Colllection

TCDC Connect Young Writers

Posted on 07 October 2016
TCDC CONNECT รวบรวมผลงานของนักเขียนหน้าใหม่ผู้ผ่านการคัดเลือกในโครงการ TCDC CONNECT Young Writers ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้หรือสมาชิก TCDC CONNECT ร่วมเป็นผู้เขียนบทความแบ่งปันประสบการณ์การทำธุรกิจของตนเอง ประสบการณ์การแก้ไขปัญหาด้วยความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ที่พบเจอในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับธุรกิจและการออกแบบ โดยอาจเป็นผู้มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางและพร้อมถ่ายทอดให้ผู้อื่น เพื่อเป็นการแบ่งปันความรู้ให้แก่สมาชิก TCDC CONNECT ท่านอื่นๆ รวบรวมไว้ที่นี่
21 items
801
Love
Share

Article

หลายคนไม่ชอบกินผัก ไม่ชอบผลไม้ ไม่ชอบดื่มน้ำ…และมีปัญหาเรื่องการขับถ่าย  หลายคนไม่รู้กระทั่งว่า…การไม่เข้าห้องน้ำติดต่อกันเป็นเวลาหลายวันเป็นเรื่องใหญ่มากต่อสุขภาพ หลายคนยังคงคิดถึงแต่ของอร่อย สนใจแต่การลิ้มรสความสุขจากอาหารโปรด โดยลืมคำนึงไปว่าความโปรดที่บริโภคเข้าไปในปริมาณล้นเกินนั้น สามารถ ‘สร้างพิษ’ ให้กับร่างกายของเรามากเพียงใด  ความคิดข้างต้นนี้คือที่มาของการผลิต ‘มูนที’ (MoonTea) ใบชาผสมสมุนไพรไทย ที่เกิดขึ้นจากความห่วงใยคนในครอบครัวและเพื่อนฝูง  ซึ่งเจ้าของแบรนด์ได้บอกกับเราว่า   “เรามีชาอยู่แล้วก็เอามาปรุงใหม่ผสมกับสมุนไพรไทย ทดลองสูตรซ้ำแล้วซ้ำร่วมกับอาจารย์หลายท่านที่มีความรู้ เราเน้นว่าขั้นตอนและองค์ประกอบทุกอย่างต้องปลอดภัยสูงสุด เพราะสังคมทุกวันนี้มีคนมากมายที่สุขภาพอ่อนแอ และเขาต้องกังวลถึงสิ่งที่บริโภคเข้าไปว่าจะไม่ไปเพิ่มปัญหาใดๆ ให้ร่างกายอีก” มูนทีใช้เวลาวิจัยและปรับสูตรอยู่ถึงสองปีเต็ม จนแน่ใจว่าเป็นผลิตภัณฑ์ ‘ชาดีท็อกซ์’ ที่ปลอดภัยสูงสุด “ครั้งแรกทำออกมาขายแค่ในวงเพื่อนฝูง แต่การผลิตครั้งละน้อยๆ ก็ทำให้ราคาสูงพอสมควร ต่อมาเราจึงเริ่มถามแบบปากต่อปากว่ามีใครต้องการบ้าง จะได้สั่งผลิตพร้อมกันเพื่อให้ราคาถูกลง”   สิ่งที่คนส่วนใหญ่ชื่นชมในมูนที คือ การเป็นชาดีท็อกซ์ที่ดื่มง่าย เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย มีหน้าท้อง น้ำหนักตัวเกิน หรือมีพฤติกรรมกินจุบจิบไม่เป็นมื้อ  แต่เมื่อร่างกายได้รับการดีท็อกซ์อย่างเหมาะสม (ทั้งในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่) ร่างกายก็จะดูดซึมอาหารได้ดีขึ้น มีผลต่อการรับรู้ของสมองและความรู้สึกอิ่มที่ตามมา เป็นการทำงานที่สัมพันธ์กันแบบพอดีของสมองและร่างกาย   “ปัญหาที่ผ่านๆ มาคือเมื่อลำไส้เล็กของเราดูดซึมอาหารได้ไม่เต็มที่ มันจะทำให้เรารู้สึกหิวบ่อยโดยไม่ทราบสาเหตุ สมองจะสั่งการให้ร่างกายต้องการอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลมากขึ้น เพราะมันดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้เร็ว ทำให้อ้วนง่ายในที่สุด”  เจ้าของแบรนด์กล่าวต่อว่าคุณสมบัติการดีท็อกซ์ของมูนทีนี้จะส่งผลดีต่อการลดความอ้วนด้วย เพราะส่วนผสมที่เป็นสมุนไพรสามารถเร่งการเผาผลาญสารอาหารตามธรรมชาติ ทำให้เซลล์ไขมันถูกดึงไปใช้เป็นพลังงานได้มากขึ้น มีไขมันสะสมในร่างกายน้อยลง “มูนทีจะเน้นเรื่องการขับถ่ายและการเผาผลาญเป็นสำคัญ เพื่อให้ร่างกายดึงไขมันเก่าออกมาใช้เป็นพลังงานได้”  นอกจากนั้นส่วนผสมสมุนไพรอื่นๆ ยังมีข้อดีต่อร่างกายมากมาย เช่น เซาท์เทิร์นจินเส็งช่วยบำรุงสมอง ทำให้นอนหลับลึก ช่วยในการไหลเวียนของโลหิต  ใบหม่อนช่วยลดไขมัน ความดัน และน้ำตาลในเลือด  ลิ้นจี่ช่วยรักษาตับ มีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง  กุหลาบปรับสมดุลฮอร์โมน ระงับประสาท ช่วยให้รู้สึกสงบ  ใบเตยบำรุงหัวใจ ลดน้ำตาล ลดความดันโลหิต  ปัจจุบันมูนทีผลิตโดยบริษัท มรีจิ ชาเพื่อชีวิต (Mariji’s Tea for life)  เป็นชาผสมสมุนไพรไทยแท้ๆ แบบไม่มีสิ่งอื่นเจือปน จึงสามารถดื่มได้แบบชาทั่วไป หมดห่วงเรื่องการสะสมสมุนไพรในเชิงพิษที่อาจมีผลร้ายต่อร่างกายได้  กระบวนการผลิตและการออกฤทธิ์ของมูนที มูนทีผลิตจากชาอัสสัมที่ปลูกในอำเภอแม่แสะ จังหวัดเชียงใหม่ ผ่านขั้นตอนในลักษณะเดียวกับการผลิตชาเขียวและสกัดสารคาเฟอีนออก ใบชาจึงยังคงสรรพคุณในการลดน้ำหนักและดีท็อกซ์แบบชาเขียว ใช้ดื่มก่อนนอนได้ไม่รบกวนการหลับ จากนั้น 8 ชั่วโมง มูนทีจะเริ่มทำงานดีท็อกซ์ของเสียและสิ่งตกค้างต่างๆ ในลำไส้ออกมา ทั้งยังขจัดปัญหาไขมันในเลือด ช่วยควบคุมระดับโคเลสเตอรอล และ LDL ได้อย่างเห็นผลทันที  ฤทธิ์ข้างเคียงเดียวของมูนทีคืออาจทำให้กระหายน้ำ จึงแนะนำให้จิบน้ำเรื่อยๆ ซึ่งก็เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอยู่แล้ว  ปริมาณการบริโภคแนะนำในคนปกติ ดื่มแค่เพียงวันละ 2 ซองก็เพียงพอ (มากกว่านี้จะสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ)  แต่สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 100 กิโลกรัม แนะนำให้ชงชาเข้มกว่าปกติ (แช่ถุงชาทิ้งไว้ 10 นาทีเต็ม) โดยชงครั้งละ 2 ซอง ดื่มหลังอาหารเช้า-เย็น หรือก่อนนอน รวมทั้งสิ้นแค่ 4 ซองต่อวัน 
Posted on 03 November 2016
8 781
