Colllection

รวบรวมผลงาน Character Design ที่โดดเด่น แนะนำโดย TCDCCONNECT

Posted on 15 November 2016
TCDC CONNECT ขอเเนะนำเหล่านักออกเเบบ Character ที่มีความสามารถเชี่ยวชาญเรื่องออกแบบ สร้างความโดดเด่นเเละตวามเเตกต่างในทุกๆผลงานออกแบบ โดยเเต่ละ Character ผ่านความคิดสร้างสรรค์ทำให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว กลายเป็นที่นิยมในปัจจุบันเพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่สนใจเเละพร้อมที่จะศึกษาเกี่ยวกับการออกแบบ Character  เพื่อเป็นการเเบ่งปันความรู้ 

TCDC CONNECTได้รวบรวมเหล่านัก Character design ที่ออกแบบด้วยไอเดียสร้างสรรค์ มากด้วยประสบการณ์เเละผลงานมากมาย รวมถึงบทความเเละกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง 
28 items
13099
Love
Share

Portfolio

Article

เรื่อง : อาศิรา พนาราม ในโลกของ Platform Toy ที่กำลังอินเทรนด์อยู่ ณ ตอนนี้ มี CE (ออกเสียงว่า ซี) ของเล่นหัวกลมสัญชาติไทยที่กำลังโลดแล่นทำความรู้จักกับคนรุ่นใหม่ทั้งในและนอกประเทศรวมอยู่ด้วย โดยล่าสุด CE ได้เบียด Platform Toy แบรนด์ใหญ่ๆ เข้าไปเป็น 1 ใน 5 ผู้เข้ารอบสุดท้ายในสาขา Best DIY Platform และสาขา Most Influential Event ของ DESIGNER TOY AWARDS 2011 (เวทีรางวัลระดับโลกที่เมืองซานดิเอโก สหรัฐอเมริกา) ความแรงระดับนี้ทำให้เราสนใจขึ้นมาว่า Platform Toy รายแรกและรายเดียวของประเทศไทยนี้มีดีอย่างไรกันแน่ TCDCCONNECT ได้พูดคุยกับ ณภัทร พรหมพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจของบริษัท Expertise Partner International ผู้ริเริ่มโครงการ CE นี้ขึ้นมา แต่เดิมนั้นประเทศไทยเคยถูกนานาประเทศมองว่า ไม่ใช่ฐานลูกค้าของ Platform Toy แต่ CE ได้ก้าวเข้าเปลี่ยนความเชื่อนั้นเสียใหม่ โดยทำให้สินค้าที่อยู่ใน Niche Market เติบโตกลายเป็น “วัฒนธรรม” ด้วยการผลักดันอย่างเป็นระบบ ซึ่งในการสัมภาษณ์ครั้งนี้นอกจากเราจะได้ทำความรู้จัก CE แล้ว เรายังจะได้เห็นวิธีการพัฒนาธุรกิจสร้างสรรค์ที่เกิดจากความชอบส่วนตัวบวกกับการนำระบบธุรกิจเข้ามาใช้อย่างเป็นรูปธรรม ก่อนจะมาเป็น Platform Toy รายแรกและและรายเดียวของไทย ณภัทร : ผมทำงานสายพัฒนาธุรกิจมากว่าสิบปีก่อนจะไปเรียนต่อด้าน Management Technology ที่อเมริกาครับ คือ ผมสนใจการทำธุรกิจกับคอนเทนท์ใหม่ๆ พอเรียนจบแล้วก็อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง พอมีโอกาส จึงร่วมกับบริษัท Expertise Partner International ซึ่งเชี่ยวชาญในการจัดทำโครงการในรูปแบบ Creative Project จัดทำโครงการ CE นี้ขึ้นมา (ปัจจุบันคุณณภัทรอยู่ในตำแหน่ง Business Development Director) หลังจากที่เราตั้งบริษัทเราก็มีโอกาสไปทำงานกับ Promotional Partner Worldwide (PPW) ซึ่งเป็นตัวแทนเจ้าของลิขสิทธิ์คาแรคเตอร์ต่างๆ โดยดูแลลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์ของคาแรคเตอร์การ์ตูน ภาพยนตร์ รวมถึงคาแรคเตอร์ที่ต่อยอดจากงานอีเวนท์ (Event-based) อย่างงานบอลโลกหรืองานราชพฤกษ์ ผมเห็นโอกาสของธุรกิจนี้ซึ่งมีมูลค่าสูงมาก เฉพาะประเทศไทยในแต่ละปีมีมูลค่าสูงถึง 10,000 ล้านบาท (ตัวเลขโดยประมาณเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว) แต่น่าตกใจว่าเงินจำนวนมหาศาลนั้นมันย้อนกลับมาสู่เจ้าของลิขสิทธิ์ของไทยอย่างก้านกล้วย ปังปอนด์ หรือเชลล์ดอน ไม่ถึง 10% (เมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 7-8%) ส่วนอีก 6,200 ล้านบาทตกเป็นของดิสนีย์ ที่เหลือก็เป็นของมาร์เวล และอื่นๆ พอรู้แบบนั้น ผมจึงตัดสินใจพัฒนาโครงการเพื่อจะผลักดันคาแรกเตอร์ไทยให้เข้าสู่ธุรกิจลิขสิทธิ์ครับ ผมได้มีโอกาสเรียนท่านรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของรัฐบาลชุดก่อนว่า ถ้าเราสามารถผลักดันธุรกิจนี้ขึ้นมาได้อีกเพียง 1% นั่นก็เท่ากับเงิน 100 ล้านบาทแล้ว ซึ่งพอทางรัฐเขาเห็นถึงศักยภาพมันก็เกิดโครงการความร่วมมือขึ้นมา จากนั้น เราก็ต้องทำคาแรคเตอร์ขึ้นมา 1 ตัวเพื่อใช้เป็นมาสคอต มีการหาข้อมูลเพื่อนำคาแรคเตอร์นี้ไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในหลายลักษณะ โดยวงจรของการพัฒนาคาแรคเตอร์ลิขสิทธิ์ 1 ตัวนั้นเราสามารถทำอะไรได้หลายอย่างมาก เช่น ทำเป็นการ์ตูน, แอนิเมชั่น, เกม, โปรดักท์, Character Toy, Functional Toy หรือแม้กระทั่ง Art Object แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นต้องอาศัยการลงทุนที่สูงและเวลาที่ยาวนานกว่าจะเป็นที่รู้จักได้ ดังนั้น เมื่อดูบริบทต่างๆ แล้ว พวกเราจึงหันไปหาเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงในช่วง 2-3 ปีนี้ก่อน ซึ่งนั่นก็คือ Platform Toy เพราะมันเป็นธุรกิจเลือดใหม่ที่ใช้ทุนไม่มากนัก นั่นแหละครับคือ จุดเริ่มต้นของ CE ภายใต้การทำงานของทีมที่เราตั้งชื่อว่า MAFIA FACTORY ศักยภาพของ Platform Toy ณภัทร : Platform Toy อาจจะเรียกว่า DIY Toy หรือ Canvas Toy ก็ได้ เพราะมันคือ ของเล่นตัวเปล่าๆ ที่มาบวกกับดีไซน์ที่คุณออกแบบเอง จุดขายของ Platform Toy คือ การเปิดโอกาสให้ทุกคนมีคาแรคเตอร์เป็นของตัวเอง มันเข้ากับยุคสมัยของการตลาดแบบ segmentation ที่ผู้คนมองหาความแตกต่างไม่ซ้ำกับใคร ปัจจุบัน Platform Toy ส่วนมากทำโดยดีไซเนอร์ ในโลกนี้มีแบรนด์ใหญ่ๆ อยู่ 3 แบรนด์ด้วยกัน คือ QEE ของฮ่องกง, Trexi ของสิงคโปร์ และ KIDROBOT ของอเมริกา พวกนี้เขาอยู่ในธุรกิจมาเป็น 10 ปีแล้ว แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา Platform Toy มันก้าวกระโดดกลายเป็นเทรนด์ และเริ่มมีแบรนด์ใหม่ๆ (จากบริษัทเล็กๆ) เกิดขึ้นมากมาย หลายตัวก็เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับเราในช่วง 2-3 ปีนี้แหละครับ ทุกวันนี้ Platform Toy ได้ก้าวเข้าไปในโลกของการตลาดและแบรนด์ดิ้งด้วย แบรนด์ใหญ่ระดับโลกหลายแบรนด์เคยใช้ Platform Toy ไปทำงาน Corporate Identity หรือ Product Set ยกตัวอย่างเช่น Swatch เคยร่วมกับ KIDROBOT ทำนาฬิกาออกมา 8 แบบ ทำตุ๊กตา 8 ตัวจากดีไซเนอร์ 8 คน ฯลฯ ผลจากการนำ Platform Toy เข้ามาใช้กับการตลาดนั้น มันทำให้หลายๆ แบรนด์มีสินค้าพรีเมี่ยมที่ผู้บริโภคต้องการ ส่วนใหญ่ทำกันแบบลิมิเต็ด อิดิชั่น ที่พอสินค้าหมดราคาในตลาดมือสองก็จะสูงขึ้นเยอะ จุดเด่นของ CE ณภัทร : ชื่อ CE ย่อมาจาก Creative Enhancement ครับ คอนเซ็ปท์คือ ตัวเขาเป็นตัวเปล่าเหมือนผืนผ้าใบ พร้อมที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพของความคิดสร้างสรรค์ โปรเจ็คท์นี้เราใช้ทีมงานภายในประเทศ ขั้นตอนการพัฒนาและและกระบวนการผลิตทั้งหมดก็อยู่ในประเทศไทย เราใช้เวลาพัฒนากันเป็นปีตั้งแต่ขั้นตอนการคิดไปจนถึงการผลิตซึ่งต้องลองผิดลองถูกหลายครั้ง การพัฒนาในช่วงแรกจึงยุ่งยากมาก CE มีความพิเศษตรง Mechanic ครับ ตัวผม (ซึ่งไม่ได้เป็นดีไซเนอร์) จะไม่ค่อยได้คิดเรื่อง Artistic เท่าไร ผมจะคิดเรื่อง Function มากกว่า โจทย์แรกของการพัฒนาคือ “ความทันสมัย” และ “ลูกเล่น” ที่จะทำให้นักออกแบบสามารถเล่นกับมันได้เยอะกว่า Platform Toy ทั่วไปในท้องตลาด คือตัวอื่นๆ หลังจากที่ลงสีเสร็จแล้วก็เอาไว้แค่โชว์อย่างเดียว แต่ของ CE จะมีฟังก์ชั่นเพิ่มเติม มี Plastic Kit ที่ทำให้ส่วนหัวหมุนได้ มีหมวกที่ถอดได้ หมุนเปลี่ยนมุมมองได้ เรียกว่าเป็น Platform Toy ที่มีชิ้นส่วนมากที่สุดในโลก ช่วงแรกๆ ยอมรับว่า เหนื่อยครับ เพราะคนยังไม่เข้าใจว่า Platform Toy คืออะไร ทำออกมาขายใคร แต่พอทำไปเรื่อยๆ คนก็เริ่มเห็นภาพชัด ตอนนี้เรามีดีไซเนอร์ระดับโลกหลายคนมาช่วย การทำงานก็ง่ายขึ้นมาก ในขณะเดียวกันเราก็เน้นทำงานกับภาคเอกชนและองค์กรใหญ่ๆ ด้วย เพราะเราอยากจะสร้างอิมแพคในวงกว้าง เติบโตแบบก้าวกระโดด ณภัทร : ความที่ CE เป็น Designer Toy ที่มีเอกลักษณ์จึงมีดีไซเนอร์ (ทั้งในประเทศและต่างประเทศ) มาร่วมสนุกกับเราเยอะ นอกจากนั้นเรายังให้กระทรวงพาณิชย์นำ CE ไปใช้เป็นมาสคอตของโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคาแรกเตอร์ดีไซน์ด้วย (ปัจจุบัน CE เป็นคาแรกเตอร์หนึ่งที่อยู่ในการ์ตูน Creative Kid ที่ทางกระทรวงฯ จัดทำเพื่อแจกให้เด็กๆ ทั่วประเทศ) นอกจากนี้เรายังได้จัดงานประกวด Platform Toy ขึ้นในชื่อ CE Design Award แบ่งเป็นระดับนักศึกษาและระดับมืออาชีพ ซึ่งในระดับมืออาชีพนั้นมีคนส่งแบบเข้ามากว่า 400 แบบ (จากดีไซเนอร์ 200 กว่าคนใน 32 ประเทศ) ซึ่งเราก็ได้คัดเลือก 100 แบบขึ้นมาทำเป็นนิทรรศการหมุนเวียน ส่วนในรอบสุดท้ายเราได้คัดเลือกดีไซเนอร์ต่างประเทศ 5 คน และดีไซเนอร์ไทย 5 คน ให้มาแข่งขันกันออกแบบ Product set จากกราฟฟิกบนตัว CE สู่สินค้าและบรรจุภัณฑ์ครับ งานประกวดของเรามีความแตกต่างและได้รับการยอมรับจากดีไซเนอร์ระดับโลก อย่างเมื่อปีที่แล้ว (ปี 2011) เราก็ได้รับการเสนอชื่อเข้าเป็น 1 ใน 5 อีเวนท์สุดท้ายที่เข้าชิง DESIGNER TOY AWARDS สาขา Most Influential Event ซึ่งแม้เราจะไม่ได้รางวัลชนะเลิศแต่มันก็น่าพอใจมากสำหรับ CE ที่เพิ่งเข้าสู่วงการนี้ได้ไม่ถึง 2 ปี (อีก 4 อีเวนท์ที่เข้าชิงอยู่ในอเมริกาทั้งหมด และอยู่ในวงการนี้มาเป็นสิบๆ ปีแล้ว) ก้าวต่อๆ ไป ของ CE ณภัทร : ในขวบปีนี้ CE จะโตขึ้นอีกหน่อยด้วย DNA 4 ข้อที่เราวางให้เขา ข้อแรก คือ Art & Design โดยเราได้จับมือทำงานกับ Bangkok Design Festival ข้อที่สอง คือ Creative Entertainer ซึ่งเราจับมือกับ VERY TV มีการทำแอนิเมชั่นคั่นรายการ รวมถึงแจก CE เป็นรางวัลผ่านกิจกรรมต่างๆ ข้อที่สาม คือ Fashion ที่เราจับมือกับสยามเซ็นเตอร์ จัดอีเวนท์ใหญ่และมีหน้าร้านที่ MOB F (โดยมีสยามเซ็นเตอร์เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์) ส่วนข้อสุดท้าย คือ Innovator ซึ่งเราจับมือกับหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จัดการประกวด Creative Marketing Plan ในระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ โดยให้ CE เป็นโจทย์ของการประกวด DNA ทั้งสี่ข้อนี้ จะช่วยให้เราสามารถดึงกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ใช่ดีไซเนอร์เข้ามามากขึ้น เช่น กลุ่มคนที่ชอบสะสมงานดีไซน์และงานของดีไซเนอร์ที่ชื่นชอบ, กลุ่มคนที่ดู VERY TV, กลุ่มคนที่ชื่นชอบศิลปินและแบรนด์แฟชั่น, รวมไปถึงกลุ่มนักศึกษาด้วยครับ ทุกวันนี้ ทั่วโลกรู้จัก Platform Toy ของเรามากขึ้นแล้ว ในเชิงธุรกิจเราก็กำลังดูอยู่ว่าจะต่อยอดไปทางไหนต่อ เพราะวงจรที่ผมเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการบริหารคาแรกเตอร์ลิขสิทธ์นั้นบริษัทเราก็ทำได้หมด ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเริ่มต้นทำตรงไหนก่อน ส่วนในปี 2012 นี้เราวางแผนจะโร้ดโชว์ CE ไปทั่วโลก เพราะเราอยากให้คำว่า Made in Thailand (และชื่อของดีไซเนอร์ไทย) มันตามไปกับตัว CE ด้วย ผมว่าถ้าเราสามารถไปถึงตรงนั้นได้ ประโยชน์ที่จะกลับมายังประเทศไทยมันจะมากมายมหาศาลครับ จับประเด็นเด่น - ต่างจากธุรกิจหลายๆ เจ้าที่เจ้าของมักโฟกัสกับสิ่งที่มีหรือสิ่งที่รักเท่านั้น แต่ Expertise Partner International ได้ผนวกวิสัยทัศน์ของผู้ประกอบการและเลือกดำเนินธุรกิจอย่างเป็นระบบจึงประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว - การทำธุรกิจกับคอนเทนท์ใหม่ๆ อย่าง Platform Toy ถือว่ายังอยู่ใน White Ocean เพราะมีคู่แข่งน้อย อย่างไรก็ดีธุรกิจแบบนี้ก็ต้องอาศัยความสร้างสรรค์สูง และต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อสร้างการรับรู้ในตลาดใหม่ให้เติบโต - ไม่ใช่เพียงทำธุรกิจให้บริษัทของตนก้าวหน้าเท่านั้น แต่คุณณภัทรยังผลักดันธุรกิจคาแรคเตอร์ลิขสิทธิ์ไทยในระดับสังคมและนโยบายด้วย ซึ่งวิสัยทัศน์เช่นนี้สำคัญต่อการยกระดับเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างยิ่ง เครดิตภาพ: http://www.facebook.com/CEplanet http://www.ceplanet.net/
Posted on 14 December 2012
10 8263
เรื่อง : วิสาข์ สอตระกูล สามจอมยุทธ์แห่งวงการ “ดีไซเนอร์ ทอย” อันได้แก่ Luk Chee Chew (Fusionwave) ผู้สร้างสรรค์ Platform Toy นาม “Dweey”, Lisa Lee ศิลปินนักออกแบบแฟชั่นเจ้าของคาแรกเตอร์สาวเปรี้ยว “Liselle” และ Andy Heng ผู้ก่อตั้งบล็อกดังระดับโลก TOYS R EVIL ได้เดินทางมาร่วมงานฺ TCDCCONNECT Business Networking ตอน “ยุทธภพการ์ตูน-กราฟิกแอนิเมชั่น” เพื่อร่วมแชร์กลยุทธ์ในการพัฒนาและโปรโมท Designer Toys …ในแบบที่คุณไม่ต้องทุบหม้อข้าว PART 1 : The Life of “Dweey” Luk Chee Chew เริ่มต้นเล่าถึงการแตกไลน์ธุรกิจของสตูดิโอ Fusionwave (มาเลเซีย) จากการทำ Interactive design ให้ลูกค้าองค์กร มาสู่การทำ Character Design และการบริหารจัดการลิขสิทธิ์ (IP Management) ของสินค้าตัวเอง เขามองว่าปัจจุบันนี้ธุรกิจลิขสิทธิ์กำลังเติบโตดีมาก