคนิคภาพพิมพ์เพื่อทำให้หน้าปกเกิดรอยนูน (Emboss) ตามลวดลายที่ออกแบบไว้ หลังจากออกวางจำหน่าย เธอค้นพบว่ารูปแบบสมุดแนวนี้ถูกใจกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่มเล็กๆเท่านั้นแต่ฝันของเธอไกลกว่านั้นอิศรภรณ์จึงตัดสินใจเข้าร่วมเวิร์กช็อปCreative Startup Workshop ตอน “ทำดีขายได้” ที่จัดขึ้นโดย TCDC เชียงใหม่ เพื่อเรียนรู้แนวคิดและกลยุทธ์การสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ให้โดดเด่น ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ผ่านกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) เธอกล่าวว่า เวิร์กช็อปนี้เปรียบเสมือนแรงผลักดันชั้นเยี่ยมที่เปิดโลกให้เธอเห็นโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างแบรนด์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด และนี่คือที่มาของการเปลี่ยนแบรนด์จาก Yah Cube ที่จำยากให้กลายเป็นแบรนด์ Kube Store ที่คุ้นหูมากขึ้น พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยคำนึงถึงผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง เช่น การเลือกใช้กระดาษถนอมสายตา (Green Read) ที่ช่วยลดแสงสะท้อนเข้าดวงตา การเย็บสมุดทุกเล่มด้วยมือเพื่อสื่อให้เห็นถึงความประณีตในการทำสมุดทุกเล่มอย่างตั้งใจ พร้อมปกลายนูนรูปตารางสี่เหลี่ยมสีขาว ดำ และเหลือง หลังจากปล่อยสมุดเล่มใหม่วางตลาด ปรากฎว่ามีคนสนใจสินค้ามากขึ้นกว่าเดิม ทั้งๆที่เทคนิคการผลิตไม่แตกต่างจากการทำสมุดเล่มเดิม แต่เกิดจากการเลือกวัสดุที่เหมาะสม สีที่ใช่ พร้อมบุคลิกภาพของแบรนด์ที่ทันสมัยผ่านดีไซน์ที่เรียบง่าย ตลาดออฟไลน์ผสานออนไลน์ ในส่วนของการกระจายสินค้า อิศรภรณ์เลือกช่องทางการจำหน่ายผ่านร้าน Anyroom ที่ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ Jam Factory คลองสาน กรุงเทพฯ และวางจำหน่าย ณ ร้านค้าในจังหวัดเชียงใหม่ เช่น ร้าน Daily Craft โครงการ One Nimman และ ร้าน Gallery Seescape นอกจากนี้ยังจำหน่ายสินค้าผ่านโลกออนไลน์ทั้งทาง Facebook และ Instagram ด้วย เธอให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า ลูกค้าที่ซื้อสินค้าผ่านโลกออนไลน์ของ Kube Store ส่วนใหญ่มาจาก Instagram มากกว่า Facebook เหตุเพราะเธอเป็นคนชอบการถ่ายภาพไลฟ์สไตล์พร้อมโพสท์ลงบน Instagram ทั้งนี้ภาพถ่ายของเธอไม่มุ่งเน้นที่จะต้องมีสมุดเป็นองค์ประกอบสำคัญในภาพเสมอไป แต่คือการเล่าเรื่องผลิตภัณฑ์ผ่านภาพถ่าย เช่น ภาพบรรยากาศงานขายสินค้าหรืองานสัมมนาที่ทางแบรนด์ร่วมจัดแสดง ภาพสมุดวางคู่กับกาแฟแก้วโปรด ภาพการร้อยด้ายเย็บสมุด เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ลูกค้าเห็นที่มีที่ไปของสินค้า พร้อมเรียนรู้เส้นทางการเดินทางของแบรนด์ Kube Store เธอกล่าวว่า แม้ว่าการขายผ่านโลกออนไลน์กำลังเป็นที่นิยม แต่สำหรับเธอแล้ว ลูกค้าส่วนใหญ่จะซื้อสินค้าผ่านร้านค้ามากกว่า ในขณะที่ตลาดบนโลกออนไลน์จะเป็นกลุ่มลูกค้าเก่าที่ซื้อซ้ำหลังจากใช้สินค้ามาแล้วมองอนาคตในอีก 3 ปีข้างหน้า อิศรภรณ์ตั้งใจที่จะขยายตลาดออนไลน์เพื่อรองรับพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ที่มีตัวเลขเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการฝากขายสินค้าผ่านตลาดออนไลน์ชั้นนำแล้ว เธอยังมุ่งหวังที่จะพัฒนาเว็บไซท์ของตัวเอง เพื่อเพิ่มช่องทางการซื้อขายและพูดคุยกับลูกค้าด้วย นอกจากนี้ยังมุ่งหวังที่จะมีร้านค้าเป็นของตนเอง โดยขยายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องเขียนให้มากขึ้น ทั้งนี้อิศรภรณ์พยายามผสมผสานเทคนิคภาพพิมพ์ลงไปในทุกผลิตภัณฑ์ให้มากที่สุด เพราะนั่นคือเอกลักษณ์สำคัญที่ทำให้แบรนด์ Kube Store แตกต่างจากแบรนด์เครื่องเขียนทั่วไป อีกทั้งยังเป็นทักษะงานช่างที่เธอหลงใหลด้วย ก่อนจากกันอิศรภรณ์ฝากไว้ว่า การเข้าร่วมเวิร์กช็อปเพื่อเรียนรู้มุมมองใหม่ๆในการทำธุรกิจเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ไม่ควรพลาด เพราะองค์ความรู้ และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขามีส่วนช่วยให้เรามองเห็นโอกาสใหม่ๆในการทำธุรกิจ เช่นเดียวกับเธอที่ได้รับคำปรึกษาที่ดีจากผู้บรรยายในเวิร์กช็อป Creative Startup Workshop ตอน “ทำดีขายได้” ที่จัดขึ้นโดย TCDC เชียงใหม่ ที่ทำให้เธอเรียนรู้การพัฒนาสินค้า และการสร้างแบรนด์พร้อมสร้างความมั่นใจในการเริ่มต้นสร้างธุรกิจมากขึ้นข้อคิดประเด็นเด็ด - การทดลองและทดสอบอย่างต่อเนื่องคือองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ผู้ประกอบการไม่สามารถมองข้ามได้ - การเข้าร่วมเวิร์กช็อปช่วยให้เราเรียนรู้ทักษะการทำงาน และมุมมองในการทำธุรกิจจากผู้บรรยายที่มากประสบการณ์ - การตลาดแบบผสมผสานทั้งตลาดออฟไลน์ และออนไลน์ คือส่วนผสมสำคัญในการเปิดช่องทางการขายเพื่อมัดใจผู้บริโภคตามไลฟ์สไตล์ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง - เราสามารถเล่าเรื่องราวการเดินทางของแบรนด์และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ่านภาพถ่ายบนสื่อออนไลน์ที่เราเลือกใช้ ดังนั้นการโพสต์ภาพแต่ละภาพมีผลโดยตรงกับภาพลักษณ์ของแบรนด์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ - การนำผู้ใช้เป็นศูนย์กลางในการออกแบบคือหัวใจหลักในการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างสูงสุด คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ Kube Store   อ้างอิง : www.facebook.com/KUBE.STORE/
Posted on 27 June 2018
3 0
ทุกวันนี้งานออกแบบเพื่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เครื่องมือส่งเสริมการตลาดหรือเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรอีกต่อไป แต่คือสิ่งที่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญในการพัฒนาทุกชิ้นผลิตภัณฑ์ เช่นเดียวกับ Gemio Shoes แบรนด์รองเท้าที่มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์แนว Eco-Friendly ตั้งแต่การคัดเลือกวัสดุ รูปแบบผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงกระบวนการผลิต เพื่อให้รองเท้าหนึ่งคู่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทุกองศา วันนี้ทีมงาน TCDCCONNECT ได้รับโอกาสดีๆพูดคุยกับคุณอภิกษณา เตชะวีรภัทร ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Gemio Shoes ต่อยอดธุรกิจครอบครัว อภิกษณาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะมนุษย์ศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อนต่อปริญญาโทด้านการจัดการสำหรับเป็นผู้ประกอบจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เช่นเดียวกับคนทั่วไป เธอก้าวเข้าสู่ระบบการทำงานแบบมนุษย์เงินเดือนที่ MEP (Mitsubishi Engineering-Plastics) โดยเลือกทำงานด้านพลาสติก แม้ว่าเธอจะมีความสุขกับการทำงาน แต่ในใจลึกๆ เธอยังอยากกลับไปสานฝันกับธุรกิจรองเท้า ธุรกิจของครอบครัวที่เลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่เยาว์วัย ด้วยเหตุนี้เธอจึงตัดสินใจก้าวเดินออกจากองค์กรที่เธอทำงานมากว่า 10 ปีสู่การนับหนึ่งใหม่กับธุรกิจรองเท้าภายใต้แบรนด์ Gemio Shoes โดยมุ่งมั่นที่จะพลิกแนวคิดการผลิตรองเท้าของครอบครัวพร้อมสร้างแบรนด์ใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายหลัก หาจุดแข็งสร้างแบรนด์ให้แกร่ง อภิกษณาเริ่มต้นการทำงานโดยได้รับคำปรึกษาจากพี่ชายที่ดูแลธุรกิจครอบครัวมาโดยตลอด เดิมทีธุรกิจการผลิตรองเท้าของครอบครัวเน้นปริมาณการผลิตจำนวนมาก ขายเยอะๆ ราคาถูก โดยมีพ่อค้าคนกลางรับช่วงกระจายสินค้าไปตามร้านค้าปลีกทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แต่เมื่อธุรกิจมีการแข่งขันสูง รูปแบบการกระจายผลิตภัณฑ์ผ่านพ่อค้าคนกลางก็เริ่มลดน้อยถอยลง เธอคิดว่า ถ้าเดินเครื่องตามกรอบการทำงานแบบเดิมๆก็อาจส่งผลให้ธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จ ด้วยเหตุนี้เธอจึงเริ่มต้นด้วยการศึกษากระบวนการทำงานอย่างละเอียดทั้งในเรื่องของการออกแบบ การนำวัสดุมาใช้ รวมไปถึงกระบวนการผลิตเพื่อค้นหาเอกลักษณ์ที่แตกต่าง ในที่สุดเธอค้นพบว่า กระบวนการทำรองเท้าแบบแฮนเด์เมด ตั้งแต่การทำพื้นรองเท้ายาง การตัดเย็บ การเลือกใช้วัสดุ เป็นจุดแข็งที่โดดเด่นที่ผู้ผลิตรองเท้าไม่ค่อยมี สามารถนำมาสร้างนวัตกรรมใหม่ๆได้ นวัตกรรมอบรองเท้า เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของ Gemio Shoes คือกระบวนการอบรองเท้าที่อภิกษณาให้คำจำกัดความว่าเหมือนการอบขนมในเตาอบ กระบวนการนี้เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสามารถเสริมเสน่ห์สร้างลวดลายพร้อมเพิ่มคุณสมบัติให้กับรองเท้าก่อนนำไปใส่แม่พิมพ์ และเข้าเตาอบขึ้นรูปรองเท้าในขั้นตอนสุดท้าย คล้ายๆกับการทำขนมที่เราสามารถใส่ลูกเกด เพิ่มอัลมอนด์ โรยช็อคโกแลตชิพ ฯลฯ บนคุกกี้ก่อนเข้าเตาอบเช่นกัน อภิกษณาคิดค้นนวัตกรรมการทำพื้นรองเท้ายางพารา Eco (Eco 2 Surfaces Rubber) โดยนำเศษผ้าที่หลงเหลือจากขั้นตอนการตัดเย็บรองเท้ามานวดผสมในยางพารา (แทนการใช้ยางพารา 100% เหมือนที่เคยทำมา) เธอใช้เทคโนโลยีการคงรูปยาง Vulcanization ที่ีอาศัยความร้อนกระตุ้นสารเคมีที่ผสมอยู่ในยางคอมพาวด์แล้ว เกิดปฏิกิริยาเชื่อมโยงโมเลกุลให้เป็นโครงสร้างตาข่ายสามมิติ ทำให้ยางคอมพาวด์ หรือยางดิบที่ไม่สามารถใช้งานได้ แปรสภาพเป็นยางคงรูป หรือยางสุก มีสมบัติเสถียรไม่เปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิ กลายเป็นเสน่ห์ของรองเท้าผ้าใบที่สร้างพื้นผิวที่แตกต่าง ส่วนผสมของเศษผ้าบนพื้นยางนอกจากจะทำให้เกิดลวดลายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแล้ว ยังเสริมให้พื้นรองเท้ายางมีความทนทาน ไม่สึก ไม่ลื่นง่าย เรียกได้ว่าหนึ่งคู่รองเท้ามีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าเดิมมาก ทั้งนี้นวัตกรรมการทำพื้นรองเท้ายาง Eco 2 Surfaces Rubber ได้รับการอนุมัติิให้จัดแสดงในห้อง Material Connexion พร้อมจัดแสดงตัวอย่างที่ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) เสริมเอกลักษณ์ด้วยผ้าทอพื้นเมือง นอกจากพื้นรองเท้าที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นแล้ว อภิกษณาเลือกใช้ผ้าทอพื้นเมืองจากกลุ่มชาวบ้านที่ทำงานร่วมกับศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (ศศป.) รวมไปถึงการเลือกผ้าพื้นเมืองตามท้องถิ่นต่างๆที่ผลิตโดยครูช่าง หรือช่างฝีมือการทอผ้าพื้นเมืองท้องถิ่น โดยเลือกเนื้อผ้าที่มีความคงทน และลวดลายการทอที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค อภิกษณาเลือกใช้ผ้าย้อมสีธรรมชาติเท่านั้นเพื่อตอกย้ำจุดยืนของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยกรรมวิธีการอบรองเท้าแบบ Vulcanization ในกระบวนการผลิตทำให้เนื้อผ้าด้านบนเชื่อมเป็นเนื้อเดียวกับพื้นยางรองเท้า และขอบยางรอบพื้นรองเท้า จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า รองเท้า Gemio Shoes มีความทนทานมากกว่ารองเท้าที่เราพบเห็นในปัจจุบัน แตกต่างจากรองเท้าทั่วไป เช่น รองเท้าส้นสูงที่ส่วนใหญ่ใช้พื้นพลาสติก PVC หรือพื้นไม้ จากนั้นใช้กาวยางเชื่อมผิวผ้าหรือหนังด้านบน ทำให้รองเท้าพังง่าย ส้นหลุดบ่อย  หรือรองเท้าผ้าใบที่ใช้กรรมวิธีการฉีดยางเข้าแม่พิมพ์ ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างพื้นยางกับผิวผ้าใบด้านบนไม่แน่นหนาเหมือนกรรมวิธี Vulcanization ของ Gemio Shoes การนำผ้าทอจากท้องถิ่นมาใช้นอกจากจะช่วยทำให้รองเท้ามีความสวยงามอย่างมีเอกลักษณ์แล้ว ยังเป็นการสนับสนุนงานหัตถกรรมช่างฝีมือท้องถิ่น เสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชุมชน พร้อมสานต่อรูปแบบงานทอให้คงอยู่สืบทอดต่อไปด้วย รูปแบบผลิตภัณฑ์ และเป้าหมายในอนาคต เนื่องจาก Gemio Shoes ไม่ได้ตั้งเป้าที่จะเป็นรองเท้าแฟชั่นแบบสุดโต่ง อีกทั้งยังเป็นช่วงเริ่มต้นในการสร้างแบรนด์พัฒนาผลิตภัณฑ์ ทีมงานจึงไม่ได้ออกแบบรองเท้าตามซีซั่นเหมือนเช่นเสื้อผ้า แต่วางแผนที่จะคลอดลวดลายใหม่ๆประมาณ 3 ครั้งต่อปี ปัจจุบัน Gemio Shoes มีรองเท้า 3 รูปแบบ ได้แก่ รองเท้าผ้าทอมือทรงผู้หญิง รองเท้าผ้าใบ และรองเท้าสวมใส่สบายแบบ Slip-on ที่ไม่มีชิ้นผ้าบริเวณด้านหลัง พร้อมตอกย้ำให้เป็นแบรนด์รองเท้าเพื่อสุขภาพด้วย อภิกษณามุ่งมั่นที่จะสร้างแบรนด์ Gemio Shoes ให้เป็นที่รู้จักในระดับสากลภายในระยะเวลา 5 ปี โดยดึงเอาเอกลักษณ์ทั้งในเรื่องกระบวนการผลิต นวัตกรรมด้านวัสดุ การใช้ผ้าทอพื้นเมืองของไทย และการอบรองเท้าแบบ Vulcanization มาสร้าง “คุณค่า” และ “มูลค่า” ให้กับแบรนด์ ผสมผสานตลาดออฟไลน์ และออนไลน์ ในส่วนของช่องทางการขาย ทีมงานเลือกใช้การตลาดแบบออฟไลน์ เพื่อจับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการสัมผัสของจริง อยากทดลองสวมใส่รองเท้าก่อนการซื้อ ควบคู่ไปกับการทำตลาดบนโลกออนไลน์สำหรับลูกค้าที่นิยมการซื้อผ่านตลาดออนไลน์ ปัจจุบันแบรนด์ Gemio Shoes มีวางขายในบริเวณพื้นที่ชั้น 4 Ecotopia, Siam Discovery และออกบูธขายสินค้าตามงานอีเว้นท์ที่สอดคล้องกับทิศทางของแบรนด์ เช่น งาน Thai Fabric and Crafts Fair 2018 ที่รวบรวมสุดยอดสินค้าภูมิปัญญาไทยจากผู้ผลิตโดยตรง งาน Style 2018 ในบูธ 60+ ที่รวบรวมงานสิ่งทอเพื่อผู้สูงอายุ หรืองาน Craft Bangkok 2018 ที่เน้นผลิตภัณฑ์จากงานหัตถกรรมช่างฝีมือ เป็นต้น อภิกษณา กล่าวว่าข้อดีของการขายผ่านการออกบูธ ทำให้เธอมีโอกาสพูดคุยกับลูกค้าโดยตรง สามารถอธิบายแนวคิดของผลิตภัณฑ์ พร้อมได้รับคำแนะนำดีๆจากลูกค้า ในส่วนของตลาดออนไลน์ ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อผ่านช่องทางเว็บไซท์ และเฟสบุ๊ค กลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาส่วนใหญ่จะนิยมซื้อของออนไลน์อยู่แล้ว รวมไปถึงลูกค้าเดิมที่ต้องการซื้อซ้ำเพราะมั่นใจในคุณภาพโดยไม่ต้องสัมผัสรองเท้าจริงก่อนการตัดสินใจอีกครั้ง ก่อนจากกัน อภิกษณา ทิ้งท้ายไว้ว่า สิ่งที่ภูมิใจที่สุดในการทำงานคือ การได้สานต่อธุรกิจครอบครัวโดยมุ่งหวังให้ธุรกิจมีความยั่งยืน โดยดึงเอาศักยภาพสูงสุดของกระบวนการทำงานมาสร้างเอกลักษณ์ผ่านนวัตกรรมใหม่ๆที่ให้ความสำคัญกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ข้อคิดประเด็นเด็ด - การศึกษากระบวนการผลิตขององค์กรอย่างละเอียด ช่วยให้เราเห็นช่องทางในการสร้างนวัตกรรมจากสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว - การสร้างความแตกต่างไม่ใช่การทำสินค้าให้สวยงามเพียงมุมมองเดียว แต่คือการนำ วัสดุ กระบวนการผลิต รูปแบบการขาย ฯลฯ มาสร้าง “คุณค่า” ให้เกิดขึ้นบนผลิตภัณฑ์ - การพัฒนาสินค้าแนว Eco Product ไม่ได้ถูกตีกรอบไว้เพียงแค่สินค้าที่ผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ หรือวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้เท่านั้น แต่รวมไปถึงทุกขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นการนำเศษวัสดุที่หลงเหลือจากกระบวนการผลิตกลับมาใช้ใหม่เพื่อลดปริมาณขยะ การคำนึงถึงอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ที่ทนทาน ฯลฯ - การตลาดบนโลกออนไลน์สำหรับรองเท้า ส่วนใหญ่จะเป็นการซื้อซ้ำเพราะลูกค้ามั่นใจในคุณภาพอยู่แล้ว ดังนั้นเราจำเป็นต้องมีพื้นที่วางขายแบบออฟไลน์เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสสินค้าด้วย - การออกบูธตามงานอีเว้นท์ จำเป็นต้องเลือกรูปแบบของงานที่สอดคล้องกับทิศทางของแบรนด์ เพราะนอกจากจะช่วยเสริสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์แล้ว ยังเพิ่มโอกาสให้เราพบกับกลุ่มเป้าหมายของเราด้วย อ้างอิง : www.thegemio.com