เมื่อช่วงเวลาในรั้วมหาวิทยาลัยใกล้จบลง เราเชื่อว่าทุกคนต่างมีคำถามในใจว่า  “จบแล้วไปไหน”  “จบแล้วจะทำงานอะไร”  “เอายังไงต่อกับชีวิตดี”  ณพกมล อัครพงศ์ไพศาล เป็นหนึ่งในนักเรียนสถาปัตย์ออกแบบอุตสาหกรรมที่เริ่มตั้งคำถามนี้กับตัวเองตั้งแต่ช่วงทำวิทยานิพนธ์ เธอตอบคำถามอาจารย์ ณ ตอนนั้นว่า...อาจจะอยากทำสตูดิโอเล็กๆ ของตัวเอง ทำของกระจุกกระจิกออกมาขาย   “อืม งั้นก็ทำเลยสิ ทำตอนนี้แหละ ทดลองไปเลย” คำตอบของอาจารย์ท่านนั้นคือสิ่งที่จุดประกายให้เธอหยิบยกเรื่อง ‘การทำแบรนด์เซรามิก’ มาเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ จุดเริ่มต้นบนเส้นทางละมุนละไม  ย้อนกลับไปสมัยที่ณพกมลเรียนอยู่ปี 3 และนล (นล เนตรพรหม) คู่หูผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ของเธอเรียนอยู่ปี 5  ทั้งคู่ทำงานในเวิร์คชอปเซรามิกด้วยกันที่คณะ ได้เห็นสไตล์การทำงานและเทคนิคเฉพาะที่น่าจะเติมเต็มกันได้  จึงเกิดเป็นจุดเริ่มต้นที่ทั้งคู่อยากเรียนรู้และร่วมพัฒนาผลงานสไตล์ใหม่ๆ ที่ยังไม่มีในตลาด  ณพกมลและนลก่อตั้งแบรนด์ ‘ละมุนละไม’ ขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น โดยนำความชอบเรื่องเทคนิคการเคลือบสีดินพอร์ซเลนของนล มาผสมผสานกับการสร้างสไตล์ รูปลักษณ์ และลวดลายบนผิวสัมผัสของดินในแบบที่ณพกมลสนใจ   จากหัวข้อวิทยานิพนธ์เรื่อง ‘การสร้างซิกเนเจอร์ให้แบรนด์ละมุนละไม’  ณพกมลใช้เวลาตลอดทั้งเทอมนั้นศึกษาทดลอง และพัฒนากระบวนการทำงานเซรามิกสำหรับสตูดิโอขนาดเล็กอย่างละเอียด ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การขึ้นรูป การสร้างรูปทรง ขนาด การตกแต่งลวดลาย ทำสีเคลือบ การเผา รวมไปถึงขั้นตอนการทำ CI  การกำหนดกลุ่มลูกค้า ช่องทางการจำหน่าย การโปรโมทสินค้า ฯลฯ  จนในที่สุดก็ได้คลอดผลงานคอลเลคชั่นแรก Everyday, be yours, lamunlamai ออกมาขายจริงในปี พ.ศ.2557  หลังจากนั้นเพียงสี่เดือน ‘ละมุนละไมคราฟท์สตูดิโอ’ ก็ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาด้วยเงินทุนก้อนเล็กๆ ...บนพื้นที่ดาดฟ้าของอาคารหลังหนึ่งย่านศาลาแดง  สัมผัสแบบละมุนละไม ณพกมลเล่าอย่างภูมิใจว่า ทุกครั้งเวลาไปออกร้านตามงานอีเว้นท์ งานแฟร์ หรืองานเทศกาลต่างๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ มักจะมีลูกค้าเข้ามาทักทาย ชื่นชมผลงาน และบอกว่า “นี่ไง ละมุนละไมจริงๆ ด้วย” มันทำให้เธอมั่นใจมากขึ้นว่าภาพที่เกิดขึ้นในใจของลูกค้านั้นตรงกับความต้องการของแบรนด์ที่จะสื่อออกไป  “ผลงานของเราโดดเด่นตั้งแต่ตัววัสดุซึ่งเป็นดินขาวพอร์ซเลน นำมาขึ้นรูปทรงให้เหมาะกับการใช้งานและการตกแต่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ รวมทั้งสีสันจากการเคลือบสีที่เราทดลองคิดค้นขึ้นเอง