และหากคุณมี Character ที่ดีตัวหนึ่ง คุณก็มีโอกาสที่จะต่อยอดมันไปสู่สิ่งอื่นอีกมากมายในเชิงพาณิชย์ คาแรกเตอร์ “Dweey” ของเขา เริ่มต้นจากการเป็น Platform Toy ซึ่งมีฐานลูกค้าแค่เฉพาะกลุ่ม ในช่วงแรกนั้น วัฒนธรรมการสะสมของเล่น (Collective toys) ในมาเลเซียยังไม่เบ่งบานเท่าทุกวันนี้ ผู้บริโภคส่วนมากยังมีคำถามว่า “จะซื้อของเล่นไปทำไมเยอะแยะ?” Luk จึงตั้งใจที่จะทำให้ Dweey มีคุณค่าแตกต่างออกไป เขาใช้กลยุทธ์การสร้างความหมายใน 5 ระดับ คือ Personalize – Collect – Play – Use – Leverage และเรียกผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่นี้ว่า “Creative Platform” (หรือ Platform toy) ในปี 2005 Dweey เริ่มเป็นที่รู้จักผ่านกิจกรรมการโปรโมทง่ายๆ ทางอินเตอร์เน็ต Luk จัดแคมเปญ “Customize your Dweey” ให้ผู้คนเข้าร่วมละเลงจินตนาการบนตัว Platform toy ตามโจทย์ที่เขาให้และส่งผลงานกลับมาร่วมแสดงเป็นนิทรรศการออนไลน์ สมัยนั้น Luk ใช้เพียงแค่อีเมลและเว็บไซต์เป็นเครื่องมือหากินเท่านั้น Social network อย่าง Facebook ยังไม่จุติขึ้นอย่างเป็นทางการ [ กลยุทธ์แรกนี้ถือเป็นการ educate ตลาดบริโภคถึง “ความหมาย” และ “ความเป็นไปได้” ของตัวสินค้า โดยแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ] หลังจากนั้นก็มีแคมเปญ “Dweey Test Drive” ที่ Luk ขอให้กราฟิกดีไซเนอร์จากทั่วโลกส่งผลงานออกแบบ 2D อะไรก็ได้เข้ามาร่วมสนุก และเขาจะนำงานเหล่านั้นไป wrap บนตัว Dweey ให้กลายเป็นชิ้นงาน 3D อีกที [ กลยุทธ์ที่สองนี้ส่งผลให้สตูดิโอสามารถสร้าง connection ใหม่ๆ กับนักออกแบบจากทั่วโลก ] ล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว Luk จับมือกับค่ายนักออกแบบของเล่นสัญชาติไทย Mafia Factory และจัดงาน Dweey x CE World Biggest Custom Toy Show ขึ้น โดยเขาได้เชิญดีไซเนอร์จากทั้งสองประเทศรวม 100 คนให้มาจับคู่กันออกแบบ Dweey และ CE (Platform toy 2 ตัว) จนเกิดเป็นคอลเล็กชั่นผลงานใหม่จำนวน 200 ชิ้น [ ต่างจาก 2 กลยุทธ์ข้างต้น กลยุทธ์นี้เกิดขึ้นในโลกจริงนอกอินเตอร์เน็ต ถือเป็นกิจกรรมแรกที่สื่อสารกับกลุ่มตลาดที่กว้างขึ้น ] ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Luk จัดงาน Dweey Transformation ขึ้นอีกมากมาย ซึ่งบางงานก็ประสบความสำเร็จ บางงานก็ล้มเหลว แต่ Luk ถือว่าทุกความผิดพลาดคือการเรียนรู้ เพราะท้ายที่สุดเขาก็ได้พบว่า 1. โฟกัสคือหัวใจ อย่าทำอะไรสะเปะสะปะแม้มันจะสนุกก็ตาม 2. กลยุทธ์ระยะยาวต้องค่อยเป็นค่อยไป เรื่อง Product positioning สำคัญมาก 3. อย่ามองข้ามเรื่องความเหมาะสมของเวลา อะไรก็ตามที่ตลาดยังไม่พร้อมก็อย่าเร่งทำ ถึงวันนี้ (ราว 8 ปีจากวันแรกที่เปิดตัวในฐานะ platform toy) “Dweey” กำลังถูกต่อยอดไปสู่ positioning อื่นๆ มากมาย อาทิเช่น Art materials - อุปกรณ์ศิลปะ, Collective items - ของสะสม, Gift set - ของขวัญ/ของชำร่วย, Marketing tools/Promotion materials - เครื่องมือการตลาด และ Home Decoration - ของแต่งบ้าน PART 2 : Lisa & Liselle Lisa Lee กล่าวว่า เธอเองเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ที่ชื่นชอบเรื่อง