Posted on 27 June 2018
0 0
ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจของไทยมาแต่ไหนแต่ไร สำหรับผู้ที่ไม่ใช่ชาวสวนยางและไม่ได้ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับอุตสหากรรมยางพารา เรามักจะได้รับรู้เรื่องเกี่ยวกับพืชเศรษฐกิจนี้ผ่านข่าวสารที่มักจะเป็นการรายงานว่า ราคายางตกต่ำ ชาวสวนยางออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือเรื่องราคายางที่ตกต่ำ ข่าวแบบนี้เกิดขึ้นทุกปี ในขณะที่อุตสาหกรรมการแปรรูปยางดูจะเป็นทำรายได้ได้คงที่มากกว่า โดยมากบ้านเราแปรรูปยางพาราในระดับพื้นฐานคือเป็นยางพาราแบบแท่ง แบบแผ่น หรือเป็นยางพาราแบบน้ำ เพื่อส่งออกขายเป็นวัตถุดิบให้อุตสาหกรรมต่างๆ นำไปใช้ผลิตสินค้าประเภทอื่นๆ ออกมา เช่นรองเท้า ถุงมือแพทย์ เครื่องนอน ยางรถยนต์ ฯลฯ ยางพารา มีประโยชน์หลากหลาย จึงแทรกซึมอยู่ในแทบทุกภาคส่วนชีวิตประจำวันของเราทุกคนโดยที่เราอาจจะไม่ทันนึกถึงเสียด้วยซ้ำ แต่สิ่งหนึ่งที่เรายังไม่ค่อยได้เห็นคือการทำออกแบบผลิตภัณฑ์ดีๆ ที่มียางพาราเป็นวัสดุหลัก  แบรนด์ PARA คือหนึ่งในตัวอย่างของแบรนด์ที่นำยางพารามาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างจากที่เคยทำๆ กันมา แถมแบรนด์ๆ นี้ยังทำมากกว่านั้นด้วยการตั้งมั่นที่จะเป็นแบรนด์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงไม่แปลกที่ PARA จะได้รับรางวัลจากหลากหลายเวทีการประกวดงานออกแบบ รวมทั้งยังเป็น 1 ในแบรนด์ที่ได้รับเลือกให้แสดงผลงานบน Debut Wall ของ TCDC อีกด้วย นี่จึงเป็นโอกาสดีที่ TCDCCONNECT จะพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับ PARA และ อรกานต์ สายะตานันท์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ให้มากขึ้น อรกานต์เริ่มต้นแบรนด์ PARA จากการที่เธอเล็งเห็นศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติของไทย และอยากจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรไทยผ่านงานออกแบบและนวัตกรรมที่เรียบง่าย ยางพาราถูกเลือกมาเพราะเป็นพืชเศรษฐกิจหลักอย่างหนึ่งของไทย และยังเป็นวัตถุดิบที่ไม่ค่อยถูกนำมาใช้ในงานดีไซน์อีกด้วย เธอใช้เวลากว่า 1 ปีในการหาข้อมูล ลงพื้นที่เรียนรู้จากทั้งกลุ่มเกษตรกร ชาวบ้าน และผู้ผลิตที่ทำผลิตภัณฑ์จากยางพารา จนเข้าใจธรรมชาติของวัสดุและคุ้นเคยกับเทคนิคและเอฟเฟกต์ต่างๆ ของยางพาราโดยละเอียด นอกจากนั้น อีกความตั้งใจหนึ่งของอรกานต์คือการสร้างแบรนด์และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อมแบบองค์รวม เธอมองว่าการจะสร้างสินค้าที่ eco-friendly อย่างแท้จริงได้นั้น นักออกแบบไม่สามารถออกแบบสินค้ารักษ์โลยเพียงชิ้นเดียวแล้วไม่คำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ เลยได้ แต่ต้องมองเป็นวัฏจักร เริ่มตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุ ไปจนถึงการบรรจุหีบห่อ และต้องคิดถึงวันที่ผู้ใช้เลิกใช้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ แล้วด้วย 3 แนวคิดหลักของ PARA อย่างการใช้วัตถุดิบไทย นำดีไซน์และนวัตกรรมเข้ามาใช้สร้างมูลค่าเพิ่มและการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปรากฎตัวให้เห็นได้อย่างชัดเจนในทุกๆ รายละเอียดของ TREE-IN-ONE ผลงานเปิดตัวของแบรนด์ อรกานต์เริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ระหว่างที่เธอเรียนอยู่ที่ประเทศอิตาลี และสังเกตว่าชาวอิตาเลียนมักจะดื่มไวน์หรือเครื่องดื่มที่บรรจุอยู่ในขวดแก้ว แต่ละบ้านจึงมีขวดแก้วจำนวนมาก เมื่อดื่มเครื่องดื่มหมดแล้ว ขวดแก้วนั้นมักจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ไม่มากเพราะไม่มีฝาขวดปิดแน่นหนา อรกานต์จึงเกิดไอเดียออกแบบจุกปิดขวดที่จะช่วยให้สามารถนำขวดแก้วกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง TREE-IN-ONE เป็นทั้งจุกปิดขวดสูญญากาศ กรวยกรอกน้ำ และปากขวดที่ช่วยให้เทน้ำออกจากขวดได้ง่ายขึ้น ยางพาราระดับ medical grade ถูกเลือกมาใช้เป็นวัตถุดิบหลัก เพราะเป็นวัตถุดิบธรรมชาติ ที่ไม่มีสารพิษที่เป็นอันตรายต่อการบริโภค และยังเป็นทรัพยากรธรรมชาติของไทย ที่มีคุณสมบัติโดดเด่น แต่มักไม่ค่อยถูกนำมาใช้ในงานออกแบบมากนัก อรกานต์พัฒนางานต้นแบบ และทำงานร่วมกับโรงงานแปรรูปยาง จนได้เป็นจุกขวดน้ำ TREE-IN-ONE ที่ปลอดภัยสำหรับการบริโภค ตอบโจทย์เรื่องประโยชน์การใช้สอย และยังดูทันสมัย สวยงามน่าหยิบมาใช้  นอกจากตัวผลิตภัณฑ์จะช่วยเรื่องการนำขวดแก้วกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้แล้ว บรรจุภัณฑ์ของ TREE-IN-ONE ก็ยังมีฟังก์ชั่นรองที่ทำให้แพ็คเก็จจิ้งไม่ถูกโยนทิ้งเป็นขยะทันทีที่เจ้าของแกะ TREE-IN-ONE ออกมาใช้ อรกานต์ออกแบบให้กล่องใส่ TREE-IN-ONE กลายเป็นที่รองแก้วจำนวน 5 ชิ้น เพียงฉีกตามรอยปรุที่ทางแบรนด์ทำเอาไว้ กระดาษที่เลือกใช้ก็เป็นกระดาษคราฟท์ไม่ขัดสี ปลอดภัยจากสารพิษ ย่อยสลายได้ง่าย แถมยังประกอบร่างเป็นแพ็คเก็จจิ้งโดยไม่ใช้กาวเคมีอีกด้วย โปรดักต์เปิดตัวชิ้นนี้สื่อสาร core values ของแบรนด์ PARA ออกมาได้อย่างครบถ้วน จนทำให้ PARA เป็นที่จับตามองในหลายๆ เวทีการประกวดออกแบบ Bangkok Design Week ปี 2560 ก็เป็นอีกหนึ่งเวที ที่ PARA ได้เข้าร่วมและฉายแววออกมาอย่างเต็มที่ “ด้วยความที่เราเริ่มต้นทำแบรนด์นี้ตอนเรียนอยู่ต่างประเทศ ก่อนหน้านี้เราจึงได้กลุ่มลูกค้าเป็นชาวต่างชาติเสียมาก การได้มีส่วนร่วมในงานนี้ โดยเฉพาะการได้แสดงผลงานบน Debut Wall และได้เป็นหนึ่งใน Creative Business Showcase ช่วยทำให้ PARA เป็นที่รู้จักมากขึ้นในกลุ่มคนไทย”   เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา อรกานต์ยังมีโอกาสได้นำแบรนด์ PARA ไปแสดงผลงานคอลเลกชั่นที่ 2 ที่ Salone del Mobile กรุงมิลาน ประเทศอิตาลีอีกด้วย PARA เป็นแบรนด์ไทยแบรนด์เดียวที่ได้รับคัดเลือกให้มาแสดงผลงานที่ SaloneSatellite ซึ่งเป็นเวทีสำหรับแบรนด์หน้าใหม่ที่ก่อตั้งโดยนักออกแบบรุ่นใหม่อายุไม่เกิน 35 ปี จากทั่วโลกโดยเฉพาะ การไปแสดงผลงานครั้งนี้ อรกานต์ทราบดีว่าชาวต่างชาติมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับยางพาราในฐานะวัสดุค่อนข้างน้อยมาก เธอจึงตัดสินใจที่จะนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับยางพาราตั้งแต่การตากเก็บน้ำยาง เทคนิคการผลิต ไปจนถึงแสดงผลงานออกแบบที่ดึงศักยภาพต่างๆ ของยางพาราออกมานำเสนอ คอลเลกชั่นที่ 2 ของแบรนด์ที่นำมาเปิดตัวในงานนี้มีด้วยกัน 3 ชิ้น ได้แก่ Layer ชุดที่รองจากและแก้วน้ำ Weave ที่ครอบรอบขวดกันลื่นและ Ta-Kraw เชือกสำหรับแขวนกระถางต้นไม้ เช่นเดียวกับคอลเลกชั่นแรกผลงานใหม่ทั้ง 3 ชิ้นยังคงเป็นการออกแบบที่ใช้ยางพาราเป็นวัสดุหลัก ใช้นวัตกรรมการออกแบบที่เรียบง่าย และคำถึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ Layer เป็นที่ชุดรองจานและแก้วทำจากยางพารา ที่สามารถใช้งานได้ทั้ง 2 ด้านแถมยังมีฟีเจอร์สนุกๆ อย่างการเปลี่ยนสีไปตามความร้อนและความเย็นของภาชนะที่นำมาวาง นี่คือหนึ่งในคุณสมบัติพิเศษของยางพาราที่ อรกานต์พบระหว่างการศึกษาวัสดุ ซึ่งเธอก็เป็นลูกเล่นนี้เอามาใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ได้อย่างลงตัว  Weave เป็นการนำยางเส้นมาสานเพื่อทำเป็นที่ครอบรอบขวดกันลื่น โปรดักส์ชิ้นนี้เป็นการต่อยอดจาก TREE-IN-ONE โดยช่วยคิดแก้ปัญหาเพิ่มเติมของการ reuse ขวดไวน์ ซึ่งผู้ใช้มักจะเจอปัญหาขวดลื่นจับลำบาก  ที่จับขวดนี้ ใช้เทคนิคการสานแบบพื้นบ้านแต่ลดทอนลายสานดั้งเดิมลง ให้ดูร่วมสมัยมากขึ้น  Ta-Kraw นำยางพาราแบบเส้นมาถักเป็นที่แขวนกระถางต้นไม้ โดยตั้งใจให้ผู้ใช้ นำไปใช้กับกระปุกแยม หรือกระปุกแก้วใส่อาหารต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ความยืดหยึนของยางทำให้สามารถใช้งานกับกระปุกและขวดแก้วได้หลากหลายขนาด เทคนิคการถัก ยังเป็นที่ถูกใช้กลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบงานคราฟท์อีกด้วย   อรกานต์เล่าอีกด้วยว่าจากประสบการณ์การแสดงผลงานมิลานของเธอในครั้งนี้ เธอพบว่า เมื่อชาวต่างชาติที่แทบจะไม่รู้จักว่าต้นยางคืออะไร ได้เรียนรู้คุณสมบัติและศักยภาพของยางพาราแล้ว แทบทุกคนต่างหลงใหลในประโยชน์ของวัตถุดิบชนิดนี้ โดยเฉพาะในหมู่ชาวยุโรปที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม และการใช้ชีวิตแบบ all natural   คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ PARA
Posted on 03 May 2018
0 0
แบรนด์ FEEMUE (ฝีมือ) เป็นหนึ่งในแบรนด์สินค้าที่ผลิตขึ้นภายใต้แนวคิดของมูลนิธิสิกขาเอเซีย ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงมุมมองในเชิงลบของสลัมที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพมหานคร  “สลัมคลองเตย” ให้เกิดภาพลักษณ์ที่เป็นบวก ด้วยทักษะและงานฝีมือจากกลุ่มผู้หญิงที่อาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้ พลังของการออกแบบประกอบเข้ากับเทคนิกงานหัตถกรรม โครงการนี้จึงได้ต่อยอดมาเป็นแบรนด์ ฝีมือ ภายใต้การดูแลของมูลนิธิฯ คุณลินตัวแทนของมูลนิธิฯ ได้เล่าให้ทีมงาน TCDC ฟังถึงความเป็นมาว่า “เราได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิฯในฐานะองค์กรสาธารณกุศล และองค์กรพัฒนาเอกชนที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เพื่อช่วยเหลือคนยากจนและด้อยโอกาส ให้มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม มุ่งเน้นโครงการเพื่อสนับสนุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนยากจนเป็นหลัก” คุณค่าเชิงบวกจากทักษะชุมชน “ด้วยความเชื่อที่ว่า การศึกษาจะทำให้พวกเขาเหล่านั้น สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยศักยภาพของตนเอง และ เติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชุมชนบ้านเกิดและสังคม” มูลนิธิจึงได้พัฒนา และดูแลโครงการมากมายตามเป้าหมายที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาห้องสมุดชุมชน ห้องสมุดเคลื่อนที่ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน และ โครงการสนับสนุนทุนการศึกษา นอกเหนือจากโครงการดังกล่าวแล้ว มูลนิธิสิกขาเอเชีย ยังได้ดำเนินโครงการเพื่อสตรีในชุมชน นั้นคือ โครงการหัตถกรรมในรูปแบบของผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ ฝีมือ โดยมีกลุ่มชุมชนแออัดย่านคลองเตย จำนวน 7 คน เข้าร่วมกับโครงการ ในรูปแบบของการฝึกอาชีพ เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง และสามารถทำงานใกล้บ้านได้อีกด้วย นอกจากนี้ กำไรบางส่วนยังนำไปสนับสนุนโครงการห้องสมุด เพื่อซื้อหนังสือเล่มใหม่ให้กับเด็กๆในชุมชนแออัดอีกด้วย มองต่างอย่างต่างมุม “จริงๆแล้วโครงการหัตถกรรมนี้ เริ่มขึ้นมาพร้อมๆกับงานของมูลนิธิสิกขาเอเซีย แต่ก่อนหน้านี้จะผลิตแต่สินค้าตามที่ได้รับคำสั่งมา จึงเป็นสินค้าที่ไม่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง โดยสินค้าส่วนใหญ่จะใช้ผ้าพื้นบ้านของชาวไทยภูเขา เป็นวัตถุดิบในการผลิต เพราะมูลนิธิฯ มีความสัมพันธ์อันดีกับหมู่บ้านชาวไทยภูเขาผ่านทางโครงการทุนการศึกษาอยู่ก่อนแล้ว” อย่างไรก็ดี เพื่อให้โครงการสามารถต่อยอดผลงานออกไปในตลาดอื่นๆได้อีก  รูปแบบของสินค้าจากโครงการ จึงมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการออกแบบให้สามารถสะท้อนอัตลักษณ์ได้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากดีไซน์เนอร์มืออาชีพชาวญี่ปุ่น FUJI TATE P คุณลินได้เล่าให้ฟังถึงการผลักดันแบรนด์ฝีมือจากมุมมองของดีไซน์เนอร์ที่มีต่อโครงการว่า “เมื่อได้มาพบเจอกับเรา ตัวเขาเองรู้สึกประทับใจทั้งในตัวของสถานที่ซึ่งมีความเป็นแหล่งงาน “ฝีมือ”ในหลากหลายรูปแบบ และเจ้าหน้าที่โครงการหัตถกรรมของเราเอง ซึ่งก็มี -ฝีมือ- ไม่น้อยหน้าใคร” ด้วยวัฒนธรรมและมุมมองที่ไม่เหมือนกันของคนไทยและคนญี่ปุ่น ภาพของชุมชนแออัดที่ดีไซนเนอร์มองเห็นนั้น จึงแตกต่างกับภาพที่คนไทยอีกหลายๆคนรับรู้ “ด้วยเหตุนี้เอง ดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นจึงได้ร่วมมือกับมูลนิธิฯ เพื่อผลิตและออกแบบสินค้าแบรนด์ FEEMUE ขึ้น และหวังว่าจะช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์ของชุมชนไปในทางที่ดีขึ้น” ฝืมือ = “ทักษะ”+“หัตถกรรม”+“เทคนิค” FEEMUE เป็นสินค้าที่มีไอเดียจากวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนด้วยแนวคิดสำคัญ ก็คือ “สร้างขึ้นโดยผู้หญิงที่อาศัยอยู่ที่นี่ ทำงานในห้องตัดเย็บของชุมชน และทำงานอยู่หน้าบ้านของพวกเธอ” ดังนั้นดีไซเนอร์จึงหวังที่จะบอกให้ผู้คนรับรู้เกี่ยวกับชีวิตในสลัมจากสินค้ายี่ห้อนี้ “การดำเนินงานและประชาสัมพันธ์งานของแบรนด์ เริ่มต้นจากคนต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และคนญี่ปุ่นในประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก เนื่องจากเรามีองค์กรเครือข่ายที่ช่วยจัดจำหน่ายให้ที่ประเทศญี่ปุ่น สาเหตุที่เราเริ่มเจาะตลาดคนญี่ปุ่นก่อนนั้น เพราะเรามีความสัมพันธ์อันดีกับสื่อและร้านค้าหลายๆที่ของคนญี่ปุ่น” ด้วยรูปลักษณ์ของสินค้าที่มีดีไซน์สวยงาม นอกจากตลาดญี่ปุ่นแล้ว “เรายังหวังว่าจะขยายตลาดต่อไปยังประเทศอื่น และกลุ่มคนไทยซึ่งเป็นวัยรุ่นที่ให้ความสนใจในงานพัฒนาชุมชนไปพร้อมกับงานออกแบบ” เติมเต็มช่องว่าง สร้างโอกาสใหม่ คุณลินได้เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของแบรนด์ว่า “ทำไมโลโก้ของ FEEMUE จึงเป็นสี่เหลี่ยม และมีทางออกสองทาง เนื่องจากเมื่อมองภาพใหญ่ของบ้านเรือนในชุมชน เราจะเห็นว่าที่อยู่อาศัยเหล่านี้ มีความหนาแน่นสูงมาก เป็นเส้นตรงแข็งทื่อมากมาย ที่พาดผ่านกันไปมา มีอิมแพคที่รุนแรงโดยเฉพาะเมื่อมองมาจากด้านบน นอกจากนี้ชุมชนยังมีทางเข้าออกแค่สองทางเท่านั้น” ในส่วนของตัวผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ FEEMUE แบรนด์มี “สินค้าแบ่งออกได้เป็น 3 หมวดหมู่ใหญ่ๆ คือ 1) สินค้าจากแรงบันดาลใจในชุมชน 2) สินค้าที่มีผ้าพื้นเมืองชาวเขาเป็นส่วนประกอบ และ 3) สินค้าในกลุ่มถุงข้าวสารโปร่งแสง” สำหรับสินค้าในกลุ่มแรงบันดาลใจได้มาจากกิจกรรมร้อยพวงมาลัยของผู้หญิงหลายคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ที่มักจะรับจ้างร้อยมาลัยอยู่หน้าบ้านของตัวเอง ส่วนสินค้าจากผ้าพื้นเมืองชาวไทยภูเขานั้น ผลิตจากหมู่บ้านที่มูลนิธิมีความสัมพันธ์ ผ่านทางโครงการทุนการศึกษาที่ จ.พะเยา และท้ายสุดสินค้าในกลุ่มเป็นถุงข้าวแบบโปร่งแสง  มูลนิธิฯ หวังว่า ผลผลิตจากงานของแบรนด์จะช่วยเติมเต็มช่องว่างทางธุรกิจ ในแง่ของงานดีไซน์ที่ผูกรวมกับงานช่วยเหลือชุมชน ดังนั้นคนที่สนใจงานของแบรนด์ และมูลนิธิ อาจจะเป็นคนที่แค่ชอบงานดีไซน์ หรือ อาจจะสนในเรื่องราวของโครงการทั้งหมด และ อยากสนับสนุนกลุ่มคนด้อยโอกาสในชุมชนแออัดก็เป็นไปได้ แนวทางการทำแบรนด์ ถ้ามองในแง่ธุรกิจ คงต้องบอกว่าแบรนด์ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น คุณลินให้รายละเอียดว่า “ปัจจุบันตลาดของเรายังจำกัดมาก แต่ก็ยังมีโอกาสเติบโตไปที่ตลาดอื่นๆได้อีก เพราะฉะนั้น เราจึงจัดกิจกรรมหลายอย่าง เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับโครงการของเรา เช่น การออกหนังสือภาพ หรือ การจัดสลัมทัวร์ เพื่อเป็นช่องทางโปรโมตแบรนด์ โดยกลุ่มเป้าหมายที่ตั้งไว้จะมีสองกลุ่ม คือ คนที่สนใจสินค้าในกลุ่ม Social Entrepraise เน้นเรื่องของการทำธุรกิจบนความยั่งยืนและไม่เอารัดเอาเปรียบสังคม เช่นแนวคิดของธุรกิจแบบ Fairtrade รวมถึง กลุ่มเป้าหมายที่ชื่นชอบงานดีไซน์ที่มีกลิ่นอายความเป็นไทย อย่างเช่นตลาดผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น” นอกจากนี้แล้ว “เป้าประสงค์หลักของแบรนด์นี้จริงๆ คือ การเปลี่ยนภาพลักษณ์ของชุมชนแออัด ด้วยพลังแห่งการออกแบบ ซึ่งปัจจุบันเราคิดว่า เราทำสำเร็จในระดับหนึ่ง อย่างน้อยกลุ่มผู้ผลิตซึ่งเป็นผู้อยู่อาศัยในชุมชนแห่งนี้ ได้เกิดความภาคภูมิใจว่าชิ้นงานสวยงามเหล่านี้ พวกเขาเป็นผู้ผลิตเอง และ มันได้รับการยอมรับจากบุคคลภายนอกมากขึ้นเรื่อยๆ เราหวังว่าสักวัน เมื่อคนพูดถึงคลองเตย คนจะพูดว่า “อ๋อ..ที่ที่ผลิตเครื่องประดับน่ารักๆแบรนด์ FEEMUE ใช่ไหม” ไม่ใช่ประโยคที่ว่า “อ๋อ...ที่ที่มีแต่ยาเสพย์ติดน่ะเหรอ” ก้าวไปข้างหน้า แบรนด์วางแผนที่จะขยายตลาดให้กว้างขึ้น โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศให้มีมากกว่าแค่ตลาดญี่ปุ่น จึงทำให้แบรนด์พยายามสร้างเครือข่ายในวงกว้าง เพื่อสร้างการรู้จักและยอมรับ ต้องบอกว่าที่ผ่านมาแบรนด์ดำเนินงานตามแนวทางของมูลนิธิฯ จึงไม่เชี่ยวชาญการทำตลาดมากนัก แต่ก็ยังคงมุ่งหวังการเติบโตอย่างยั่งยืน อย่างที่คุณลินได้บอกกับทีมงานของเราว่า “ต้องพูดกันตามตรงว่าในฐานะมูลนิธิ เราไม่ถนัดด้านการทำตลาด เราถนัดในแง่ของการผลิตมากกว่า เพราะฉะนั้นการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ จึงสำคัญกับเรามาก อย่างเช่นการที่เราได้มาเปิดตัวกับ Debut ในครั้งนี้ก็เช่นกัน เพราะเคยมาชมนิทรรศการ Debut  Wall ครั้งที่แล้ว จึงมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างกันนั่นเอง” เกร็ดคิดปิดท้าย “ไม่มีใครเคยคิดมาก่อนว่างานดีไซน์จะเกิดขึ้นได้จากพื้นที่ที่ถือได้ว่าเป็นแหล่งเสื่อมโทรมของกรุงเทพ แต่ในความเป็นจริงแล้ว งานดีไซน์มีอยู่ทุกที่ อยู่ที่ว่าใครจะมองเห็นมันก่อนเป็นคนแรก” ข้อมูลอ้างอิง บทสัมภาษณ์ คุณลิน และ http://feemue.com/ คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ FEEMUE
Posted on 24 May 2018
15 0
แบรนด์ลูกของร้าน Room Concept Store ร้านเฟอร์นิเจอร์มัลติแบรนด์ที่มีเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ขายทั้งแบรนด์ไทย และต่างประเทศ มีสาขาที่สยามดิสคัฟเวอรี่ เอ็มควอเทียร์ เซ็นทรัลเอมบาสซี ประสบการณ์ 3 ปีของการทำรีเทล ทำให้ทีมได้พบปะกับผู้ใช้โดยตรง เห็นความต้องการของผู้ใช้ที่เป็นช่องว่าง และต้องการนำเสนอแบรนด์ที่มีความเป็นตัวของตัวเองด้วย เพราะแนวคิดหลักของ ROOM Lab คือห้องทดลองการออกแบบ เพื่อให้ดีไซเนอร์ได้ใส่ความเป็นตัวเอง และสไตล์ขี้เล่นสนุกสนานแบบไทยๆ มีเอกลักษณ์ของชิ้นงาน ที่เฟอร์นิเจอร์แต่ละตัวสามารถสื่อสารกับลูกค้า และตอบสนองความไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้ด้วย วงศธร ชัยเชิดชูวงศ์ ดีไซเนอร์ประจำของ Room Concept store เป็นตัวแทนเล่าให้ฟังว่าแบรนด์ ROOMlab เริ่มมาได้ราวปีกว่าแล้ว นอกจากแนวคิดหลักข้างต้น ทางแบรนด์ยังเห็นความต้องการอีกอย่างของลูกค้าว่า คนไทยส่วนใหญ่ก็ต้องการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์อยู่แล้ว แต่เป็นในราคาที่เอื้อมถึงด้วย ทางแบรนด์จึงออกแบบงานดีไซน์และขายในราคาที่เหมาะสม จับต้องเข้าถึงได้ โดยภาพรวม เฟอร์นิเจอร์ของ ROOMlab มีดีไซน์น่ารัก มีลูกเล่น ขี้เล่น ในขณะเดียวกันก็ดูเรียบง่าย เข้าได้กับทุกพื้นที่ ในดีไซน์นั้นมีฟังก์ชันซ่อนอยู่ เช่น โต๊ะกลางรูปวงกลม ซึ่งมีส่วนที่เหมือนเป็นงานตกแต่งอยู่ แต่การตกแต่งนั้นก็สามารถปรับให้กลายเป็นที่เก็บของได้ด้วย หรือเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะกับใช้ในพื้นที่อยู่อาศัยขนาดเล็ก ผสานฟังก์ชันหลากหลายเข้าไปในชิ้นเดียว เช่น กระจกแต่งตัว ที่บวกตู้เสื้อผ้าเข้าไว้ด้วยกัน ตอบโจทย์การอยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่ นอกจากเฟอร์นิเจอร์สำหรับการใช้งานอินดอร์แล้ว ยังมีงานเอาท์ดอร์ ที่ใช้วัสดุอลูมิเนียมเคลือบผิวด้าน (Powder Coated Aluminium) มีการออกแบบในรายละเอียดที่น่าสนใจ เช่น การทำผิวเคลือบอลูมิเนียมให้มีผิวสัมผัสเหมือนลายหิน หรือการออกแบบเก้าอี้ใช้ภายนอกที่น่ารัก เหมาะสำหรับปาร์ตี้นอกบ้าน แต่ไม่ขาดฟังก์ชั่นการจัดเก็บที่ซ้อนกันได้ ประหยัดพื้นที่  ข้อจำกัดในการออกแบบ และถือเป็นความท้าทายไปพร้อมกันคือเรื่องวัสดุ ด้วยความที่เมืองไทยเป็นประเทศที่มีจุดแข็งด้านวัสดุไม้ และมีช่างฝีมืองานไม้มาก เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่จึงเป็นงานไม้ แต่ไม่เพียงแค่นั้น แบรนด์ที่ก่อตั้งใหม่ โดยไม่ได้มีโรงงานเองนั้น ก็มีข้อจำกัดเรื่องการหาซัพพลายเออร์ “บางโรงงานรับผลิตแต่อย่างนี้เท่านั้น บางโรงงานไม่ถนัด หรือบางโรงงานก็รับผลิตเฉพาะแบรนด์ ผลิตให้แบรนด์ตัวเองเท่านั้น ทำให้แบรนด์ไทยเล็กๆ หลายแบรนด์ ที่เพิ่งก่อตั้งและต้องหาซัพพายเออร์เอง มีข้อจำกัด นี่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะจริงๆ ดีไซเนอร์ไทยออกแบบงานดีได้ไม่ต่างจากดีไซเนอร์ต่างประเทศ แต่ข้อมีข้อจำกัดเรื่องวัตถุดิบและการผลิตอยู่ ซึ่งจริงๆ ถ้าสามารถหาจุดร่วม ดึงดีไซเนอร์มาคุยกับซัพพลายเออร์ก็น่าจะทำให้มีการขยายตลาดได้” “เราก็ไม่สามารถหาไม้หรือดัดไม้ในฟอร์มที่เราต้องการได้ เคิร์ฟที่ได้ก็จะเป็นแบบมาตรฐาน หรือถ้าเป็นโลหะ เราไม่สามารถขึ้นรูปได้ตามทรงที่เราต้องการร้อยเปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น ทำให้เราต้องใช้วัสดุมาตรฐาน นำมาตกผลึก มาสื่่อให้คนได้เข้าถึง ขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องที่ท้าทายดีไซเนอร์อยู่เหมือนกัน การทำงานภายใต้ข้อจำกัด หากเราไม่มีสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่เราต้องออกแบบสุดท้ายมาให้ใกล้เคียงกับความคิดของเราที่สุด” วงศธรเสริมว่า แม้มีข้อจำกัดเรื่องวัสดุ แต่ทีมดีไซเนอร์ของแบรนด์นี้ พยายามไม่จำกัดตัวเองกับวัสดุ  “เราไม่กำหนดเลยว่าต้องเป็นแมททีเรียลอะไร ไม่ใช่ต้องทำมาจากไม้หรือเหล็กอย่างเดียว ขึ้นอยู่กับแนวคิดของดีไซเนอร์เลย เราพยายามที่จะหาซัพพลายเออร์มากกว่า คือถ้าดีไซน์นี้ดีไซเนอร์ระบุว่าต้องเป็นอลูมิเนียม ก็ต้องเป็นอลูมิเนียม ไม่ใช่เปลี่ยนเป็นไม้ การผลิตจึงเลยใช้เวลานาน ในการทำงานกับซัพพลายเออร์ แต้ถ้ามันคุ้มค่า ทำแล้วสามารถถ่ายทอดความคิดได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ พวกเราไม่อยากโดนจำกัดด้วยข้อจำกัด บางครั้งถ้าเป็นอลูมิเนียมก็จะมีเรื่องจำนวนขั้นต่ำในการผลิต ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่ถ้ามันสามารส่งไอเดียของผลิตภัณฑ์ไปสู่ลูกค้าได้ เราก็พยายามทำแบบนั้น” เพราะพยายามจัดการกับการผลิตให้ถึงที่สุด ก็ทำให้ทางแบรนด์มีลูกค้าประจำต่อเนื่องขึ้น พวกเขาก็จึงเริ่มทดลองวัสดุต่อ ทั้งไม้จับคู่กับอลูมิเนียม หรืออลูมิเนียมหุ้มบุก็มี ROOM Lab อยากให้เฟอร์นิเจอร์ของพวกเขาเข้าถึงทุกคน “ให้คนที่อยากมีเฟอร์นิเจอร์ดีๆ สู้กับต่างประเทศได้ แต่เป็นราคาของคนไทย เราสามารถใส่ดีไซน์ไปในราคาที่ลูกค้าจับต้องได้” และเพราะเป็นห้องทดลองทางดีไซน์ ตอนนี้ทางแบรนด์เน้นใช้ดีไซเนอร์หลักเพื่อออกแบบแนวทางและบุคลิกของแบรนด์ให้ชัด แต่ในอนาคตพวกเขาก็มีแผนที่จะทำงานร่วมกับดีไซเนอร์อื่นๆ เป็นคอลเลกชั่นไป เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับดีไซเนอร์ไทยได้สร้างสรรค์งานสนุกๆ ร่วมกัน และต่อให้เป็นงานที่มาจากหลากไอเดีย เขาก็เชื่อว่าด้วยดีไซน์และการจัดวางก็สามารถทำให้อยู่ร่วมกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นมีที่มาจากชุดเดียวกัน ตอนนี้ทางแบรนด์เน้นที่ตลาดในประเทศ โดยมีวางขายที่หน้าร้านของตัวเอง และออกงานแฟร์ต่างๆ ในประเทศ ขณะเดียวกันก็เริ่มขยับไปวางขายในมัลติแบรนด์สโตร์ในเอเชียแล้วเช่นกัน โดยต้องการสื่อสารกับคนไทยให้รู้ว่ามีงานดีไซน์ในราคาที่เข้าถึงได้ หนึ่งในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย ROOM Lab ได้เข้าร่วมกิจกรรมนำเสนอผลงานของนักออกแบบและผู้ประกอบการในโครงการ Debut Talk ครั้งที่ 15 โดย TCDC CONNECT ซึ่งเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่ทำให้ผู้ประกอบการและดีไซเนอร์มาเจอกัน ในรูปแบบของ Business Pitching ที่กระชับ ตรงประเด็น และ Business Matching ที่มีการจัดพื้นที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ของผู้เข้าร่วมแต่ละราย ซึ่งจะทำให้เกิดการพูดคุย และความร่วมมือกันขึ้น หากโจทย์และการตอบโจทย์ตรงกัน ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้แบรนด์ต่อยอดผลิตภัณฑ์ของตัวเองได้ ในอนาคตทางแบรนด์ก็อยากเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้โลกได้รู้จักว่าประเทศไทยมีเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ที่น่าสนใจ ไม่เพียงแต่แบรนด์ ROOM Lab เท่านั้น คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ roomlab
Posted on 29 May 2018
0 0
Dapperday Designstore  กลุ่ม design collective หน้าใหม่ที่น่าจับตามองจากโคราช  ในโลกยุคปัจจุบันที่การเชื่อมโยงทั้งภายในสายงานและระหว่างสายงานเป็นเรื่องที่ลูกค้าทุกคนคาดหวังจากคนทำงานไม่เว้นแม้กระทั่งนักออกแบบเราจึงได้เห็นการรวมตัวกันของกลุ่มคนทำงานต่างๆในสายงานเดียวกันและข้ามสายงานเพื่อร่วมกันรับงานและทำงานที่มีความหลากหลายตัวอย่างของกลุ่ม design collective ที่ร่วมตัวกันรุ่งมีให้เห็นทั้งในไทยและต่างประเทศเช่นกลุ่ม Design Plant ที่เริ่มก่อตั้งในปี 2013 และล่าสุดก็เพิ่งจะรวมตัวกันจัดแสดงผลงานอีกครั้งที่ TIF - Thailand International Furniture Expo เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาหรือกลุ่ม YBA (Young British Artists) art collective ของศิลปินหน้าใหม่ในกรุงลอนดอนช่วงยุค 80’s ที่รวมตัวกันจัดแสดงผลงานจนหลายคนได้ดิบได้ดีกลายเป็นศิลปินดังอย่าง Damien Hirst, Tracey Emin, Marc Quinn ฯลฯ  ในครั้งนี้ TCDCCONNECT และโครงการ Debut by TCDCCONNECT อยากจะแนะนำให้คุณรู้จักอีกหนึ่ง design collective หน้าใหม่ที่ผ่านการคัดเลือกได้มาโชว์ผลงานบน Debut Wall ครั้งที่ 15 เป็นหนี่งใน 35 นักออกแบบจากหลากหลายสาขาที่ได้โอกาสนำผลงานมาจัดแสดงในครั้งนี้ Dapperday Designstore เป็นการรวมตัวของกลุ่มเพื่อนจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน 6 คนที่ต่างเรียนมาในต่างสาขาวิชาและมีความถนัดที่แตกต่างกันทั้งงานกราฟิกดีไซน์วาดภาพประกอบจิตกรรมภาพพิมพ์และการควบคุมการผลิต ตัวแทนของกลุ่มเล่าว่าเขาและเพื่อนๆอีก 5 คนก่อตั้งกลุ่มขึ้นเพราะอยากทำงานที่ผสมผสานงานทัศนศิลป์เข้ากับงานออกแบบเพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อมที่น่าสนใจในจังหวัดนครราชสีมาจึงเลือกรวมตัวกับเพื่อนๆที่แม้จะมีความสามารถต่างสาขาแต่ก็สามารถทำงานส่งเสริมกันได้เป็นอย่างดีกานต์เล่าอีกด้วยว่าพวกเขาทั้ง 6 คนต่างก็มีหน้าที่การงานของตัวเองกันอยู่แล้วแต่ก็เลือกจะมารวมตัวกันเพื่อทดลองทำงานและ “เป็นการวิ่งตามความฝันในงานที่เรารักเเละอยากทำเผื่อว่าจะมีประโยชน์ต่อสังคมแล้วก็ได้ยังได้ฝึกฝีมืออีกด้วย” ที่มาของชื่อ Dapperday ทางกลุ่มตั้งใจสื่อความหมายถึงวันที่กระชับกระเฉงมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้เนื่องจากสมาชิกทุกคนในกลุ่มมีพลังในการทำงานอันเต็มเปี่ยมพวกเขาเรียกตัวเองว่าดีไซน์สโตร์ที่พร้อมจะสร้างผลงานทุกรูปแบบตามโอกาสดีๆที่พุ่งเข้ามา  ผลงานของ Dapperday Designstore มักจะเป็นงาน visual design โดยเมื่อผลิตผลงานจริงก็สามารถ finish งานได้ในหลากหลายเทคนิคทั้งงานทำมือและงานคอมพิวเตอร์ตามแต่ความต้องการของลูกค้า  ผลงานหลักๆที่มีให้เห็นของ Dapperday Designstore มักจะเป็นการออกแบบรอยสักและงานสร้างสตรีทอาร์ตกราฟิตี้  ไปจนถึงการออกแบบแบรนด์ดิ้ง โลโก้ ให้กับร้านค้า ร้านอาหาร สำหรับ Dapperday  การออกแบบแบรดน์ดิ้ง มีความท้าทายที่น่าสนุกตรงที่ต้องตีความและถ่ายทอดอัตลักษณ์ของแบรนด์ออกมาให้ได้มากที่สุด และทำให้สินค้า หรือแบรนด์ของลูกค้ามีสเน่ห์ดึงดูดน่าซื้อหา ให้ได้มากที่สุด แม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นสั่งสมผลงานแต่ความตั้งใจของ Dapperday Designstore และความกระตือรือร้นในการทำงานของพวกเขาน่าทำให้ Dapperday สามารถเติบโตเป็น design collective ที่แข็งแรงอัดแน่นด้วยประสบการณ์ได้ในอนาคต  โครงการ Debut by TCDCCONNECT นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยเป็นแพลตฟอร์มให้นักออกแบบและ design collective รุ่นใหม่ได้เผยแพร่ผลงานของตัวเองให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น   คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ  Dapperday Designstore  