ก็ทำให้ผลงานแต่ละชิ้นสื่อได้ถึงคุณค่างานฝีมือ กระบวนการคิดสร้างสรรค์ และส่งผ่านลายเซ็นในแบบของเรา (Maker signature) ออกไปถึงลูกค้าได้ในที่สุด”  นอกเหนือจากการออกแบบชิ้นงานเซรามิกให้มีเอกลักษณ์แล้ว นลและณพกมลยังให้ความสำคัญกับองค์ประกอบอื่นๆ ของแบรนด์ไม่น้อยไปกว่ากัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดดิสเพลย์ การแสดงผลงาน ฯลฯ เพราะรายละเอียดทั้งหมดนี้ล้วนมีผลต่อภาพลักษณ์และการจดจำของลูกค้า “เขาจะได้รับรู้ว่าแบรนด์เรามีบุคลิกอย่างไร เพราะละมุนละไมตั้งใจจะรับงานในลักษณะ custom made ด้วย นั่นคือเราทำงานให้กับลูกค้าหลากหลายรูปแบบ ทั้งกับการตกแต่งบ้าน ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขนม รวมทั้งงานโปรเจ็กท์ต่างๆ ที่ต้องการความมีเอกลักษณ์เฉพาะ”  ก้าวต่อไปของละมุนละไม ในอนาคตอันใกล้ ละมุนละไมตั้งใจจะรับงานโปรเจ็กท์ให้มากขึ้น ทำงานร่วมกับพันธมิตรและคู่ค้าใหม่ๆ รวมทั้งวางแผนจะออกคอลเลคชั่นพิเศษและทำสินค้าไลน์ใหม่ๆ ออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด  “พันธมิตรในที่นี้ หมายรวมถึงทั้งในแง่การผลิตที่จะช่วยให้เรามีศักยภาพการผลิตที่สูงขึ้นและหลากหลายขึ้น  และในแง่การตลาดที่เราก็อยากร่วมมือกับร้านค้าประเภท multi-brand ร้านอาหาร ร้านกาแฟ รวมถึงเว็บไซต์ที่จำหน่ายสินค้าดีไซน์ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ”   ความมุ่งหวังของณพกมลและนลคือการผลักดัน ‘ละมุนละไม’ ให้เติบโตไปเป็น ‘คราฟท์แบรนด์’ ที่มีสินค้าและบริการหลากหลาย ตอบสนองทั้งทางด้านการใช้งาน ความหมาย และอารมณ์ และให้เป็นที่นิยมในวงกว้างขึ้นไปเรื่อยๆ เกร็ดคิดปิดท้ายจากใจคนทำธุรกิจ - กระแสของคนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากทำงานประจำ ไม่อยากเข้าออฟฟิศ อยากมีธุรกิจของตัวเอง อยากเป็นเจ้านายตัวเอง มีเยอะขึ้นมาก  หลายคนเชื่อว่าการทำงานในลักษณะนี้จะง่าย สบาย ไม่เหนื่อย มีชีวิตอิสระ อยากตื่นเมื่อไหร่ก็ตื่น อยากทำงานตอนไหนก็ทำ ซึ่งเราว่ามันไม่จริงเลย การทำธุรกิจของตัวเองนั้น เรายิ่งต้องโตขึ้นอย่างเร็ว ต้องกล้าตัดสินใจ รู้จักจัดการวางแผน คิดให้รอบคอบ และสร้างความเป็นระเบียบกับตัวเองมากขึ้น  รวมถึงยังต้องใช้ความพยายามอย่างมาก รู้จักอดทน กัดฟัน เพราะไม่มีอะไรที่จะได้ดั่งใจเราง่ายๆ เลย - ความผิดพลาดในธุรกิจเกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง  เป็นเรื่องธรรมดามาก ดังนั้นเราต้องไม่ท้อถอยกับปัญหาเฉพาะหน้า