Illustraiton เป็นพิเศษ เธอตัดสินใจสร้างคาแรกเตอร์ “Liselle” ขึ้นเองเพื่อให้มีบุคลิกในแบบที่เธอต้องการ (Liselle = สาวน้อยผู้หลงใหลในแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย) โดยหลังจากที่เธอได้พบกับ Luk Chee Chew ทั้งสองก็คิดตรงกันว่า คาแรกเตอร์ Liselle นี้น่าจะมีโอกาสเติบโตได้อีกในเชิงพาณิชย์ “มันน่าจะไปได้ไกลกว่าบนเสื้อผ้าหรือตามหน้านิตยสารเท่านั้น” Luk ช่วย Lisa พัฒนา Business model ขึ้นใหม่เพื่อต่อยอดคาแรกเตอร์ของเธอ เขาเสนอให้ Lisa แตกไลน์ธุรกิจออกเป็น 3 ส่วน คือ 1. Liselle Art : การเติบโตของ Liselle ในรูปแบบของศิลปะภาพประกอบ (Illustration work) ซึ่ง Lisa สามารถจะขาย license ให้กับลูกค้าที่ต้องการนำภาพประกอบของเธอไปใช้ได้ ยกตัวอย่างเช่น การนำผลงานเข้าร่วมการประมูล, จัดพิมพ์เป็นโปสการ์ด ฯลฯ 2. Liselle Creation : เป็นการใช้งานคาแรกเตอร์ร่วมกับการพัฒนาสินค้าหรือบริการอื่น เช่น การ collaboration กับดีไซเนอร์ต่างสาขา หรือการนำคาแรกเตอร์ไปใช้บนผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ 3. Liselle Style : เป็นการใช้งานคาแรกเตอร์ในระดับ “Content” กล่าวคือลูกค้าที่สนใจสามารถนำภาพลักษณ์ของ Liselle ไปใช้เป็นเครื่องมือในแคมเปญส่งเสริมการตลาดต่างๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น การเป็น Brand ambassador ให้กับแคมเปญการท่องเที่ยวมาเก๊า, การเป็น Presenter แนะนำสินค้าให้กับไลฟ์สไตล์แบรนด์ต่างๆ อย่างไรก็ดี ในการประยุกต์ใช้คาแรกเตอร์ในหลายระดับนี้ จำเป็นจะต้องมีการพัฒนา Style book หรือ Style guide ไว้อย่างชัดเจน ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้าง “ความเข้าใจเบื้องต้นที่ตรงกัน” ระหว่างเจ้าของคาแรกเตอร์กับเจ้าของแบรนด์ต่างๆ และเพื่อมิให้เกิดการนำคาแรกเตอร์ไปใช้ใน context ที่ผิด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของคาแรกเตอร์ในระยะยาวได้ PART 3 : What makes “TOYS R EVIL” the No.1 blog Andy Heng เจ้าของบล็อกดังระดับโลก “TOYS R EVIL” คืออีกหนึ่งกูรูคนสำคัญของวงการ Pop culture และ Designer toys Andy เชื่อว่า เมื่อเขาพูดถึงคำว่า “Toys” ในสมองของคนทั่วไปมักจะเชื่อมโยงไปถึงของเล่นที่เป็น “License toys” ซึ่งได้รับการต่อยอดมาจากภาพยนตร์ หรือ หนังการ์ตูน อาทิเช่น Star wars, Transformers และอื่นๆ ของเล่นประเภทนี้เรียกว่า “Mass toys” ซึ่งมันพร้อมที่จะขายตัวเองได้ตั้งแต่ยังไม่วางจำหน่ายด้วยซ้ำ ในทางตรงกันข้าม ของเล่นที่ TOYS R EVIL ให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือกลุ่มที่เรียกว่า “Art toys” ของเล่นกลุ่มนี้ไม่ได้มีปูมหลังมาจากการ์ตูนหรือภาพยนตร์ใดๆ พวกมันคือ Designer toys ของแท้ ที่เกิดจากฝีมือการออกแบบของ Individual designer และมันถูกผลิตขึ้นเพื่อ “คนเฉพาะกลุ่ม” ที่หลงใหลในงานดีไซน์จริงๆ เท่านั้น เนื้อหาในบล็อกของ Andy จะครอบคลุมเรื่องราว pop culture ที่เกิดขึ้นในเวทีนานาชาติทั้งหมด เขาจะไม่แบ่งแยกหรือส่งเสริมชนชาติใดเป็นพิเศษทั้งนั้น และด้วยความเป็นกลางที่ชัดเจนนี้ มันทำให้เขากลายเป็น blogger สุดฮอต