Posted on 02 June 2018
0 0
Pica Pen แบรนด์ผู้ผลิตปากกาคอแร้ง ส่งต่อคุณค่าจากอดีตถึงมือคนรุ่นใหม่ปากกาคอแร้ง (Quill) คืออุปกรณ์เครื่องเขียนสมัยเก่าที่ผู้คนนิยมใช้เขียนตัวอักษรโรมันแบบตัวเขียน ถือกำเนิดขึ้นจากความนิยมในศิลปะอักษรวิจิตร (Calligraphy) อันเป็นศิลปะการสร้างสรรค์ตัวอักษรที่เฉพาะตัว ผ่านการฝึกฝนจนชำนาญ เพื่อให้ได้ตัวอักษรที่ดูพลิ้วไหว โลดแล่นบนแผ่นกระดาษได้อย่างอิสระ ในปัจจุบันงาน calligraphy นิยมใช้ในโอกาสพิเศษเช่นในงานศิลปะต่างๆ หรืองานอักษรประดิษฐ์ที่ใช้ประกอบเป็นโลโก้ ประกาศนียบัตร การ์ดอวยพร และงานแกะสลักข้อความที่เกี่ยวข้องกับความสวยงาม ความสูงส่ง ฯลฯจวบจนปัจจุบันความนิยมในศิลปะ calligraphy ยังคงถูกส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้ปากกาคอแร้งยังคงเป็นอุปกรณ์สำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานผ่านหยดหมึก และต่อยอดองค์ความรู้โบราณทรงเอกลักษณ์นี้มาถึงคนรุ่นใหม่ วันนี้ TCDCCONNECT อยากแนะนำให้คุณรู้จักกับแบรนด์ Pica Pen (พิกา เพน) ผู้ผลิตปากกาคอแร้งที่ต้องการส่งผ่านอัตลักษณ์แห่งศิลปะ calligraphy ไปสู่งานสร้างสรรค์ทุกแขนงแรงบันดาลใจในร้านขายของเก่า สู่ความทรงจำของคนรุ่นใหม่ก้อง - พิชชากร มีเดช ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Pica Pen เล่าให้เราฟังว่าเขาเริ่มต้นธุรกิจนี้จากความหลงใหลที่มีต่อเรื่องราวของปากกาคอแร้ง หรือปากกาจุ่มหมึกที่พบในร้านขายของเก่า “ความชอบส่วนตัวผลักดันให้ผมลองออกแบบสินค้าใหม่ขึ้นมา และนำไปลองขายครั้งแรกที่งานออกร้านของมหาวิทยาลัยศิลปากรครับ จุดเด่นของ Pica Pen คือเราใช้วัสดุจากหนังและไม้ ซึ่งปรากฏว่าโดนใจคนที่ชื่นชอบ calligraphy มาก หลังจากนั้นเราก็ได้ไปร่วมงานเทศกาลนวัตศิลป์นานาชาติ (IICF) อีกซึ่งก็ได้รับฟีดแบคที่ดีกลับมาเช่นกัน” พิชชากรบอกว่ากลุ่มลูกค้าที่สนใจปากกาคอแร้งนั้นหลากหลายกว่าที่คิดมาก มีทั้งกลุ่มนักเรียนนักศึกษา คนวัยทำงาน และกลุ่มคนสูงวัยที่อยากรื้อฟื้นความทรงจำครั้งเก่าด้วย“มันเหมือนว่าเรานำความทรงจำในอดีตของเขามาสร้างเป็นประสบการณ์ใหม่อีกครั้ง”ด้วยคุณสมบัติดั้งเดิมของปากกาคอแร้งที่สามารถเปลี่ยนสีน้ำหมึกและขนาดเส้นหมึกได้ทันใจ ทำให้มันยังเป็นหนึ่งในตัวเลือกของการสร้างสรรค์งานที่เดินเคียงคู่กับจินตนาการผ่านหยดหมึกมาตลอด “ความง่ายคือคุณแค่ล้างหัวปากกาและนำไปจุ่มหมึกสีอื่นก็ได้สีใหม่แล้ว หรือถ้าต้องการเส้นสายที่ต่างไป ก็แค่เปลี่ยนหัวปากกาเล็กๆ แค่นั้น” พิชชากรบอกว่าสำหรับแบรนด์ Pica Pen เขาได้ออกแบบปากกาที่ตอบโจทย์การใช้งานหลักๆ ไว้สองแบบ หนึ่งคือด้ามแบบตรง (Straight Nip Holder) ใช้สำหรับงานเขียนและวาดรูปทั่วไป สองคือแบบด้ามแบบเอียง (Oblique Nib Holder) สำหรับงานเขียน calligraphy โดยเฉพาะ‘คุณค่า’ และ ‘คุ้มค่า’ ต้องมาด้วยกันแม้จะเป็นดีไซน์ที่ทำขึ้นใหม่หมดจด แต่ Pica Pen ก็ถูกออกแบบให้ใช้หัวปากกาโลหะที่มีลักษณะมาตรฐานทั่วไป นี่เป็นไอเดียของพิชชากรที่อยากให้ลูกค้าหาซื้ออะไหล่ได้สะดวก “ผมต้องการให้ Pica Penตอบโจทย์ทุกอย่างในชีวิตประจำวันของผู้ใช้ ดังนั้นอะไหล่ต้องหาเปลี่ยนง่าย ซื้อได้จากร้านค้าทั่วไป หรือจะกลับมาให้ Pica Pen เปลี่ยนให้ก็ได้เหมือนกัน และปากกาของเราใช้กับน้ำหมึกได้หลายชนิด เขียนได้ตั้งแต่เส้นเล็กคมกริบ ไปจนถึงเส้นที่มีขนาดใหญ่ ตอบโจทย์ทั้งในงานออกแบบและงานเขียนตัวอักษร calligraphy ครับ”ในส่วนของการดีไซน์และคัดเลือกวัสดุ พิชชากรย้ำชัดว่าเขาต้องการให้ปากกาที่ผลิตขึ้นนี้มีคุณภาพ และมีความคุ้มค่าในการใช้งานจริง แบรนด์ Pica Pen จึงใส่ใจมากในการคัดเลือกวัสดุ โดยคำนึงถึงน้ำหนักของตัวเลือกวัสดุที่หลากหลาย ใช้กระบวนการออกแบบมาเล่นกับวัสดุที่ให้น้ำหนักต่างกัน อย่างเช่น โลหะ ทองเหลือง ทองแดง สเตนเลส และไม้ “น้ำหนักที่พอเหมาะจะทำให้ผู้เขียนควบคุมทิศทางปากกาได้ง่าย จากนั้นเราค่อยมาเติมดีไซน์ด้านรูปลักษณ์และสัมผัส เช่นเพิ่มพื้นผิวบนตัวด้ามเพื่อให้จับกระชับมือ และมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร”ผลลัพธ์จากการออกแบบที่คำนึงถึงผู้ใช้เป็นหลักนี้ ทำให้ Pica Pen เป็นปากกาคอแร้งที่รับมือกับความถนัด ความชำนาญ และโจทย์งานออกแบบที่ต่างกันได้เป็นอย่างดีความฝันในวันข้างหน้า“เราอยากเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าที่รักการเขียน” นี่คือหมุดหมายที่พิชชากรต้องการพาแบรนด์ Pica Pen ของเขาก้าวต่อไป โดยเขามีแผนที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องเขียนให้หลากหลายมากขึ้น เช่น มีสินค้าประเภทดินสอที่คุณภาพดี และมีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัว เป็นต้น ล่าสุดในกิจกรรม Debut Wall ครั้งที่ 15 พิชชากรได้พาปากกาคอแร้ง Pica Pen ของเขามานำเสนอและทำความรู้จักกับผู้ที่สนใจมากขึ้น ซึ่งก็ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีเช่นเคย “บางครั้งคนยุคนี้ก็หลงลืมไปแล้วว่าปากกาคอแร้งคืออะไร การที่เราพยายามเก็บคุณค่านี้ไว้ และหาเวทีที่จะสื่อสารมันออกไป อย่างน้อยมันก็ทำให้เราได้เพื่อนที่มีความสนใจใกล้กัน และได้ความสัมพันธ์ใหม่ๆ ทางธุรกิจเพิ่มเข้ามาด้วย”เกร็ดคิดปิดท้ายนอกจากปากกาคอแร้งจะเป็นอุปกรณ์ศิลป์ที่เปิดจินตนาการให้นักออกแบบหลากหลายสาขาแล้ว การเขียนปากกาคอแร้งด้วยความตั้งใจและความคิดอิสระ ยังเป็นหนึ่งในวิธีพัฒนาสมาธิที่ดีเยี่ยมให้แก่ผู้เขียนด้วย คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ Pica pen                                    
Posted on 17 June 2018
4 0
Un-Titled Lab คือบริษัทให้คำปรึกษาธุรกิจโดยใช้แนวคิดเรื่องการออกแบบบริการและนวัตกรรมธุรกิจ ก่อตั้งโดยนล สุวรรณพรินทร์ และ ชญาธิป ช้างหลำ ที่มองเห็นโอกาสทางธุรกิจจากการได้ร่วมงานกับหน่วยงานต่างๆ กลุ่มผู้ประกอบการ ทำให้เห็นว่าหลายธุรกิจในประเทศไทยยังไม่เกิดการปรับใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) หรือการออกแบบบริการ (Service Design) ในเชิงการประกอบธุรกิจ ผสมผสานกับโอกาสที่ได้สอนหรือสัมมนาเชิงปฏิบัติการให้กับกลุ่มผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจ ทำให้เริ่มมองเห็นว่ามีคนที่สนใจ จนเกิดการจัดจ้างเป็นที่ปรึกษาและบอกต่อกันสู่หลายบริษัท จึงเป็นที่มาของการก่อตั้ง Un-titled Lab กับการใช้แนวคิดสำคัญที่ในวันนี้จะยังเป็นช่วงสร้างองค์คามรู้และสร้างความเข้าใจใหม่ในประเทศไทย โดยเริ่มต้นจากภาคการศึกษาเป็นสำคัญ แม้จะมีการใช้งานจริงในระดับที่น้อย แต่ก็ถือว่ามีสัญญาณที่ดีจากหลายธุรกิจที่เลือกใช้ และมีการเปิดรับมากขึ้นจากธุรกิจหลากหลายรูปแบบที่พร้อมก้าวไปสู่ความสำเร็จ สำหรับ Un-titled Lab กลุ่มธุรกิจในประเทศไทยที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกันคือ สตาร์ทอัพ เนื่องจากเป็นกลุ่มธุรกิจประเภทที่เปิดรับนวัตกรรมและเครื่องมือใหม่อยู่เสมอ ก่อนจะขยายมาสู่กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการสร้างแบรนด์หรือธุรกิจใหม่ ที่นี่ก็พร้อมให้บริการด้านการออกแบบบริการและที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมธุรกิจ สร้างการออกแบบที่ส่งผลต่อผู้คนผ่านประสบการณ์นวัตกรรม ภายใต้เป้าหมายคือการสร้างคุณค่าเชิงบวกและงานออกแบบที่ช่วยให้ธุรกิจหรือองค์กรต่างๆ สามารถประสบความสำเร็จมากขึ้น โดยมีทิศทางที่สร้างสรรค์และออกแบบประสบการณ์ที่มีคุณค่ามากขึ้น ในฐานะบริษัทให้คำปรึกษาด้านการออกแบบและนวัตกรรม เชื่อในการสร้างประสบการณ์ที่มีความหมาย มองปัญหา เห็นทางออก หลายธุรกิจย่อมต้องเผชิญปัญหาและความท้าทายหลากหลายรูปแบบ ซึ่งเครื่องมือที่ใช้แก้ปัญหานั้นก็มีหลากหลายเช่นกันตามความเหมาะสม สำหรับ Un-titled Lab เริ่มจากโจทย์หรือปัญหาเป็นสำคัญ บางธุรกิจอาจมีปัญหาเรื่องการสร้างแบรนด์ หรือบางธุรกิจอาจมีปัญหาเรื่องแพ็กเกจจิ้ง กระบวนการคิดเชิงออกแบบจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้ธุรกิจมองเห็นทั้งภาพรวมและรายละเอียด โดย Un-titled Lab จะแสดงให้เห็นประโยชน์ของการทำวิจัยเป็นสำคัญ เพื่อทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย คู่ขนานไปกับการให้ความรู้กับเจ้าของธุรกิจ สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา สามารถตรวจสอบได้ แม้บางธุรกิจอาจจะใจร้อน ต้องการข้ามไปยังขั้นตอนการออกแบบทันที Un-titled Lab ก็พร้อมแสดงให้เห็นถึงการมีงานวิจัยรองรับเป็นพื้นฐานสำคัญ เพื่อมองเห็นทิศทางในการต่อยอดหรือสร้างแบรนด์ได้อย่างไร เรียนรู้ผ่านการลงมือทำร่วมกันกับเจ้าของธุรกิจ ผ่านกระบวนการที่ปรับความเข้าใจให้ตรงกันทั้งสองฝ่ายเพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด     กระบวนการทำงานของ Un-titled Lab Customer Research ศึกษาความต้องการของผู้บริโภค/กลุ่มเป้าหมาย เข้าสู่โลกของผู้บริโภค ศึกษาและทำความเข้าใจพฤติกรรม ความต้องการ และปัญหาที่พวกเขากำลังเผชิญ Experience Strategy ออกแบบกลยุทธ์ประสบการณ์ กำหนดประเภทของปัญหา มองให้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ และเปลี่ยนให้เป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมต่อการปฏิบัติจริง Service Design ออกแบบบริการ สร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นในทุกทัชพอยท์ เพื่อเปลี่ยนให้เป็นความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกและประสบการณ์ใหม่ที่มีความหมายมากยิ่งขึ้น Business Design ออกแบบธุรกิจ สร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ และนำพาให้ธุรกิจเติบโตมากขึ้น ด้วยการออกแบบและเป็นหน่วยงานที่มีผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง   ในส่วนของเกณฑ์การวัดผลนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละโจทย์ที่ได้รับ ถ้าหากเป็นการออกแบบบริการ สามารถวัดผลด้วยประสบการณ์หรือคะแนนความพึงพอใจ ถ้าไม่ตรงตามเป้าหมาย ก็อาจมีการกลับไปสัมภาษณ์ใหม่เพื่อให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติม มองให้เห็นช่องว่างที่อาจมองข้ามไป หรือถ้าหากเป็นกรณีธุรกิจ มีเกณฑ์การวัดผลตามปกติ นั่นคือตัวเลขการเติบโต แสดงคุณค่าและมูลค่าว่าธุรกิจเติบโตขึ้น สำหรับคนรุ่นใหม่ที่สนใจในสาขานี้ Un-titled Lab มีข้อแนะนำว่า ทักษะนั้นเป็นเรื่องที่ฝึกฝนกันได้ แต่ทัศนคติหรือ mindset นั้นเป็นเรื่องสำคัญมากกว่า การเรียนรู้กระบวนคิดวิเคราะห์ กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อเข้าสู่ระดับที่ปรับใช้งานกับธุรกิจได้จริงนั้น จำเป็นต้องเปิดใจให้กว้าง มีความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น มีทัศนคติที่ดีต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ที่สำคัญคือต้อง unlearn หรือลืมทุกอย่างที่เคยรู้ แล้วพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นหรือปรากฏให้เห็นจากข้อมูล Un-titled Lab ในวันนี้จึงเป็นควาพร้อมในการขับเคลื่อนกระบวนการคิดเชิงออกแบบในประเทศไทย ด้วยการเพิ่มคุณค่าให้เต็มศักยภาพสูงสุดในทุกๆ ทัชพอยท์ ผ่านการทำความเข้าใจเชิงลึกกับผู้บริโภคให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ทั้งยังให้ความสำคัญกับขั้นตอนการทดลอง การทำซ้ำ การเรียนรู้จากความผิดพลาด เพื่อค้นหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับแต่ละโจทย์ปัญหาที่เกิดขึ้น สร้างแนวทางในการปฏิบัติที่สามารถถ่ายทอดประสบการณ์ที่มีความหมายให้กับโลกใบนี้ได้อย่างแท้จริง คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ  Un-titled Lab  
Posted on 14 June 2018
0 0
Something แปลว่าบางสิ่ง แต่ “Sumthing” หมายถึง ทุกสิ่งที่ถูกแปลงเป็นงานออกแบบแสนเก๋ ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา TCDC Connect ได้จัดกิจกรรม Debut Wall ครั้งที่ 15 เพื่อให้ผู้ประกอบการหลากหลายแบรนด์ไทย ได้มีโอกาสแสดงผลงานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ในด้านงานออกแบบและด้านธุรกิจ หนึ่งในแบรนด์ที่น่าสนใจจนต้องบอกต่อ อย่าง Sumthing แสดงให้เราเห็นว่า ข้าวของทุกอย่างรอบตัวเรา ล้วนแต่เกิดขึ้นและมีคุณค่าในตัวมันเอง หากเพียงเราใส่ใจในองค์ประกอบ และสร้างประสบการณ์กับสิ่งของเหล่านั้น คุณค่าจากสิ่งเล็กน้อย ย่อมเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน   ศูนย์รวมทางความคิด ศูนย์รวมของความสุข TCDC Connect ได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณเป้ ธัญชนก เจ้าของแบรนด์ Sumthing ผู้สร้างสรรค์ผลงานดีๆ อย่างการออกแบบสเตชันนารี หรืออุปกรณ์เครื่องเขียนกึ่งตกแต่ง ที่เข้ามาอยู่ในตลาดงานสร้างสรรค์ได้ 1ปี โดยใช้ชื่อ Sumthing ซึ่งมาจากการรวมคำ ระหว่าง Summary ที่แปลว่า ผลรวม และ Thing ที่หมายถึง สิ่งของ จึงได้ความหมายของ “Sumthing” ว่าเป็นศูนย์รวมทางความคิดที่ถูกแปลงออกมาเป็นสิ่งของ คุณเป้ กล่าวว่า “เราต้องการให้ผู้ใช้ได้สนุกไปกับเรา สนุกกับสิ่งที่เราทำ ผลรวมทางความคิดเหล่านี้จะเชื่อมโยงประสบการณ์การใช้งาน และประสบการณ์ทางด้านความคิด ซึ่งจะทำให้เรามีความสุขกับทุกสิ่งที่เราได้ใช้” จึงได้มาเป็นแบรนด์ที่เริ่มต้นจากสิ่งของรอบตัว อย่างสเตชันนารี ที่มีตั้งแต่ถาดใส่ของขนาดเล็กตั้งโต๊ะ อุปกรณ์ที่ตัดเทป ซึ่งเหล่านี้ถูกพัฒนาให้เป็นใช้และของสำหรับตกแต่งที่มากกว่าแค่ตั้งโชว์ ต่อยอดความคิด สู่การผลิตด้วยความใส่ใจ Sumthing ได้ทดลองคัดสรรวัสดุมาแล้วหลายรูปแบบ ตั้งแต่การเริ่มนำวัสดุซีเมนต์ สำหรับงานสถาปัตย์มาประยุกต์ และนำมาพิมพ์ตามโม แต่งานปูนนั้นมีข้อจำกัดในเรื่องความเนียนและความปราณีต ดังนั้น Sumthing จึงต้องออกแบบและหาคุณสมบัติโม วิธีการผสมปูน และวิธีฉาบเก็บรอย ตั้งแต่การออกแบบโมพิมพ์ให้เนียน ร่อนปูนให้ความหยาบออกไป เพื่อให้ได้งานปูนที่เนียนที่สุดจนไร้ที่ติ และในส่วนงานออกแบบที่เป็นงานไม้ ได้เลือกใช้ไม้สักเท่านั้น เพื่อความคงทน รับแรงตกแรงกระแทกได้ดี โดยให้ช่างไม้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ ผลิตออกมาให้ได้งานทุกชิ้นที่มีคุณภาพ คุณภาพของการใช้งานทุกชิ้น ไม่ใช้เพียงเพื่อความสวยงาม แต่ต้องใช้งานได้จริง อย่างอุปกรณ์เครื่องตัดเทปที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกระต่ายขูดมะพร้าวในห้องครัว ฟันกระต่ายสำหรับตัดเทป ต้องผ่านการทดสอบ สามารถตัดเทปได้อย่างน้อย 500 ครั้ง ส่วนตัวยึด ถูกล็อคไว้อย่างดีเพื่อรับแรงการใช้งาน รวมไปถึงมาตรฐานการตรวจสอบความแข็งแรง สินค้าประเภทปูน สามารถรับแรงตกที่สูงจากโต๊ะหรือตู้โชว์ได้ระดับหนึ่ง ความใส่ใจในการผลิตนี้ จึงทำให้ Sumthing เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสมราคา   หวนคืนเสน่ห์แห่งภูมิปัญญา  “เรามองภาพตอนเด็กในอดีต ของพวกนี้หายไปตามการเวลา อย่างเครื่องโม่ที่ไม่มีให้เห็น เพราะแป้งอเนกประสงค์มีให้ซื้อได้ตามท้องตลาดแล้ว  ครกตำข้าวเปลือกเหมือนในอดีต ปัจจุบันถูกแทนที่ด้วยโรงสีข้าว” Sumthing จึงอยากให้ของใช้เหล่านี้ กลับมามีชีวิตอีกครั้ง หากแต่ ถ้านำกลับมาเพื่อใช้งานในวัตถุประสงค์เดิม ก็มีแต่จะขายยาก การส่งต่อข้าวของเครื่องใช้เหล่านี้ จึงถูกนำมาว่าแปรสภาพ สร้างสรรค์เป็นผลงานที่เข้ากับยุคสมัย และที่สำคัญ คือสามารถเข้าถึงผู้คนได้ทุกเพศทุกวัย กลุ่มนักศึกษาไปจนถึงคนวัยทำงาน การถ่ายทอดของเหล่านี้ผ่านของใกล้ตัว เสมือนการสื่อสารไร้เสียง แต่สามารถส่งถึงผู้รับสารได้ หรือที่ฝรั่งบางคนจะเข้าใจโดยที่เราไม่ต้องพูด เราสามารถให้สิ่งของสื่อสารด้วยตัวของมันเองเมื่อนำการออกแบบเชื่อมโยงเข้ากับการแสดงออกถึงวิถีไทยในแบบดั้งเดิม ชวนให้นึกถึงวันเก่าๆ เมื่อนั้นสิ่งของจะไม่เพียงทำหน้าที่เป็นแค่ของใช้ แต่จะเปิดความคิดสู่แรงบันดาลใจใหม่ๆที่ได้มาจากจิตวิญญาณของความเป็นไทย เช่น กระต่ายขูดมะพร้าว ที่ได้นำรูปแบบ มาแปลงเป็นอุปกรณ์ตัดเทป ซึ่ง Sumthing มองว่า แม้ยุคสมัยเปลี่ยนไป แต่การทำอาหารเป็นเหมือนเสน่ห์แม่ศรีเรือนของคนไทย รวมไปถึงงานหัตถกรรมครัวไทย อย่างเครื่องครก หรือสาก และตัวโม่กลิ้งทำขนม เป็นการนำเอาเสน่ห์แห่งภูมิปัญญา มาประยุกต์เป็นของใช้ตั้งแต่บนโต๊ะทำงาน หรือของใช้ประจำบ้าน ที่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้ทุกยุคสมัย ไร้ขีดจำกัดเรื่องกาลเวลา Something กับความคาดหวังในอนาคต และความประทับใจในกิจกรรม Debut Wall ครั้งที่ 15 อยากให้ Something เป็นหนึ่งในเครื่องมือสื่อสาร นำเอาวัฒนธรรมเก่ากลับมามีชีวิต เป็นตัวแทนชวนให้ละลึกถึงวิถีคุณปู่คุณย่า “เค้าอาจจะกลับไปบอก ไปเล่าต่อ ไปหาข้อมูลต่อจากสิ่งของ ทำให้มีเรื่องราวส่งต่อให้กัน เป็นภาษาที่สามารถส่งตรงถึงกันได้ และที่สำคัญเราอยากให้คนได้สนุกกับผลรวมของความคิดของเรา ให้เค้ามีไอเดียมากขึ้น จากงานของเรา”  ซึ่งมีทั้งสินค้าชุดคอลเลคชัน และสินค้าชิ้นแยก รวมถึงซื้อเป็นของสะสมได้อีกด้วย ในส่วนงาน Debut Wall “เราคิดว่ามันคืองานปล่อยของ ที่ไม่ใช่แค่โชว์ของ แต่รวมถึงการชวนมาคิด เรามีมุมมองอะไร เค้ามีมุมมองออะไร แชร์ความคิดกันได้ ไม่ได้มองว่าเป็นการแข่งขัน ได้มาเจอเพื่อนที่ร่วมกันต่อยอดในงานต่อไป เหมือนได้มาร่วมสนุกกัน”     คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ Sumthing            
Posted on 17 June 2018
0 0
CHA-LOM Bangkok มนต์เสน่ห์สบู่วิถีไทย ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา TCDC Connect ได้จัดกิจกรรม Debut Wall ครั้งที่ 15 เพื่อให้ผู้ประกอบการหลากหลายแบรนด์ไทย ได้มีโอกาสแสดงผลงานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ในด้านงานออกแบบและด้านธุรกิจ CHA-LOM Bangkok ชะลอมบางกอก หนึ่งในแบรนด์ที่น่าสนใจจนเป็นที่พูดต่อของชาวต่างชาติ CHA-LOM Bangkok แบรนด์ผลิตภัณฑ์สบู่ มีกลิ่นที่บ่งบอกถึงความเป็นไทยได้อยากสมบูรณ์ จะดีแค่ไหน ถ้าเราสามารถเปลี่ยนประสบการณ์การอาบน้ำในแบบธรรมดา ให้เป็นความหอมเมือนทำสปาแบบไทยๆ ได้ที่ไหนก็ได้ในโลก CHA-LOM Bangkok หรือ "ชะลอมบางกอก" คำว่า "ชะลอม" คือเครื่องจักรสานของไทยที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของการให้และการมีน้ำใจของคนไทย โดยในอดีตคนไทยมักจะใส่ผลิตภัณฑ์ หรือสิ่งของดีดีในชะลอมและนำไปเป็นของฝากให้ญาติผู้ใหญ่หรือคนรู้จัก รวมกับคำว่า "บางกอก" ที่บ่งบอกถึงแหล่งที่มาและความภาคภูมิใจในความเป็นไทยได้อย่างดี จึงเกิดชื่อแบรนด์ว่า " LOM Bangkok ชะลอมบางกอก" โดยธุรกิจท่องเที่ยวของไทยมีการเจริญเติบโตขึ้นมาก ชะลอมบางกอก จึงได้ผลิตของฝากของที่ระลึกที่แสดงออกถึงความเป็นไทย โดยเลือกสบู่ Thai Magic Moment Soap ที่มีกลิ่นเมื่อผู้ใช้ได้ใช้แล้ว ทำให้นึกถึงความเป็นไทย จับกลิ่นหอมแบบไทยๆ ใส่ชะลอม สบู่ Thai Magic Moment Soap มีส่วนผสมของน้ำมันรำข้าว น้ำมันปาล์มและน้ำมันมะพร้าว ผสานจุดเด่นคือ กลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์แบบ Exotic Thai จากสบู่ทั้ง 5 กลิ่น อย่างเช่น กลิ่นทุเรียน กลิ่นพวงมาลัย กลิ่นคนแปลกหน้า  กลิ่นสปา และกลิ่นชายหาด  ที่จะช่วยสร้างบรรยากาศเหมือนได้มาสัมผัสเมืองไทยทั้ง 5 จุดหมายปลายทางหลัก ได้แก่ อยุธยา พัทยา กรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ ซึ่งนำเอาชื่อเมืองเหล่านี้มาตั้งเป็นชื่อกลิ่นของสบู่ที่มีความหอมแตกต่างกันและเอกลักษณ์เฉพาะของเมืองเด่นนั้นๆ ในส่วนของบรรจุภัณฑ์ “ชะลอมบางกอก” ตั้งใจเล่าเรื่องราวของแต่ละกลิ่นผ่านลวดลายกราฟฟิกที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย รูปทรงกล่องแบบจีบด้านบนซึ่งประยุกต์มาจากรูปทรงของชะลอมที่เป็นส่วนหนึ่งของชื่อแบรนด์นั่นเอง CHA-LOM Bangkok ของฝากสุดประเสริฐ             ผลิตภัณฑ์ “ชะลอมบางกอก” โดยส่วนใหญ่นั้นได้วางจำหน่ายตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดยลูกค้าจะเน้นไปทางนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนเมืองไทย  และคนไทยที่ต้องการหาของฝากที่มีเอกลักษณ์ไทยไปฝากคนต่างชาติ ดังนั้น นอกจากคุณสมบัติหลักๆของสบู่แล้ว “ชะลอมบางกอก” คาดหวังให้ลูกค้าได้ประสบการณ์บรรยากาศเหมือนได้มาสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวของไทย และอยากกลับมาเยือนเมืองไทยอีก จึงได้ใช้สโลแกนกวนๆ คือ "ชะลอมบางกอก ของฝากสุดประเสริฐ จากกรุงเทพเมืองฟ้าอมร...” ภาษะอังกฤษ "CHA-LOM BANGKOK Fabulous Souvenir from Bangkok, the city of angels... "  หรือภาษาจีนว่า " ????????,????…" CHA-LOM Bangkok กับความคาดหวังในอนาคต และความประทับใจในกิจกรรม Debut Wall ครั้งที่ 15 “ชะลอมบางกอก” อยากเป็นแบรนด์ของฝาก ของที่ระลึกที่สร้างความประทับใจสูงสุด ให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศไทย  จึงได้วางแผนการผลิต ผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายมากขึ้นในอนาคต อย่าง ยาดมสมุนไพร ซึ่งจะยังคงเน้นความเป็นไทยเพราะ “ชะลอมบางกอก” เชื่อว่า ความคิดสร้างสรรค์ นั้นอาจเป็นประโยชน์ให้กับคนอื่นๆ และประเทศชาติได้ โดยนอกจากการวางจำหน่ายตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแล้ว ยังสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและสั่งสินค้าผ่านทางสื่อออนไลน์ได้ที่เฟสบุค chalombangkok และเว็บไซต์ http://www.chalombangkok.com  
Posted on 17 June 2018
1 0
ABEARABLE: สารพันสินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับคนใจหมี!!! เจ้าหมีเป็นสัตว์ที่มี character ผูกพันทางใจกับผู้คนเกือบทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็กจนโตเป็นผู้ใหญ่ แทบจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในช่วงชีวิตหนึ่งของเรา จะต้องมีสิ่งของที่เป็นน้องหมีอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย วันนี้ทาง tcdcconnect ได้มีโอกาสมาพูดคุยกับ คุณญาณกาญจน์ หลงสวาสดิ์ (บุ๊ค) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ABEARABLE บุ๊คเล่าให้ฟังว่า เธอจบการศึกษามาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาศิลปอุตสาหกรรม (ออกแบบผลิตภัณฑ์) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ด้วยเกียรตินิยมอันดับสอง หลังจากเรียนจบก็เข้าทำงานเกี่ยวกับ Graphic Design, Retail Graphic และ Corporate Identity สะสมประสบการณ์มาเรื่อยๆ ก่อนที่จะออกมาทำแบรนด์เป็นของตัวเองอย่างเต็มตัวเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งลายที่ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ “DON'T LET ME CRY” หรือลูกค้าเรียกกันติดปากว่า “ลายหมีร้องไห้” และลาย “BEAR LOVE SUNSHINE” ซึ่งได้รางวัล DEmark Award (รางวัลที่มอบให้ผลิตภัณฑ์ที่มีการออกแบบดี) ในปี 2016 โดยทั้ง 2 ลายนี้ ยังคงเป็นลาย Best seller ของแบรนด์ ABEARABLE อยู่จนถึงทุกวันนี้ เริ่มจากความสนุก แล้วส่งต่อความสุขแบบหมีๆ สู่ผู้บริโภค จุดเริ่มต้นของแบรนด์ เกิดจากความชอบส่วนตัวและความอยากทำผลิตภัณฑ์ที่สนุกๆ โดยสามารถสื่อสารกับผู้ใช้ได้ดี ทำให้ผู้ใช้มีความสุขและรู้สึกสนุกกับการใช้สินค้าของแบรนด์ ที่นอกเหนือจากฟังก์ชั่นการใช้งานปกติ แต่ต้องไม่ทำให้ผู้ใช้เข้าใจยาก ซึ่งในขณะเดียวกัน สินค้าของแบรนด์ก็ต้องใช้งานได้ดีด้วยเช่นกัน สินค้าช่วงแรกของแบรนด์ เริ่มจากการทำเสื้อยืดขายก่อน ซึ่งเสื้อยืดที่ทำขายจะเป็นลายหมีทั้งหมด โดยตอนนั้นทำขายที่งาน FAT T-SHIRT ที่จัดโดยสถานีวิทยุ FAT RADIO ทุกวันนี้เปลี่ยนเป็น CAT RADIO นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนรู้จักเราจากงานนั้นมากพอสมควร ต่อมาไม่นานบุ๊คจะทำ Thesis เรื่องเกี่ยวกับสีที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามอุณหภูมิและแสงแดดได้พอดี ก็เลยเอาเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสีนี้มาใช้กับเสื้อที่ออกแบบของแบรนด์ซะเลย ซึ่งกลายเป็นส่วนที่สำคัญที่ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย เมื่อลูกค้าเริ่มรู้จักแบรนด์มากขึ้นจากการที่แบรนด์ใช้สีที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามอุณหภูมิและแสงแดดมาใช้เป็นจุดเด่นของแบรนด์ ทำให้แบรนด์สามารถสร้างความสนุกกับสินค้าที่แบรนด์ออกแบบได้มากขึ้น ทำให้สินค้าเป็นได้มากกว่าสินค้าที่แค่ใช้งานได้ตามปกติ เช่น เสื้อยืดลายหมีใส่แว่น ที่เมื่ออยู่ในร่มจะเป็นเสื้อหมีใส่แว่นสายตา แต่เมื่อเจอแสงแดดแว่นสายตาของหมีจะกลายเป็นแว่นกันแดดทันที โดยแบรนด์จะเน้นการเลือกใช้หมีเป็นจุดขายเป็นหลัก ด้วยเหตุผลจากความชอบและภาพลักษณ์ของหมีที่มีความน่ารัก ดึงดูดให้คนเข้ามาหามาทำความรู้จักกับแบรนด์ ABEARABLEนิยามการทำงานของ ABEARABLE แบรนด์มักจะคิดก่อนเสมอว่าถ้าจะออกแบบสินค้าแต่ละชิ้นนี้ออกมา ตัวเราเองอยากได้สินค้านั้นไหม ตัวเราเองจะยอมจ่ายเพื่อซื้อสินค้าชิ้นนั้นรึเปล่า หรือคิดว่าถ้าได้สินค้านี้เป็นของขวัญ ตัวเราเองจะดีใจไหม สินค้าชิ้นนี้จะเหมาะกับลูกค้าของแบรนด์บ้างรึเปล่า สินค้านี้ต้องการขายใคร แบรนด์จะต้องนึกภาพลูกค้าให้ออกเสมอ ซึ่งถ้าไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ แบรนด์ก็จะไม่ทำสินค้าชิ้นนั้นออกมาขายโดยเด็ดขาด ทั้งนี้ รูปแบบธุรกิจของแบรนด์ ABEARABLE จะออกแบบสินค้าเป็น collection ใหญ่ๆ ปีละ 1 ครั้ง โดยแต่ละ collection หรือแต่ละลาย มักจะมีเรื่องราวเป็นของตัวเองเสมอ บาง collection จะเชิญศิลปินที่มีชื่อเสียงมาร่วม collaboration ตาม concept ของปีนั้นๆ ด้วย  ซึ่ง collection นั้นจะเป็น limited edition คือขายหมดแล้วหมดเลย ไม่ผลิตเพิ่ม จากการสังเกตพบว่า ส่วนใหญ่ลูกค้าของแบรนด์จะนิยมซื้อสินค้าของแบรนด์ไปเป็นของขวัญในเทศกาลต่างๆ เช่น คริสต์มาส ปีใหม่ วาเลนไทน์ ส่งผลให้แบรนด์จะออกแบบลายพิเศษตามเทศกาล และมีของกำนัลเล็กๆน้อยๆให้ลูกค้าสำหรับการซื้อออนไลน์จากช่องทางของแบรนด์โดยตรง  เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและเพิ่มความพิเศษของสินค้าให้มากขึ้น โดยสินค้าทุกชิ้นของแบรนด์จะมีแพ็คเกจที่น่าประทับใจให้แก่ลูกค้าและผู้รับของขวัญอยู่เสมอ นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าในรูปแบบขององค์กรต่างๆ ทางแบรนด์ก็รับออกแบบและผลิตสินค้าพรีเมี่ยมด้วย ช่องทางการเข้าถึงคนใจหมี!!! กลุ่มเป้าหมายของแบรนด์เป็นตั้งแต่กลุ่มลูกค้าวัยรุ่นไปจนถึงกลุ่ม first jobber ทั้งชาวไทยและต่างชาติ รวมถึงร้านรวงต่างๆ อาทิ Happening Shop ร้าน Another Story และ Loft โดยแบรนด์จะมีลูกค้าประจำและลูกค้าใหม่ที่ได้มาจากการออกงานแฟร์ในแต่ละปี ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มาจากงาน Cat T-shirt งาน Style Bangkok (BIG & BIH) และงาน Craft Bangkok รวมไปถึงช่องทาง social media ที่ลูกค้าสามารถซื้อออนไลน์ได้จากแบรนด์โดยตรง ซึ่งทั้งหมดเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนรู้จักแบรนด์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี แผนการเดินทางสู่ความเป็นหมี ตอนนี้แบรนด์กำลังอยู่ในช่วงค่อยๆเติบโต ยังมีเรื่องต้องพัฒนาอีกมาก ซึ่งในเฟสต่อไป จะเน้นที่การตลาดและการแนะนำตัวกับลูกค้าต่างชาติให้มากขึ้น ผ่านการออกงานแฟร์ทั้งในและต่างประเทศ ส่วนเรื่องของอุปสรรคที่แบรนด์พบเจอ ที่เคยได้ยินจากหลายคนว่า วิธีดูว่าผลิตภัณฑ์ของแบรนด์จะเวิร์คหรือไม่ ให้ดูว่ามีคน copy สินค้านั้นมั้ย ซึ่งแบรนด์ก็โดนไปเต็มๆ วิธีแก้ปัญหาของแบรนด์คือ แบรนด์พยายามกลับมาทบทวนตัวเองว่า อะไรทำให้คนอยากซื้อหรืออยากได้สินค้าของแบรนด์เรา แบรนด์ต้องพัฒนาสินค้าให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ลูกค้าจะต้องไม่ซื้อสินค้าของแบรนด์เพียงเพราะมันเปลี่ยนสีได้แต่เพียงอย่างเดียว ต้องมีแบบใหม่ๆ แนวคิดใหม่ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาอยู่เสมอ เพราะปัจจุบันลูกค้าสามารถหาข้อมูลได้เยอะ โดยหลักๆ แล้วลูกค้าจะนิยมซื้อสินค้าจาก “คุณค่าทางความรู้สึก” หรือ “ไอเดียของแบรนด์ที่ส่งไปถึงลูกค้า” เป็นสำคัญ ความสำคัญของเครือข่ายทางธุรกิจ จริงๆ แล้วบุ๊คเป็นสมาชิกของ tcdc ตั้งแต่สมัยเรียน และทราบว่าทางศูนย์ฯ มีเว็บไซต์ tcdcconnect เพื่อรวบรวมและสร้างเครือข่ายของนักออกแบบหลากหลายแขนง อย่างไรก็ดี แต่ละแบรนด์ก็ไม่อาจอยู่ได้เพียงลำพัง เพราะบางอย่างแบรนด์ก็ไม่สามารถทำเองได้ทั้งหมด แต่ละธุรกิจมีความชำนาญต่างกัน ซึ่งจุดนี้การสร้างเครือข่ายที่ดีจะสามารถแชร์เรื่องราวกันได้ แบรนด์มองว่า tcdcconnect เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้แต่ละแบรนด์ได้ศึกษาข้อมูลผู้ประกอบการหรือนักออกแบบสายอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี เกร็ดข้อคิดปิดท้าย เชื่อว่าหลายคนมีไอเดียที่อยากทำมากมาย อยากให้ลองเปิดใจ ลองทำดู บางทีสิ่งที่คิดไว้ล่วงหน้า แต่พอลงมือทำจริง สิ่งที่ได้อาจจะคนละแบบกับที่คิดไว้ แต่แบรนด์เชื่อว่าช่องว่างของตลาดยังมีอีกเยอะ การสร้างสรรค์ผลงานขึ้นเองแล้วตั้งใจกับสิ่งนั้นจริงๆ อย่างไรแล้วจงภูมิใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ไอเดียผลิตภัณฑ์ที่ดีส่วนใหญ่จะเกิดจากปัญหา เช่น สิ่งที่อยากให้เป็นแบบนี้แต่ไม่สามารถหาซื้อได้ ความชอบและความเป็นตัวเองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างจากสิ่งที่มีในท้องตลาด ด้วยเหตุผลที่ว่าแต่ละคนก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่่ต่างกัน     คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ ABEARABLE