และต้องขวนขวายหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อฝึกฝนพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เพราะสุดท้ายเราเท่านั้นที่จะต้องรับผิดชอบกับการตัดสินใจ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงต้องแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยตัวเองทั้งหมด - จงเชื่อมั่นในปรัชญา ‘ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด อดทน และฝึกฝนตัวเองอยู่เสมอ’  โลกธุรกิจไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ  แม้จะทำสำเร็จแล้วก็ยังไม่จบ เพราะคุณจะต้องรักษามาตรฐาน และความสำเร็จเอาไว้ให้ได้ในระยะยาวด้วย                                         คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ ละมุนละไม
Posted on 03 November 2016
5 321
ในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคของเศรษฐกิจแบบดิจิตอลซึ่งผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างเร่งรีบ จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามนุษย์เรานั้นได้เสพข่าวและสรรหาความบันเทิงต่างๆจากทางอินเทอร์เนตและsocial media มากยิ่งขึ้นจนลดการบริโภคข่าวสารจากรายการโทรทัศน์ลง ประกอบกับการเกิดชึ้นของทีวีดิจิตอลทำให้ช่องโทรทัศน์เกิดขึ้นอย่างมากมายราวกับดอกเห็ด ทำให้ค่าโฆษณาลดลงอย่างเห็นได้ชัด ผนวกกับความนิยมทางsocial media ทำให้เเบรนด์สินค้าดังๆเปลี่ยนกลยุทธการทำการตลาดจากที่เคยอยู่แต่ในโทรทัศน์หรือสื่อสิ่งพิมพ์เปลี่ยนลงมาทำการตลาดใน Facebook Youtube Instagram  Twitter และอื่นๆที่ไม่ได้กล่าวถึง มากยิ่งขึ้น  ประกอบกับวิธีการประชาสัมพันธ์ซึ่งเรียกว่า Viral Clip คือการสร้างคลิปที่มีความยาวสั้นๆ แต่มีเนื้อหาที่สามารถสร้างความประทับใจ สร้างimpact ให้กับผู้ชมได้ ทำให้เกิดการแชร์ส่งต่อกันไปอย่างรวดเร็วในระยะเวลาไม่นานจนเกิดเป็น social impact เป็นที่พูดกัน หรือเป็นกระแสในสังคม  มีผู้ใช้ Viral Clip ในการทำแคมเปญ เพื่อช่วยเหลือสังคม หรือทำตลาดจนสามารถเพิ่มยอดขายให้แบนนด์สินค้าได้ถึงหลายล้านบาทได้    หนึ่งในViral Clip ที่ออกมาสร้างกระแสและความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันผู้เขียนเห็นว่าคงเป็น Viral Clip เกี่ยวกับการทำอาหารครับเป็นเรื่องปกติในสังคมออนไลน์ที่เราจะเห็นเพื่อนของเราแชร์ภาพอาหาร  ของกินกันยามดึก  รวมไปถึงคลิปการทำอาหารขนาดสั้นที่ผู้ชมสามารถเลือกใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ใกล้ตัว  หาง่ายตามบ้าน มาสร้างสรรค์เมนูอาหารยามดึกได้ หากให้วิเคราะห์เปรียบเทียบข้อได้เปรียบระหว่างViral Clip การทำอาหารกับรายการอาหารในปัจจุบัน Viral Clip