ที่ดีไซเนอร์จากทั่วทุกมุมโลกยินดีป้อนข้อมูลที่ “สดใหม่ที่สุด” ให้เป็นคนแรก ทุกวันนี้ Andy เป็น Full-time blogger ที่มี content ใหม่วิ่งเข้ามาหาทุกวัน เขาแทบไม่ต้องออกไปหา content เองด้วยซ้ำไป Andy มองสิ่งที่เขาทำว่าเป็น “สะพานเชื่อม” (Bridging Platform) ระหว่าง “ผู้ผลิต” กับ “ผู้บริโภค” TOYS R EVIL ไม่ได้ขายสินค้าอะไรของตัวเอง มันทำหน้าที่เป็นเหมือน Showcase และกระบอกเสียงให้กับเหล่าดีไซเนอร์ (ที่ Andy มองว่า) ฝีมือดีแต่ยังไม่มีช่องทางเข้าถึงผู้บริโภค ปัจจุบันนี้ TOYS R EVIL มีกลุ่มผู้อ่านแฟนคลับที่แข็งแรงมาก ข่าวสารกิจกรรมหรือการรีวิวสินค้าใดๆ ในบล็อกนี้จะถูกมองว่าเป็น highlight ในกระแสวัฒนธรรมป๊อปทันที และในขณะเดียวกัน ตัว Andy Heng เองก็ต้องยอมรับกับสถานภาพ “ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิด” คนหนึ่งของวัฒนธรรม Pop Culture ไปด้วย ในเวทีครั้งนี้ Andy ได้แนะนำกลยุทธ์การโปรโมทผลงานออนไลน์ไว้หลายข้อด้วยกัน อันได้แก่ 1. แม้ปัจจุบันจะมี social network และ application มากมายที่ช่วยให้คุณเชื่อมโยงถึงคนหมู่มากได้ แต่หัวใจสำคัญของการโปรโมทธุรกิจในโลกดิจิตอล ก็คือ คุณต้อง navigate และใช้เครื่องมือเหล่านี้ให้เป็น (ใช้แบบพอเหมาะพอดี) และ อย่าได้มองข้ามพลังของ “เว็บเฉพาะทาง” ในสายธุรกิจของคุณเด็ดขาด (ในกรณี Art&Designer toys ก็คือเว็บอย่าง TOYS R EVIL) 2. ภาพถ่ายของตัวสินค้า คือ ใบเบิกทางที่สำคัญที่สุดในการเข้าหาผู้บริโภค จงถ่ายภาพงานออกแบบของคุณให้ดู “ชัดเจน รอบด้าน สะอาด เจาะลึก” สิ่งเหล่านี้คุณสามารถทำได้เองที่บ้าน (หรือที่ไหนก็ได้) ไม่จำเป็นต้องไปเช่าสตูดิโอถ่ายภาพราคาแพง ให้ใช้ความสร้างสรรค์ของคุณกับมุมกล้อง แบคกราวด์ คำอธิบาย เพื่อนำเสนอสิ่งที่คุณทำให้ดูคุณภาพดีและเข้าใจง่ายที่สุด 3. Product Description ต้องครบถ้วน เช่น ชื่อสินค้า ชื่อผู้ผลิต สถานที่จำหน่าย ราคา ขนาด สีที่มีให้เลือก ฯลฯ เพื่อว่าคนที่สนใจสินค้าของคุณจะสามารถตัดสินใจซื้อได้ทันที 4. หากคุณคิดจะส่งผลงานให้ International Websites ช่วยรีวิว จงอย่าคิดว่าทักษะภาษาอังกฤษของคุณเป็นอุปสรรคเด็ดขาด เพราะ ข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นต่อการรีวิวนั้น ไม่ได้ต้องการให้คุณเก่งภาษาอังกฤษอะไรเลย 5. ส่งผลงานหรือข่าวสารของคุณไปให้ถูกช่องทาง เช่น ถ้าทำเสื้อยืดก็ต้องส่งผลงานให้เว็บเสื้อยืด ไม่ใช่ส่งมาเว็บของเล่น ยกเว้นแต่ว่าเสื้อยืดนั้นจะมีความเกี่ยวโยงกับของเล่นด้วย (เช่น เป็นผลงาน collaboration ที่คุณทำกับ Toy Artist หรือเป็นของ premium ชิ้นพิเศษจากผู้ผลิตของเล่น) 6. เมื่อวางจำหน่าย จงหาวิธีให้สินค้าของคุณ “โดดเด้ง” ออกมาจากชั้นสินค้าให้เร็วที่สุด หนึ่งในกลยุทธ์ที่จะทำให้ผู้คนจดจำ (recognize) สินค้าใหม่ได้เร็ว ก็คือ การเชื่อมโยงกับสิ่งของหรือเรื่องราวที่เป็นที่รู้จักอย่างดีมาก่อน เช่น ถ้าคุณจะออก Platform toy ตัวใหม่ คุณก็อาจจะหยิบยืมลวดลายกราฟิกที่คนทั่วไปคุ้นเคย เช่น Darth Vader มาทำเป็น VDO ขำขันเพื่อสร้างกระแสในอินเตอร์เน็ตก่อน (พอคุณวางขายจริง ผู้คนจะจำสินค้าได้ทันทีจาก VDO นั้น) 7. “เยอะไว้ก่อน พ่อสอนไว้” จำนวนของ “ภาพ” ที่คุณให้ในการโปรโมทสินค้ามีผลต่อการจดจำ และการจดจำมีผลต่อการตัดสินใจซื้อเสมอ “Designer toys เป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ มันเกี่ยวพันอย่างสูงกับอารมณ์ความรู้สึกและคุณค่าที่เป็นนามธรรม วิถีของธุรกิจนี้ก็คล้ายๆ กับธุรกิจภาพยนตร์หรือจิวเวลรี่ มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะใช้วัสดุอะไร ขอแค่ผู้บริโภครู้สึกดีกับแบรนด์ เขาก็พร้อมที่จะก้าวเดินและสนับสนุนคุณไปเรื่อยๆ ฉะนั้น กลยุทธ์ข้อสุดท้ายที่คุณต้องจำให้ขึ้นใจก็คือ ลูกค้าเก่า สำคัญที่สุด” Andy Heng ปิดท้ายการเสวนาครั้งนี้ไว้แบบสั้นๆ แต่ได้ใจความ ติดตามผลงานของนักสร้างสรรค์ทั้งสามท่านได้ที่ Andy Heng : http://toysrevil.blogspot.com Lisa Lee : www.liselle.com.my Luk Chee Chew : www.dweey.com เครดิตภาพ : www.dweey.com www.liselle.com.my http://toysrevil.blogspot.com www.behance.net
Posted on 18 January 2018
15 27733

Related Collection

DEBUT by TCDCCONNECT เป็นพื้นที่แสดงผลงานและข้อมูลของผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิตและผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ซึ่งผ่านการคัดเลือก รวมถึงมีการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงผ่านทางเว็บไซต์ TCDCCONNECT.COM โดยจะมีการผลัดเปลี่ยนผลงานขึ้นแสดงทุก 4 เดือน ซึ่งโครงการนี้เป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิต ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆให้มีพื้นที่ประชาสัมพันธ์ธุรกิจของตนเอง รวมถึงผู้ที่สนใจจะจ้างงานได้รู้จักและเกิดการจัดจ้างงานจริงเกิดขึ้น    ผู้ที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมแสดงผลงานบน Debut Wall ครั้งที่ 17 Gift & Wish ผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิต ในกลุ่มของขวัญและของฝาก ประจำเดือนพฤศจิกายน - มีนาคม 2562 ประกอบด้วยผลงานของผู้นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และผู้ผลิตจากทุกหมวดหมู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จำนวน 20 ราย
DEBUT by TCDCCONNECT เป็นพื้นที่แสดงผลงานและข้อมูลของผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิตและผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ซึ่งผ่านการคัดเลือก รวมถึงมีการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงผ่านทางเว็บไซต์ TCDCCONNECT.COM โดยจะมีการผลัดเปลี่ยนผลงานขึ้นแสดงทุก 3 เดือน ซึ่งโครงการนี้เป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิต ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆให้มีพื้นที่ประชาสัมพันธ์ธุรกิจของตนเอง รวมถึงผู้ที่สนใจจะจ้างงานได้รู้จักและเกิดการจัดจ้างงานจริงเกิดขึ้น    ผู้ที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมแสดงผลงานบน Debut Wall ครั้งที่ 16 ประจำเดือนสิงหาคม - ตุลาคม 2561 ประกอบด้วยผลงานของผู้นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และผู้ผลิตจากทุกหมวดหมู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จำนวน 18 ราย