Posted on 18 June 2018
1 0
ความหลงใหลในการเก็บรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ไม่ให้สูญหายไปสำหรับ  ฐิตาภา ตันสกุล และ ลูเซีย แปราโก สองดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่จากคนละมุมโลก ที่เกิดมีใจตรงกัน “ด้วยความคิดที่ว่าดีไซน์เนอร์และการออกแบบ จะสามารถทำอะไรเพื่อสังคมได้บ้าง” พวกเธอจึงอยากเป็นฟันเฟื่องหนึ่งในการเก็บรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ ไม่ให้จางหายไปตามกาลเวลา จนเป็นที่มาของเรื่องราวจากแบรนด์สตอรี่ออฟซิลเวอร์แอนด์ซิลค์ ที่ทีมงาน TCDC นำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ เมื่อตะวันออกและตะวันตกมาพบกัน จากการที่ฐิตาภาและลูเซีย เป็นคนที่รักการท่องเที่ยวเหมือนกัน จึงมีโอกาสได้เห็นถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม และภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าที่กำลังเลือนหายไปกับยุคสมัย แน่นอนว่าทั้งคู่ต้องการสานต่อสิ่งเหล่านี้ไว้ให้คงอยู่ ในปี 2555 แบรนด์สตอรี่ออฟซิลเวอร์แอนด์ซิลค์ จึงถือกำเนิดขึ้นจากการผสมผสานวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และธรรมชาติเข้าด้วยกัน สิ่งที่ทั้งคู่ลงมือทำ คือ การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบความเป็นไทยที่เรียบง่ายและร่วมสมัย โดยให้ชาวบ้านในท้องถิ่นเป็นผู้ผลิตผลงาน เพื่อเป็นการสร้างรายได้ในชุมชน ชาวบ้านจึงไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานเข้ามาหางานในเมืองใหญ่ (ซึ่งทำให้การสืบสานความรู้ดั้งเดิมขาดตอนไป เพราะไม่มีการถ่ายทอดระหว่างกัน) รายได้จากงานฝีมือเหล่านี้ยังช่วยให้ชุมชนสามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย ดั้งเดิมเอามาเติมต่อ ปัจจุบัน ฐิตาภา เป็นนักออกแบบและผู้จัดการทั่วไปของแบรนด์ ส่วน ลูเซีย รับหน้าที่เป็นนักออกแบบและ Art Director สตอรี่ออฟซิลเวอร์แอนด์ซิลค์ “มีความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาแบบดั่งเดิม บวกกับการนำแนวทางร่วมสมัยมาใช้ในการออกแบบ เพื่อดึงดูดและสร้างความน่าสนใจให้กับผลงาน” สินค้าของแบรนด์จึงเลือกใช้วิธีการผลิตด้วยมือ+เครื่องมือแบบในอดีต เติมเต็มด้วยดีไซน์ที่ทันสมัยแต่มีลูกเล่นอันเป็นเอกลักษณ์  การทดลองออกแบบพื้นผิวใหม่บนชิ้นงานจึงเกิดขึ้น ประกอบกับการนำเนื้อเงิน 92.5-98% ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีคุณภาพสูง เน้นความสวยงามของพื้นผิวด้าน มาทำให้สอดคล้องกับรสนิยมของผู้บริโภค งานออกแบบส่วนใหญ่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะท้องถิ่นและธรรมชาติ มีการปรับลดทอนให้ดูทันสมัย เรียบง่าย เหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่ง ฐิตาภา ได้เล่าถึงที่มาที่ไปในการออกแบบไว้ว่า  “การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของเราได้จากการทดลอง โดยการใช้ทักษะของชาวบ้านผสมกับเทคนิคที่คิดค้นขึ้นมาใหม่ ยกตัวอย่างเช่น คอลเลกชั่น “ถ่านไม้” มาจากการทดลองสร้างพื้นผิวทางเลือกบนพื้นผิวเงิน แนวคิดนี้มาจากการดัดแปลงทักษะดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยงที่นิยมสร้างลวดลาย และพื้นผิวจากการตอกด้วยค้อน สิ่ว การขัดด้วยหิน หรือ การประทับตราด้วยแสตมป์ โลหะ ในทางกลับกัน เราจึงทดลองออกแบบให้มีการเทเงินหลอมร้อน ลงไปด้านในของกระบอกไม้ไผ่ผ่าครึ่ง ซึ่งมีพื้นผิวแบบธรรมชาติซ่อนอยู่ ทำให้ได้พื้นผิวบนเครื่องประดับเงินที่แปลกตาสง่างาม ร่วมสมัย การผลิตก็ทำได้ง่ายด้วยเครื่องมือธรรมดาเพียงไม่กี่ชิ้น บวกกับการนำวัสดุที่มีความยั่งยืนในท้องถิ่น เช่น ไม้ไผ่ ที่แน่นอนว่าหาได้ง่ายในครัวเรือนตามชนบทของไทย นอกจากนั้น ผลพลอยได้จากการผลิตชิ้นงานนี้ คือ ถ่านไม้ไผ่ ที่ชาวบ้านสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ นำเสนอภูมิปัญญาแบบออนไลน์ แบรนด์เห็นโอกาสในการทำธุรกิจผ่านระบบออนไลน์  “เพราะเราเชื่อว่าลูกค้าที่ให้คุณค่ากับงานทำมือและงานที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมมีอยู่ทั่วโลก (แต่ผู้ผลิตส่วนใหญ่เข้าไม่ถึง เนื่องจากรูปแบบการดีไซน์ที่ยังไม่ตอบสนองความต้องการของตลาดในปัจจุบัน และข้อจำกัดทางภาษาทำให้ไม่สามารถเข้าถึงตลาดได้)  การเข้ามาของ e-commerce สามารถทำให้เราเข้าถึงลูกค้าทั่วโลกที่ให้คุณค่ากับงานทำมือได้อย่างง่ายดาย คนไทยเองก็หันมาให้ความสำคัญและเห็นคุณค่าของวัฒนธรรม งานฝีมือเช่นกัน เมื่อผู้บริโภคเบื่อของที่ทำเหมือนๆกันในโรงงาน และหันมาสิ่งอื่นที่จะทำให้พวกเขาสามารถแสดงความเป็นตัวตนของตนเองได้ยิ่งขึ้น และยังเป็นการช่วยให้พวกเขาได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความยั่งยืนให้แก่สังคม” จึงนับว่าตลาดนี้เป็นตลาดที่น่าสนใจและมีโอกาสที่จะเติบโตอีกมาก “เราเน้นช่องทาง e-commerce เป็นหลักและเลือกที่จะทำเป็นอันดับแรก” จริงๆแล้วประเทศไทยถือว่ามีความได้เปรียบในการเป็นผู้ผลิตเครื่องประดับเชิงหัตถกรรมสร้างสรรค์ที่โดดเด่น ฐิตาภาขยายความในส่วนนี้ว่า “ตอนนี้แบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จัก การออกแบบคอลเลกชั่นของเรามักมีความเป็นกลาง เรียบง่าย แต่ก็แตกต่างจากสิ่งที่มีอยู่ในตลาด ด้วยความเรียบง่ายนี้ จึงสามารถตอบสนองผู้บริโภคได้หลากหลาย ไม่แบ่งเพศ หรืออายุ ลูกค้าส่วนใหญ่ของเราเป็นได้ทั้งคนไทยและต่างชาติ โดยลูกค้าหลักของเรา คือ อเมริกา และยุโรป อายุ 28-50 ปี ปัจจุบัน เราออกงานแฟร์ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ และวางขายในห้างสรรพสินค้าและร้านค้าชั้นนำด้วย เวลาไปออกงานแฟร์ หรือ ขาย online เราจะดีใจทุกครั้งที่มีลูกค้าเก่าตามมาหาเรา มาซื้อกับเราอีก” ปรัชญาและความท้าทายในการทำงาน “เราอยากมีส่วนช่วยในการสร้างรายได้ให้ชุมชน เพื่อที่ชาวบ้านจะได้ไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานของตน ไปทำงานที่อื่นที่มีรายได้ดีกว่า ดังนั้นงานออกแบบของเราจึงให้ชาวบ้านเป็นผู้ผลิต การออกแบบจะอยู่บนพื้นฐานของสภาพแวดล้อมที่สะดวกกับการทำงานของชาวบ้านเป็นหลัก นั่นก็คือ ตามเครื่องมือและความถนัดของช่างที่มี เราจ่ายผลงานเป็นชิ้นๆ นอกจากนี้ในอนาคต เราก็วางแผนจะเปิดรับงานกับผู้ผลิตผลิตภัณฑ์หัตถกรรมอื่นๆ เช่น ผ้า ของแต่งบ้าน ที่สนใจร่วมงานกันด้วย” ส่วนความท้าทายในการทำงาน ฐิตาภาขยายความในส่วนนี้ว่า “อุปสรรคในธุรกิจมาจากการที่เรามีเวลาจำกัด ทำให้เราต้องจัดลำดับความสำคัญของงานในแต่ละส่วน นอกจากนั้นจะเป็นในเรื่องการบริหาร Cash flow ซึ่งผู้ผลิตหลายๆรายต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เราจึงเริ่มจากกิจการเล็กๆ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ให้สามารถก้าวเดินได้อย่างมั่นคงก่อน” แผนการในอนาคต “เรายังคงให้ความสำคัญกับการขาย online เหมือนเดิม แต่ภายในสิ้นปีนี้ เราจะเริ่มวางขายสินค้าของแบรนด์ในห้าง เน้นกลุ่มลูกค้าทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวบริเวณ Central Chidlom , Icon Siam ด้วย รวมถึงเราจะมีแบรนด์ใหม่ชื่อ Silvertales เน้นขายเครื่องประดับเงินชิ้นเล็ก ที่ผสมผสานระหว่างงานทำมือและงานหล่อ จับกลุ่มลูกค้า 28-38 ปี นอกจากนั้น เราก็เริ่มขยายไปที่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น กระเป๋าใส่เครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์จากผ้าทอมือ เป็นต้น” เครือข่ายครอบคลุมเสริมธุรกิจ การสร้างเครือข่ายธุรกิจมีความสำคัญมาก แบรนด์เองก็สร้างเครือข่ายหลายส่วน ที่นำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ได้ “การที่เราได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในนักออกแบบ TALENT THAI โดยกรมส่งเสริมการส่งออก (DITP) ช่วยให้เรามีโอกาสเรียนรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ประกอบการอื่นๆ ทั้งยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และช่วยเหลือกัน ทำให้สามารถมีโอกาสก้าวสู่งานแสดงสินค้าสำคัญๆ ในไทยและต่างประเทศได้ ในส่วนของ TCDC เรารู้จัก TCDCCONNECT จากการเป็นสมาชิก และติดตามข่าวกิจกรรมต่างๆ ของ TCDC และจากการได้รับคัดเลือกในการประกวด THAI AIM” เกร็ดคิดปิดท้าย ฐิตาภาย้ำว่า “อยากให้ผู้ประกอบการคิดวางแผนให้ดี ลงมือทำ และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ สำหรับเรา เราเห็นถึงการทำแบรนด์ของผู้ประกอบการหลายๆรายที่มีอุปสรรคจาก cash flow ดังนั้นการทำแบรนด์จึงควรมีความรอบคอบ ค่อยๆทำ+พัฒนาไปเรื่อยๆ ไม่ลงไปทั้งหมดทีเดียว เพราะทุกอย่างมี season ของมันอยู่ เมืองไทยมีภูมิปัญญาท้องถิ่น และช่างฝีมือเก่งๆอยู่มาก อยากให้นักออกแบบรุ่นใหม่นำสิ่งที่เราถนัดที่สุด คือ การออกแบบ มาช่วยกันพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นแรงหนึ่งในการสร้างสังคมที่ยั่งยืนสืบไป” “ทำในสิ่งที่เรารักและเชื่อมั่น ทำให้เรามีความสุข มีพลังในการก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ เริ่มทีละนิด สังเกต ใฝ่หาโอกาส เรียนรู้ และปรับปรุงอยู่เสมอ เพราะการทำอะไรแบบเดิมๆ หรืออยู่เฉยๆ ก็เหมือนการก้าวถอยหลังนั่นเอง”   คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ Stories of silver silk
Posted on 23 June 2018
2 0
Slowstitch Studio: งาน craft ที่แม้จะช้า (ด้วยเวลา) แต่ก็ชัวร์ (ในคุณค่า) เมื่อพูดถึงแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน ความเร็วกลายเป็นประเด็นหลักของหลายๆเรื่อง หนึ่งในนั้นก็ไม่พ้นเรื่องของแฟชั่น Fast Fashion มีอิทธิพลอย่างสูงกับระบบธุรกิจและการตลาดแฟชั่นทั่วโลก แต่ความเร็วก็อาจจะไม่ได้ส่งผลดีต่อโลกใบนี้เท่าไรนัก ปัญหาใหญ่คือ ผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากความรวดเร็วจากการใช้ทรัพยากร และความรวดเร็วก็ไม่ได้สร้างเสน่ห์ที่น่าหลงใหลให้กับแฟชั่นเสมอไปด้วย คงปฏิเสธไม่ได้ว่างานฝีมือนั้นเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเสน่ห์ให้กับแฟชั่นอยู่ไม่น้อย และงานฝีมือที่ดี มักจะไม่ได้ใช้ความรวดเร็วเป็นประเด็นสำคัญเสียด้วย วันนี้ทาง tcdcconnect ได้มีโอกาสมาพูดคุยกับคุณกรรณชลี งามดำรงค์ (แอน) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Slowstitch Studio คุณแอนเล่าให้เราฟังว่า เมื่อย้อนไปเมื่อตอนเรียนปริญญาตรีที่ Chelsea College of Art and Design ประเทศอังกฤษ คุณแอนเลือกเรียน Textile Design และเชี่ยวชาญในด้านการทอเป็นพิเศษ ทำให้หลงใหลในงานสิ่งทอมาตั้งแต่ตอนนั้น บวกกับนิสัยส่วนตัวเป็นคนที่ชอบทำงานฝีมือมาก มีความสุขกับการออกแบบ การย้อม และการทอผ้า หลังจากเรียนจบมีโอกาสได้ทำงานด้านสิ่งทออยู่ 2-3 ปี ก่อนจะตัดสินใจไปเรียนเพิ่มเติมที่ญี่ปุ่นอีกเกือบ 2 เดือน จากความสุขที่ทำงานฝีมือสู่ความเป็น Slowstitch Studio เมื่อเลือกไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น ได้มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ในบ้านอาจารย์ที่บนภูเขาและห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคชิโบริหรือการมัดย้อมแบบญี่ปุ่น และการย้อมสีธรรมชาติ ได้ใช้ชีวิตเรียบง่าย ได้สังเกตความเป็นไปของธรรมชาติรอบตัว  ซึ่งเป็นไลฟ์สไตล์ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน เพราะตัวเองเติบโตและใช้ชีวิตอยู่ในเมืองมาตั้งแต่เด็ก การได้เรียนรู้จากการทดลองเทคนิคใหม่ และจดจ่อกับการสร้างผลงานด้วยมือของตัวเอง จุดประกายให้อยากทำผลงานที่เน้นคุณภาพของงานฝีมือเป็นหลัก แม้ว่าจะไม่สมบูรณ์แบบ 100% ก็ตาม แต่ก็สามารถสื่อถึงคุณค่า ความสวยงามและจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ผสมผสานกับการใช้วัสดุจากธรรมชาติ ซึ่งมีมิติของความสวยงามและน่าหลงใหลทั้งในกระบวนการและผลลัพธ์ที่ได้ และสิ่งหนึ่งที่สำคัญของจุดเริ่มต้นของแบรนด์คือ การไปเรียนครั้งนั้นทำให้ได้เจอกับผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์อีกคนหนึ่งที่มีแนวคิดเดียวกัน คือ คุณ Sergey Tishkin ทั้งคู่เลยเริ่มการทดลองต่างๆ ฝึกฝนเทคนิคที่เรียนมา ผ่านการลองผิดลองถูก โดยนำสิ่งเหล่านี้มาดัดแปลงให้เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ Slowstitch Studio ซึ่งมีนิยามในการทำงานคือ การใช้แรงบันดาลใจจากเทคนิคและความงดงามของศิลปะดั้งเดิม มาผลักดันให้สร้างผลงานที่ร่วมสมัยในแบบของ Slowstitch Studio โดยไม่เร่งรัดกระบวนการ แต่พยายามถ่ายทอดอัตลักษณ์ของงานฝีมือออกมาอย่างเต็มที่ ซึ่งงานแต่ละชิ้นจะมีเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น เพราะเป็นงานฝีมือทำชิ้นต่อชิ้น แม้จะเป็นการทำลายผ้าลายเดียวกัน แต่ก็มีหลายปัจจัยของงานฝีมือที่ยากต่อการควบคุม ส่งผลให้งานแต่ละชิ้นไม่เหมือนกัน โดยที่แบรนด์ก็ตั้งใจให้ความแตกต่างหรือบิดเบือนเพียงเล็กน้อยนี้ กลายเป็นเอกลักษณ์ที่บอกถึงจิตวิญญาณของงานฝีมือและงานศิลปะที่ทำขึ้น สำหรับจุดขายนั้นอยู่ที่ลายผ้าที่ร่วมสมัยอย่างมีเอกลักษณ์ และแตกต่างจากลายมัดย้อมทั่วไป เรื่องของกระบวนการผลิตผลงานก็เกิดจากการวาด เย็บ และย้อมด้วยมือทุกชิ้น โดยขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาตั้งแต่ 1 วันจนถึง 2 อาทิตย์ แล้วแต่ความซับซ้อนของลายผ้าที่ออกแบบ Slowstitch Studio จะไม่ได้หยุดอยู่สิ่งทอแต่เพียงอย่างเดียว ก่อนที่จะมาเป็นธุรกิจ แบรนด์เริ่มมาจากการเขียนบล็อกเป็นภาษาอังกฤษเกี่ยวกับงานที่ทำและเทคนิคที่ใช้ ซึ่งกลุ่มคนที่สนใจหรือติดต่อเข้ามาส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ โอกาสทางธุรกิจจึงอยู่บนช่องทางออนไลน์เป็นส่วนใหญ่ ทั้งทาง website ของแบรนด์, Instagram และ Facebook ในขณะเดียวกันก็มีคนไทยสนใจผลงานของแบรนด์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการไปออกงานและการฝากขายตามที่ต่างๆ กลายเป็นโอกาสในการขยายเข้าสู่กลุ่มลูกค้าชาวไทยได้มากขึ้น ล่าสุดแบรนด์เพิ่งมีหน้าร้านที่เชียงใหม่ เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าสามารถเข้ามาสัมผัสกับผลงานของแบรนด์ได้โดยตรง ส่วนเรื่องการทำงาน แบรนด์จะเริ่มทำผลงานออกมาก่อนที่จะคิดถึงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งสวนทางกับขั้นตอนที่ควรจะเป็น เพราะแบรนด์ไม่ค่อยมีความรู้ทางด้านการทำธุรกิจหรือการตลาดเท่าไรนัก ตอนนี้สิ่งที่อยากทำคือ การสร้างสมดุลในการทำงาน 3 รูปแบบ ได้แก่ 1) การผลิตผลงานแบบ masterpiece หรืองาน made-to-order  2) การทำ collection ที่มีความ commercial เข้าถึงง่ายขึ้นในแง่ของราคาและดีไซน์  และ 3) การทำ workshop ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับแบรนด์แล้ว ยังเป็นการนำเสนอและถ่ายทอดเอกลักษณ์และงานฝีมือของแบรนด์ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและอยากเรียนรู้ต่อไป ส่วนของความเป็นไปได้ในอนาคต แบรนด์จะนำแนวคิดจากการทำแบรนด์มาต่อยอดในด้านอื่นๆ เช่น การปลูกพืช เพื่อใช้ทั้งในงานทอ งานย้อม งานศิลปะในแขนงอื่นๆ และเพื่อการบริโภค รวมไปถึงการขยายให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมให้ผู้ที่สนใจเข้ามาเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ได้ด้วย เรื่องที่ไม่ถนัด แต่จำเป็นต้องเรียนรู้ แบรนด์เริ่มต้นโดยไม่มีทักษะด้านการทำธุรกิจเลย จำเป็นต้องเรียนรู้หลายๆ ด้านด้วยตัวเอง โดยเฉพาะด้านบัญชี การทำเอกสารต่างๆ รวมไปถึงการตัดสินใจในเชิงธุรกิจ ถึงแม้ตอนนี้จะมีประสบการณ์บ้างนิดหน่อย ได้รู้ข้อดีข้อเสียในสิ่งที่ทำมา แต่ก็ยังคงต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ข้างหน้าต่อไป นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายในการสื่อสารเกี่ยวกับคุณค่าและขั้นตอนการผลิตงานของแบรนด์ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง เทคนิคที่ใช้เป็นเทคนิคที่คนทั่วไปไม่คุ้นเคย จึงจำเป็นต้องหาวิธีสื่อสาร เพื่อให้ผู้บริโภคทราบถึงขั้นตอนการทำงานและคุณค่าของผลงานให้มีประสิทธิภาพ และเข้าใจง่ายที่สุด เครือข่ายทางธุรกิจสำคัญอย่างไร แบรนด์เริ่มสร้างเครือข่ายทางธุรกิจผ่านการเข้าร่วม workshop ของ TCDC และทำ portfolio ใน website ของTCDCCONNECT เพื่อได้รู้จักคนมากขึ้น เป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ขยายแนวคิดและสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานรูปแบบใหม่ๆ เกร็ดข้อคิดปิดท้าย แบรนด์เองเริ่มต้นจากการที่ไม่มีความรู้หรือทักษะทางด้านธุรกิจใดๆ แต่เรียนรู้จากการลงมือทำ ฉะนั้นจงภูมิใจในการพัฒนาตนเองจากสิ่งที่แสวงหาจากประสบการณ์ ฝากถึงนักออกแบบรุ่นใหม่ จากที่ได้มีประสบการณ์กับนักศึกษาฝึกงานหรือเด็กจบใหม่หลายๆคน ทำให้รู้สึกว่าน้องๆ รอรับข้อมูลและคำสั่งเพียงอย่างเดียวไม่สามารถลองอะไรใหม่ๆ หรือลองผิดลองถูกเองได้ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น อาจจะเกิดจากความไม่มั่นใจ กลัวงานออกมาไม่สวย กลัวถูกตำหนิ ซึ่งจริงๆ แล้วอยากให้ทุกคนเชื่อมั่นในตัวเอง โดยไม่ต้องให้ใครมาบอกว่าต้องทำแบบไหน อยากให้ลองผิดลองถูก คิดได้ด้วยตัวเอง ซึ่งประสบการณ์ต่างๆ จะพาตัวเราเองไปเจอความสุขในการทำสิ่งที่ตัวเองรัก นอกจากนี้ แบรนด์ Slowstitch ยังเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมแสดงผลงานบน Debut Wall ครั้งที่ 15 โดยกิจกรรม DEBUT by TCDCCONNECT เป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานพร้อมข้อมูลของผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิต และผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ที่ผ่านการคัดเลือกโดย TCDC เพื่อให้แบรนด์หรือดีไซน์เนอร์ได้ประชาสัมพันธ์ธุรกิจของตนเองแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อให้ผู้ที่สนใจจะจ้างงาน หรือกำลังมองหาดีไซน์เนอร์ได้เห็นผลงานจริง ทำความรู้จักและมีการจัดจ้างงานเกิดขึ้นจริง ซึ่งสิ่งที่ผู้เข้าร่วมจะได้รับจากการผ่านการคัดเลือกเพื่อเข้าร่วมงานในแต่ละครั้ง คือ 1. พื้นที่ประชาสัมพันธ์ผลงาน Creative Space ชั้น 5 TCDC กรุงเทพฯ เป็นเวลาประมาณ 3 เดือน 2. เวทีเพื่อบอกเล่าแนวคิดและการทำงานของตัวเอง พร้อมทั้งพบปะกับผู้ที่สนใจ ติดต่อธุรกิจกับกลุ่ม Buyer 3. ตีพิมพ์ผลงานในแผ่นพับของกิจกรรม ติดตามรายละเอียดกิจกรรม Debut by TCDCCONNECT ได้จากเว็บไซต์ www.tcdcconnect.com คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ Slowstitch Studio  
Posted on 23 June 2018
0 0
กลับมาบอกเล่าเรื่องราวสร้างสรรค์จากนักออกแบบที่มีผลงานเตะตากันอีกครั้งกับกิจกรรม Debut Talk เวทีแลกเปลี่ยนไอเดียด้านการออกแบบ และธุรกิจสร้างสรรค์สำหรับนักออกแบบ ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ คัดเลือกโดย TCDC การเข้าร่วมกิจกรรม Debut  ช่วยให้เรามีเวทีในการบอกเล่าผลงาน ความเชี่ยวชาญ รวมถึงมีพื้นที่ส่วนตัวเพื่อโชว์ผลงานจริงเป็นเวลา 3 เดือน ณ บริเวณ Creative Space ชั้น 5 TCDC ช่วยให้นักออกแบบรุ่นใหม่ ได้แสดงศักยภาพกันอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ทางทีมงานยังมีการต่อยอดตีพิมพ์ผลงานเหล่านี้ในแผ่นพับกิจกรรม และประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อต่างๆ เช่น นิตยสารคิด (Creative Thailand) เกริ่นกันมาขนาดนี้ ก็ต้องบอกว่าเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์จริงๆ สำหรับครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 15 ของทีมงานที่ได้เลือกเฟ้นแบรนด์กระเป๋าสุดเก๋ของ ณัฐมณฑ์ วุฒิภัทรอารีย์ จาก PHIORY มาแชร์ไอเดียโดนๆ ที่น่าสนใจ เริ่มเลยดีกว่า เริ่มต้นด้วยความรัก ณัฐมณฑ์ วุฒิภัทรอารีย์ หรือ ณัฐ เจ้าออกแบรนด์ PHIORY วารสารศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เบนเข็มไปสู่เส้นทางการออกแบบ จากการที่ได้ไปร่ำเรียนด้านแฟชั่นจนจบ Advance Diploma จาก TAFE NSW Sydney ช่วงปลายปี 2014 ณัฐมณฑ์ จึงตัดสินใจสร้างแบรนด์ PHIORY ด้วยแนวคิดที่เกิดจากความรักในวัสดุอย่างเช่น หนังแท้จากธรรมชาติ นำมาผนวกเข้ากับแรงบันดาลใจจากไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงรุ่นใหม่ ที่ต้องการผลิตภัณฑ์แฟชั่นที่สวยงาม ใช้งานได้จริง และปรับเปลี่ยนให้ใช้ได้อย่างคุ้มค่า ตอบโจทย์การอยู่อาศัยในสังคมเมือง รูปทรงของกระเป๋าเน้นรูปทรงที่ใช้ง่าย คลาสสิก ร่วมสมัย ณัฐมณฑ์ยังได้เล่าให้เราฟังเพิ่มเติมด้วยว่า “ปรัชญาแบรนด์ของเรา คือ การออกแบบกระเป๋าถือจากหนังแท้ธรรมชาติ ที่มีคุณภาพดี ราคาไม่แพงมาก มีความเรียบง่ายแต่คุ้มค่าในการใช้สอย สามารถปรับรูปแบบได้ และมีรายละเอียดที่ช่วยให้การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่สะดวกขึ้น โดยรายละเอียดทั้งหมดนี้ ต้องซ่อนมาอย่างแนบเนียนภายใต้ความสวยงาม ตามสโลแกนของแบรนด์ คือ Versatile Beauty เพราะเราเชื่อว่าความสวยมีความหลากหลาย”   เรียบ   เก๋   โอเครทุกโอกาส ณัฐมณฑ์ ขยายความถึงไอเดียในการออกแบบกระเป๋าที่กลายเป็นอัตลักษณ์ของแบรนด์ นั่นคือ “ปัจจุบันธุรกิจกระเป๋าถือที่เน้นจุดขายด้านความงามในสไตล์ Minimal แต่มีฟังค์ชั่นการใช้งานซ่อนอยู่ภายใน แบรนด์สินค้าในกลุ่มนี้มีไม่มากในตลาด” ทำให้ยังมีช่องว่างสำหรับ PHIORY ที่จะนำเสนอกระเป๋าหนังสำหรับ ผู้หญิงที่รักแฟชั่น แต่ไม่ยึดติดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง แต่เลือกใช้ของจากความงาม และดูความคุ้มค่าเป็นหลัก ซึ่ง ณัฐมณฑ์ มองว่า “น่าจะเป็นตลาดที่มีอยู่และต้องหาให้เจอ” ดังนั้นโมเดลธุรกิจ จึงมุ่งเน้นไปที่การขายผ่านระบบออนไลน์เป็นหลัก และพยายามที่จะสร้างยอดขายให้ดีขึ้น เพื่อขยายไปสู่ ช่องทางอื่นๆ “เรามองหาตลาดที่ใช่ โดยการพยายามเพิ่มช่องทางการรับรู้ของแบรนด์” ส่วนแนวคิดในการสร้างสรรค์  PHIORY เน้นการใช้วัสดุที่มีคุณภาพสูง “เราเลือกใช้หนังแท้ และอะไหล่ที่มีคุณภาพดี ใส่ใจในการผลิต ตัดเย็บ การดีไซน์เน้นความเรียบง่าย แต่ต้องตอบโจทย์การใช้ชีวิต ปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ หลังจากผลิตกระเป๋าตัวอย่างจะมีการลองใช้ ทดสอบความทนทาน และตอบโจทย์ของคำว่า Versatile แนวคิดว่าใช้ได้ดี มันจริงหรือเปล่า รวมถึงมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขก่อนจะทำเพื่อจำหน่ายจริง” ทั้งสวยทั้งเวิร์ค ไม่เพียงแต่การออกแบบที่เน้นความงามด้วยรูปทรงทันสมัย แต่ต้องใช้งานได้ดี ด้วยแนวคิดนี้จึงทำให้ PHIORY ใส่ใจกับคำว่า “ความคุ้มค่ามาพร้อมกับการออกแบบที่มีลูกเล่นเป็นเสน่ห์ของแบรนด์” เช่น คอลเลคชั่น “ Buzac กระเป๋าหนังแท้ที่ยิ่งใช้ยิ่งนุ่ม ทน ดูแลง่าย และปรับเปลี่ยนหิ้วได้หลากหลาย พร้อมช่องซิปด้านนอกที่หยิบของด้านในได้ง่าย โดยไม่จำเป็นต้องรูดซิปกระเป๋า ด้านในมีช่องเก็บของเป็นระเบียบเรียบร้อย”  หรือ คอลเลคชั่น Q  ผลงานล่าสุดที่รวมเอาคำว่าแฟชั่นและฟังก์ชั่นมาผสมกันอย่างลงตัว Q กระเป๋าหนังรูปแบบมินิมอลที่ซ่อนฟังก์ชั่นการใช้สอยไว้อย่างแนบเนียน ทำจากวัสดุหนังแท้ผิวเรียบนุ่ม มีรูปทรงแต่ไม่แข็งกระด้าง ช่องเก็บของพร้อมช่องกระเป๋าด้านใน ทำให้เก็บของมากมายได้อย่างน่าทึ่ง ช่องกระเป๋าเจาะด้านหน้าออกแบบให้มี Pocket Square ที่เป็นเหมือน Signature Design ของรุ่น ได้แรงบันดาลใจมาจากชุดสูทผู้ชาย ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ของประดับสวยๆ แต่ด้านหลังบุผ้า Microfiber อย่างดีสำหรับเช็ดหน้าจอและเลนส์แว่นตา นอกจากนี้ช่องเจาะยังออกแบบแยกเป็นสองช่อง ช่องด้านในมีความลึกไว้ใส่แว่นกันแดด ช่องด้านหน้าออกแบบให้พอดีกับบัตรที่ต้องใช้บ่อยๆ เพื่อการหยิบใช้ที่สะดวก ไม่ปนกับของอื่นด้านในกระเป๋าจนหายาก เช่น คีย์การ์ด หรือ บัตรจอดรถ ตัวกระเป๋ามีสายชาร์จแบบหดกลับได้ จึงเชื่อมต่อกับแบตเตอรี่ผ่านช่องด้านในกระเป๋า ช่วยให้การชาร์จโทรศัพท์ทำได้ง่าย แถมเวลาเก็บก็ไม่พันกันให้ปวดหัวอีกด้วย บริเวณด้านหน้ากระเป๋ามีที่ยึดโทรศัพท์ซึ่งใช้งานพร้อมกับเพลทสแตนเลสสวยงามที่ให้ไปพร้อมกระเป๋า โดยการสอดไว้หรือแปะที่เคสได้ เพื่อความสนุกในการดูวิดีโอ/วีดีโอคอล หรือแม้แต่เซลฟี่ได้โดยที่ยังทำกิจกรรมอื่นได้ทั้งสองมืออย่างสบาย แถมไม่ต้องก้มให้ปวดคอ” โอ้โห้…อ่านมาถึงตรงนี้ ต้องบอกว่าเป็นกระเป๋าที่น่าใช้จริงๆ ชักอยากได้สักใบแล้วสิ ! แผนการในอนาคต สำหรับกลุ่มเป้าหมายจะเน้นกลุ่มผู้หญิงทันสมัย วัยทำงาน มีไลฟ์สไตล์แบบคนเมือง สนใจเรื่องแฟชั่น ส่วนช่องทางการเข้าถึงลูกค้าของแบรนด์ อาศัยการขายผ่านตลาดออนไลน์เป็นหลัก ทั้งเว็บไซต์ เฟสบุ๊ค และอินสตาแกรม โดยณัฐมณฑ์ เล่าว่า “ตอนนี้เรายังกระจายสินค้าทางออนไลน์ก่อน แต่ก็พยายามลองเปิดตลาดต่างประเทศด้วย รวมถึงการระดมทุนในเว็บ Indiegogo และเมื่อได้ยอด Preorder เราจะพยายามลองนำกระเป๋าไปเสนอร้านมัลติสโตร์ ช่วยเพิ่มช่องทางการขายแบบ Offline ซึ่งตอนนี้ธุรกิจเริ่มเป็นที่รู้จัก แต่ก็ยังถือว่าเตาะแตะอยู่มาก เราอยากให้ตลาดรู้จักแบรนด์เรามากขึ้น ในฐานะแบรนด์กระเป๋าหนังที่สวย เรียบง่ายแต่ใช้สอยได้ดี ในราคาที่จับต้้องได้ไม่ยาก” เครือข่ายขยายแบรนด์ “ถ้าอยากให้ตลาดและคนรู้จักแบรนด์เรามากขึ้น การสร้างเครือข่ายธุรกิจจึงมีความสำคัญมาก เพราะตอนนี้แบรนด์พยายามมองหาตลาดที่นิยมสินค้าในลักษณะนี้ รวมถึงการสนับสนุนจากสื่อต่างๆจะช่วยได้มาก” เช่น การได้มาประชาสัมพันธ์และนำเสนอผลงานบนเวที Debut Talk “เรารู้จัก TCDC ตั้งแต่ตอนที่เปิดที่เอ็มโพเรี่ยม ก็เลยมีโอกาสได้เข้าไปใช้บริการ และติดต่อบ้าง และนำไปสู่การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้” เกร็ดคิดปิดท้าย “การทำแบรนด์นี้ ทำให้รู้ได้ว่าการตลาด และคอนเนคชั่นมีผลต่อการขายมาก ต่อให้สินค้ามีคนชมว่าสวย ดีไซน์ดี แต่ถ้าการตลาดไม่ดี คอนเนคชั่นไม่ดีพอ ก็ไม่สามารถทำยอดขายที่ดีได้ ในส่วนของคอนเนคชั่นนี้ ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของยอดขายเท่านั้น ยังมีส่วนในการเปิดช่องทางใหม่ๆ ให้กับสินค้า หรือ การทำให้สินค้าได้รับความเชื่อถือมากขึ้นด้วย” “ทำสินค้าที่ขาย ให้เหมือนกับของที่ทำให้ตัวเอง ซื่อสัตย์กับลูกค้า ไม่ว่าเค้าจะเห็นหรือไม่ก็ตาม” DEBUT ครั้งต่อไปอาจเป็นคุณ หากสนใจเข้าร่วมส่งผลงานเพื่อมา Debut กับเรา สามารถส่ง Portfolio ผที่สร้างสรรค์จากตัวคุณเอง และสมัครเป็นสมาชิกผ่านเว็บไซต์ TCDCCONNECT  ติดตามผลการสมัครและรายละเอียดการจัดกิจกรรมครั้งต่อไปเพิ่มเติมได้ที่ทีมงาน TCDCCONNECT ก็ไม่แน่…..ครั้งหน้าอาจเป็นคุณก็ได้นะ ! คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ PHIORY  
Posted on 23 June 2018
2 0