ถือว่ามีความได้เปรียบอยู่มาก กล่าวง่ายคือ ใช้ต้นทุนที่ถูกกว่า  ผู้ผลิตไม่ต้องเสียเวลาจ้างพิธีกรรายการอาหาร  และการจัดฉากสำหรับถ่ายทำที่ต้องใช้เวลานานและค่าใช้จ่ายจิปาถะที่สูง แต่สามารถถ่ายทำเองได้ที่บ้าน  และใช้แทบไม่ต้องใช้เวลาในการจัดแต่งสถานที่เลย  ประกอบกับเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เน้นดูแต่การทำอาหารและเสน่ห์ของอาหารโดยไม่ใส่กับองประกอบอื่นๆจึงทำให้การใช้Viral Clip เป็นแนวทางการทำรายการแบบใหม่ที่ตรงใจผู้ชมในอีกหลายกลุ่มและอาจแบ่งส่วนแบ่งผู้ชมจากรายการปกติได้ไม่มากก็น้อย ตัวอย่างที่ผมจะยกมาวันนี้เป็นแฟนเพจ Tasty ที่มีการทำรายการอาหารแบบViral Clip ซึ่งผลตอบรับนั้นค่อนข้างดีมากมียอดไลค์ถึง 61ล้านไลค์ และยอดวิวในแต่ละคลิปซึ่งบางคลิปก็สูงกว่านั้น จะเห็นได้ว่า  คลิปค่อนข้างเน้นไปที่เนื้อหาของการทำอาหารเนื่องจากระยะเวลาของคลิปค่อนข้างสั้น การตัดวิดีโอแบบเร็ว และลดความยาวคลิปเหลือเพียง 1-2 นาที ทำให้ผู้ชมไม่เบื่อและไม่อาจห้ามใจตนเองให้ไปดูคลิปอื่นได้ เมนูอาหารส่วนใหญ่จะเป็นเมนูอาหารที่สามารถทำเองได้ที่ผ่านโดยใช้สัตถุดิยที่สามารถหาได้ง่ายทั่วไปตามท้องตลาด  ในวงการรายการทำอาหารแบบViralClipนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ Tasty เท่านั้น ในสหรัฐอเมริกา ยังมีเจ้าอื่นๆอย่างเช่น Tastemate และ Tip Hero ที่พร้อมจะโกยส่วนแบ่งคนดูออกไปจากท้องตลาด     Tasty  แฟนเพจยอดนิยมอันดับ1 ของโลกด้านการทำ Viral Clip รายการอาหาร เมนูอาหารส่วนใหญ่เน้นไปที่อาหารประเภทชีส ซึ่งเป็นที่นิยมในสหรัฐ Tastemate ตัวนี้เป็นคลิปการทำเครื่องดื่มครับ จะสังเกตได้ว่าจุดแข็งที่ดีกว่าของ Tasty คือมีการทานให้ดูครับ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความยากและเพิ่มความน่าสนใจมากกว่าของ Tasty Tip Hero นั้น ผมชื่นชอบ Production มากที่สุดครับแม้ว่าอาหารของทั้งสามเพจข้างต้นจะมีภาพที่สวยงามไม่แพ้กัน แต่Productionของ Tip Hero มีการใส่ลูกเล่น และคำอธิบายที่มากกว่าสองเพจแรกทำให้สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายกว่า     C-Channel ก็กำลังหันมาทำการตลาดเช่นนี้เช่นกันแต่เน้นไปทางอาหารญี่ปุ่นเพื่อสนองความต้องการของคนญี่ปุ่นผู้ซึ่งเป็นผู้บริโภครายใหญ่ของบริษัท แต่ตัวคลิปมีการพัฒนากว่าแบบของสหรัฐ  ก็เป็นรายการแนวญี่ปุ่นและครับ  แต่จำนวนคลิปยังไม่ออกมามากนะครับ อาจจะอยู่ในระหว่างการเริ่มทำการผลิตแต่ส่วนตัวผมว่า ตัวคลิปกินระยะเวลาถึงสามนาทีซึ่งค่อนข้างมากในการทำViral Clipแนวนี้ครับ ผู้ชมอาจเบื่อก่อนได้   Wongnai   ส่วนทางประเทศไทยเอง  