PET SMILE: ผลิตภัณฑ์รักษ์โลกเพื่อรอยยิ้มของสัตว์เลี้ยงสุดที่รัก เมื่อพูดถึงเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์ นอกจากมนุษย์ด้วยกันแล้ว ก็คงจะหนีไม่พ้นเจ้าน้องหมาและน้องแมวไปได้ ด้วยความน่ารัก ซื่อสัตย์ และความรักที่มอบให้แก่เจ้าของจนหมดหัวใจอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ แอบแฝง ความผูกพันระหว่างมนุษย์และสัตว์เลี้ยงมีประวัติศาสตร์มายาวนานตั้งแต่สมัยโบราณ สัตว์เลี้ยงถือเป็นสมาชิกในครอบครัวและมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของครอบครัวมากมาย การดูแลเลี้ยงดูเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญของเจ้าของสัตว์เลี้ยง วันนี้ทางทีมงานของ tcdcconnect ได้มีโอกาสพูดคุยกับสัตวแพทย์หญิง ช่อเพ็ชญ์ ไชยวัฒนมงคล ผู้ก่อตั้งแบรนด์ PET SMILE (เพ็ทสไมล์) คุณหมอเล่าให้เราฟังว่าแบรนด์ PET SMILE เกิดมาจากการที่ตัวเองทำงานเป็นสัตวแพทย์ คอยดูแลสัตว์เลี้ยงทั้งในและต่างประเทศ สะสมประสบการณ์และสังเกตพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงและเจ้าของสัตว์เลี้ยง มาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี จนถึงปัจจุบัน เกิดเป็นกลุ่มบริษัท PET SMILE Group ที่มีธุรกิจในส่วนของโรงพยาบาลสัตว์ Grooming & Spa สำหรับสุนัขและแมวประกวด ฟาร์มน้องแมวสายพันธุ์บริติช และโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง ภายใต้แบรนด์ PET SMILE และ Organicc และทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเหตุผลทำให้คุณหมอได้ทราบและเข้าใจถึงปัญหาต่างๆ รวมถึงความต้องการของเจ้าของสัตว์เลี้ยงและตัวสัตว์เลี้ยงเป็นอย่างดี นึกถึงใจเขาใจเรา รอยยิ้มก็บังเกิด จุดเริ่มต้นของแบรนด์ PET SMILE เกิดจากปัญหาในปัจจุบันที่พบเกี่ยวกับสุขภาพของสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีที่มาจากการสะสมของสารเคมีและสารปรุงแต่งต่างๆ ที่ผสมหรือปนเปื้อนอยู่ในผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง ก่อให้เกิดโรคภัยต่างๆ ที่เป็นโทษต่อตัวของสัตว์เลี้ยงมากขึ้น และทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าในอดีต โดยที่ตัวเจ้าของสัตว์เลี้ยงเองก็มีโอกาสได้รับผลข้างเคียงจากการสะสมของสารเคมีเหล่านี้ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงจำพวกเคมี โดยเฉพาะในกลุ่มของเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งมีผิวหนังบอบบาง ก่อให้เกิดอาการแพ้ที่รุนแรงได้ ด้วยเหตุนี้คุณหมอจึงได้มองเห็นช่องทางที่จะสร้างแบรนด์ที่มีผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยงขึ้นมา ทั้งในรูปแบบของกินและของใช้ที่เป็น Natural and Organic โดยปราศจากสารปรุงแต่งทั้งกลิ่น สี และรส รวมถึงปลอดจากวัตถุกันเสียในอาหาร ผ่านการคัดเลือกวัตถุดิบและขั้นตอนการผลิตที่มีมาตรฐานในระดับ Human Grade โดยมีนิยามในการทำงานคือ เน้นความซื่อสัตย์ จริงใจ และต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด ซึ่งแบรนด์ยังสร้างและถ่ายทอดทัศนคติ รวมถึงความรู้เหล่านี้สู่พนักงานทุกคนในองค์กรของแบรนด์ เพื่อให้ทีมงานทุกคนสามารถดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกันได้ เพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกัน “เพราะเรารู้ว่าคุณรักเขามากแค่ไหน PET SMILE จึงตั้งใจส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อสัตว์เลี้ยงที่คุณรัก” ภายใต้สโลแกน “PET SMILE want your pet to live Longer” เพราะ Natural และ Organic คือหัวใจสำคัญแบรนด์มองว่าคุณค่าของผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงของ PET SMILE อยู่ที่ความเป็นธรรมชาติปราศจากการปรุงแต่งใดๆ แล้วนำมาออกแบบให้เกิดความแตกต่าง เกิดเป็นผลิตภัณฑ์กลุ่ม Creative Products ที่ผ่านการศึกษา วิจัย ทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีก จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบที่ดีที่สุด มีทั้งความปลอดภัยและสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง ตามแบบฉบับของ PET SMILE ซึ่งทำให้แบรนด์นั้นแตกต่างจากผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในท้องตลาดทั่วไป เกิดเป็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับแบรนด์ที่สามารถสร้างความแตกต่างในผลิตภัณฑ์ไปพร้อมๆ กันกับการนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์ของ PET SMILE เกิดความโดดเด่น จนได้รับการยอมรับจากตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศในเวลาอันรวดเร็ว และผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ยังเป็นที่ต้องการของตลาดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดก็สอดคล้องกับช่วงเวลา ณ ตอนนี้ที่แบรนด์กำลังขยายตลาดออกไปทั้งในและนอกประเทศ โดยมีเป้าหมายในอนาคตว่า แบรนด์ต้องการจะสร้างสังคมสัตว์เลี้ยงสีเขียวที่ปลอดการใช้สารเคมีในผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงอย่างสิ้นเชิง ซึ่งนอกจากเป็นผลดีต่อตัวสัตว์เลี้ยงและเจ้าของสัตว์เลี้ยงแล้ว ยังส่งผลเชิงบวกต่อโลกใบนี้ของเราทุกคนด้วยเช่นกัน ก้าวไปด้วยกัน จะก้าวไปได้ไกล แบรนด์มองว่าการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างที่ขาดไม่ได้เลย เพราะจะทำให้แบรนด์ก้าวไปได้อย่างรวดเร็ว ขณะนี้แบรนด์ PET SMILE มีเครือข่ายทางธุรกิจในหลายๆ ด้าน รวมถึงเครือข่ายทางธุรกิจที่เป็นประเภทเดียวกัน โดยที่แบรนด์เองไม่เคยมองแบรนด์อื่นๆ เป็นคู่แข่งแต่อย่างใด ในทางกลับกันแบรนด์กลับมองว่าแบรนด์อื่นๆ เป็นเพื่อนที่ควรจะช่วยกันก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการรวมตัวกันซึ่งจะช่วยให้เกิดความแข็งแกร่งมากขึ้นในการนำพาธุรกิจออกสู่ตลาดต่างประเทศ มีอุปสรรคบ้าง แต่ก็ยังยิ้มต่อ มีบ้างที่แบรนด์พบเจอกับอุปสรรคและปัญหาต่างๆ เป็นต้นว่าการเลือกใช้เครื่องมือหรือเครื่องจักรให้เหมาะสมกับชิ้นงานที่ออกแบบไว้ ค่อนข้างจะหาได้ยาก ทำให้แบรนด์ต้องหาหนทางแก้ปัญหาที่เผชิญด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การนำมาปรับแต่ง แก้ไข เพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบของผลิตภัณฑ์ แต่ยังคงคุณสมบัติเดิมอยู่ ความเป็นไปได้ของช่องทางทำธุรกิจผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง ด้วยความที่สัตว์เลี้ยงถือเป็นสมาชิกของครอบครัวมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ในปัจจุบันสัตว์เลี้ยงมีหลายประเภทและหลายสายพันธุ์ ทำให้เกิดความต้องการที่หลากหลายและแตกต่างมากขึ้น เจ้าของสัตว์เลี้ยงเองก็มีความรู้ ความเข้าใจ และความต้องการมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน จึงมีช่องทางสำหรับการสร้างโอกาสทางธุรกิจเกิดขึ้นได้อีกมากมาย อีกทั้งประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความได้เปรีบยทางด้านวัตถุดิบทางการเกษตรที่ดีมาก สามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ เกร็ดข้อคิดปิดท้าย “การใช้ความคิดสร้างสรรค์ สามารถสร้างความแตกต่าง ทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นโดดเด่นได้ แต่ต้องไม่ลืมที่จะศึกษา ทดลอง และวิจัยร่วมกันด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้มองเห็นความเป็นไปได้ของคำตอบที่ชัดเจน และยิ่งไปกว่านั้นคือ ต้องคำนึงถึงความประโยชน์และความปลอดภัยเป็นที่ตั้งด้วย” ทั้งนี้ ปัจจุบันมีนักออกแบบรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่พร้อมจะพัฒนาตัวเองไปตามยุคสมัย จึงอยากชักชวนนักออกแบบรุ่นใหม่ให้มาช่วยกันออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น เพื่อประโยชน์แก่สังคมทั้งในปัจจุบันและอนาคตต่อไป นอกจากนี้ แบรนด์ PET SMILE ได้เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมแสดงผลงานบน Debut Wall ครั้งที่ 15 โดยกิจกรรม DEBUT by TCDCCONNECT เป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานพร้อมข้อมูลของผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิต และผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ที่ผ่านการคัดเลือกโดย TCDC เพื่อให้แบรนด์หรือดีไซน์เนอร์ได้ประชาสัมพันธ์ธุรกิจของตนเองแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อให้ผู้ที่สนใจจะจ้างงาน หรือกำลังมองหาดีไซน์เนอร์ได้เห็นผลงานจริง ทำความรู้จักและมีการจัดจ้างงานเกิดขึ้นจริง ซึ่งสิ่งที่ผู้เข้าร่วมจะได้รับจากการผ่านการคัดเลือกเพื่อเข้าร่วมงานในแต่ละครั้ง คือ 1) พื้นที่ประชาสัมพันธ์ผลงาน Creative Space ชั้น 5 TCDC กรุงเทพฯ เป็นเวลาประมาณ 3 เดือน  2) เวทีเพื่อบอกเล่าแนวคิดและการทำงานของตัวเอง พร้อมทั้งพบปะกับผู้ที่สนใจ ติดต่อธุรกิจกับกลุ่ม Buyer  3) ตีพิมพ์ผลงานในแผ่นพับของกิจกรรม ติดตามรายละเอียดกิจกรรม Debut by TCDCCONNECT ได้จากเว็บไซต์ www.tcdcconnect.com คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ  PET SMILE
Posted on 23 June 2018
0 0
Smiler brand แบรนด์รองเท้า เสื้อผ้า และสินค้าไลฟสไตล์ที่การันตีได้ว่าเมื่อเห็นแล้วต้องยิ้มมุมปากอย่างแน่นอน ซึ่งรอยยิ้มที่กว้างขึ้นนี้เองที่เป็นวัตถุประสงค์หลักในการก่อตั้งแบรนด์ของ เป้ย- จณัญญา จุลศักดิ์ศรีสกุล ที่ตั้งใจทำสินค้าที่มีลูกเล่นและยังใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน จุดเริ่มต้นจากความชอบส่วนตัวที่มักจะเลือกซื้อสินค้าที่มีลูกเล่นหรือซ่อนรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เอาไว้ และจากประสบการณ์การเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิตที่ประเทศญี่ปุ่นมายาวนาน ทำให้สังเกตเห็นการเลือกใช้สินค้าในชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่น ที่ดูเผินๆ เป็นความเรียบง่าย ไม่ฉูดฉาด แต่เมื่อมองดูดีๆ แล้วกลับเห็นรายละเอียดเล็กน้อยที่น่าสนใจแฝงอยู่ นับตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์มาหนึ่งปี Smiler brand ก็มีคอลเล็คชั่นหลากหลายที่ชวนยิ้มอยู่บ่อยๆ อย่างเช่นสินค้าขายดีคือรองเท้ารุ่น Sunny Day Sandals ที่ได้ไอเดียจากการสังเกตรอบตัว จากรองเท้าที่มักมีแถบคาดเป็นเส้นตรงทั่วไป ก็พลิกแพลงเพิ่มลูกเล่นเป็นแว่นตาให้ดูน่ารักขึ้น เป็นการนำเสนอไอเดียใหม่จากของเดิมที่มีอยู่ได้อย่างลงตัว หรือเสื้อยืด คอลเล็คชั่น Bite me ที่สังเกตว่า สินค้าเสื้อยืดส่วนใหญ่นั้นเป็นเสื้อยืดพิมพ์ลาย จะทำอย่างไรให้แบรนด์โดดเด่นขึ้นมา จนมาเจอไอเดียเมื่อตอนที่เห็นเวลาพับเสื้อแล้วเกิดรอยยับ จึงเกิดเป็นไอเดียทำสัตว์ตัวต่างๆ มากัดตรงรอยยับ แบบที่ทั้งน่ารักและชวนขบขันในเวลาเดียวกัน ลูกเล่นเหล่านี้ คุณจณัญญาบอกว่า จะต้องเริ่มเป็นคนช่างสังเกต หมั่นดูรอบตัว มองเห็นรายละเอียดในสิ่งที่คุ้นเคย ที่สำคัญคือความรักในการทำแบรนด์ เพราะเมื่อทำงานด้วยความรัก ไม่ว่าจะไปที่ไหน จะมีการตื่นตัวอยู่เสมอ เห็นอะไรก็จะคิดถึงและเปลี่ยนไอเดียมาใช้กับแบรนด์ตลอดเวลา องค์ประกอบสำคัญอีกประการคือการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับทักษะที่กำลังทำอยู่ โดยคุณจณัญญาเองก็มีการเรียนรู้เพิ่มเติม เพื่อให้รู้วิธีและกระบวนการต่างๆ ทำให้สามารถต่อยอดไอเดียและสื่อสารความคิดกับช่างได้อย่างถูกต้อง สามารถทำตัวต้นแบบเพื่อพัฒนาเป็นสินค้าที่วางขายได้จริงในที่สุด Smiler brand เน้นขายกับกลุ่มลูกค้าญี่ปุ่นคิดเป็นสัดส่วนถึง 80% จากความเข้าใจอินไซท์การใช้งานและการเลือกซื้อสินค้าของชาวญี่ปุ่น ทั้งแบรนด์ยังหมั่นออกบู้ทขายของตามงานหรือเทศกาลต่างๆ ในประเทศบ่อยครั้ง กำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ซื้อในระดับโลก โดยในระยะหลังเองก็มีกลุ่มผู้ซื้อจากฮ่องกงและไต้หวันมากขึ้น นอกเหนือจากความน่ารักและขี้เล่น สิ่งสำคัญที่แบรนด์ต้องการสื่อสารก็คือการใช้งานจริง สินค้าของ Smiler brand ไม่อยากให้น่ารักแต่ใช้งานไม่ได้ ดังนั้น นอกเหนือจากคุณภาพสินค้าแล้ว บริการหลังการขายยังเป็นองค์ประกอบสำคัญที่คุณจณัญญารักษามาตรฐานอยู่เสมอ เคล็ดลับการครองใจลูกค้าด้วยการตอบโจทย์ความต้องการให้ได้มากที่สุด   เกี่ยวกับกิจกรรม “DEBUT by TCDCCONNECT” เป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานพร้อมข้อมูลของผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิต และผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ที่ผ่านการคัดเลือกโดย TCDC เพื่อให้พวกเขาได้ประชาสัมพันธ์ธุรกิจของตนเองโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และเพื่อให้ผู้ที่สนใจจะจ้างงาน หรือกำลังมองหาดีไซเนอร์ได้เห็นผลงานจริง ทำความรู้จัก และเกิดการจัดจ้างงานจริง   คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ Smiler brand  
Posted on 04 September 2018
0 0

Related Collection

DEBUT by TCDCCONNECT เป็นพื้นที่แสดงผลงานและข้อมูลของผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิตและผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ซึ่งผ่านการคัดเลือก รวมถึงมีการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงผ่านทางเว็บไซต์ TCDCCONNECT.COM โดยจะมีการผลัดเปลี่ยนผลงานขึ้นแสดงทุก 4 เดือน ซึ่งโครงการนี้เป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิต ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆให้มีพื้นที่ประชาสัมพันธ์ธุรกิจของตนเอง รวมถึงผู้ที่สนใจจะจ้างงานได้รู้จักและเกิดการจัดจ้างงานจริงเกิดขึ้น    ผู้ที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมแสดงผลงานบน Debut Wall ครั้งที่ 17 Gift & Wish ผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิต ในกลุ่มของขวัญและของฝาก ประจำเดือนพฤศจิกายน - มีนาคม 2562 ประกอบด้วยผลงานของผู้นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และผู้ผลิตจากทุกหมวดหมู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จำนวน 20 ราย
DEBUT by TCDCCONNECT เป็นพื้นที่แสดงผลงานและข้อมูลของผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิตและผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ซึ่งผ่านการคัดเลือก รวมถึงมีการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงผ่านทางเว็บไซต์ TCDCCONNECT.COM โดยจะมีการผลัดเปลี่ยนผลงานขึ้นแสดงทุก 3 เดือน ซึ่งโครงการนี้เป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิต ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆให้มีพื้นที่ประชาสัมพันธ์ธุรกิจของตนเอง รวมถึงผู้ที่สนใจจะจ้างงานได้รู้จักและเกิดการจัดจ้างงานจริงเกิดขึ้น    ผู้ที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมแสดงผลงานบน Debut Wall ครั้งที่ 16 ประจำเดือนสิงหาคม - ตุลาคม 2561 ประกอบด้วยผลงานของผู้นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และผู้ผลิตจากทุกหมวดหมู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จำนวน 18 ราย