ก็มีผู้ทำการตลาดแบบนี้แล้วโดยเป็นเจ้าใหญ่ในวงการเว็บรวมร้านอาหารชื่อดังอย่าง Wongnai  ต้องคอยติดตามดูครับว่าผลตอบรับจะเป็นอย่างรันบ้าง  ส่วนตัวรู้สึกภูมิใจครับที่ทางประเทศไทยเองก็มีอยู่เหมือนกัน แต่จะดีกว่านี้ไปไม่น้อยถ้ามีคลิปทำอาหารแบบนี้เป็นเมนูอาหารไทย ส่วนตัวเพราะผู้เขียนอยากให้เมนูอาหารไทยแพร่ไปไกลทั่วโลกครับ อยากให้ผู้คนทั่วดลกได้ลองมีโอกาสทานอาหารอร่อยๆแบบบ้านเราบ้าง เพราะอาหารไทยนั้นเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกแต่มีจำนวนน้อยที่ทำอาหารไทยเป็นและทำให้อร่อย ฝากไปถึงผู้บริหารด้วยครับ กล่าวโดยสรุปจากกระแสการสร้างViral Clipทำอาหารเผยแพร่ลงซึ่งsocial media เช่นนี้เป็นเขย่าวงการรายการทำอาหารในโทรทัศน์ หลายรายการถึงเวลาที่ต้องหันมาปรับกลยุทธ์ของตนเองเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เมื่อถึงยุคที่ผู้คนสนใจเมนูอาหารเป็นหลักมากกว่าแบรนด์ของรายการ พิธีกร และการอธิบายแฝงโฆษณาดูเหมือนเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นอีกต่อไปในรายการทำอาหารในยุคปัจจุบัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่ขาดไปจากเดิมเห็นจะเป็นเคล็ดลับการทำอาหารที่ผู้ชมจะได้รับจากการฟังพิธีกรบรรยายจากพิธีกรนั้นเอง  ขอบคุณรูปปประกอบจาก Fanpage : Tasty , Tatemate ,Wongnai  , C Channel 
Posted on 03 November 2016
3 957
หลายครั้งที่เรามักจะตั้งคำถามประเภทที่ว่า ทำไมสิ่งนั้นจึงเป็นแบบนี้?  ทำไมสิ่งนี้ไม่ปรับปรุงให้เป็นแบบนั้น? และมักจะลงเอยด้วยคำตอบประมาณว่า มันก็เป็นอย่างงี้แหละ ปัญหาธรรมดาๆ... มันเป็นเรื่องใหญ่...  เราไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้...  แต่เมื่อวันหนึ่งที่เรามีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรม Bangkok Public Service Jam มันกลับจุดไฟให้คนธรรมดาๆ อย่างเราคิดได้ว่า..." เราก็สามารถมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่างในสังคมได้นะ " ระยะเวลาเพียงสองวันของกิจกรรรมนี้อัดแน่นไปด้วยคุณภาพ  จากจุดที่ผู้เข้าร่วมทุกคนยังไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไร รู้แค่ว่าเป็นกิจกรรมที่เปิดให้พวกเรามาร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ ‘ปัญหาสาธารณะ’   แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงพวกเราก็ค่อยๆ เห็นภาพมากขึ้น  ทั้งจากการบรรยายของวิทยากร จากคำแนะนำของทีมงานที่มาช่วยแนะแนวทาง ฯลฯ  เริ่มตั้งแต่การจับกลุ่มเลือกหัวข้อปัญหาที่สนใจ ต่อด้วยการนำประเด็นปัญหาเหล่านั้นมาพูดคุยกันในกลุ่ม  ออกสำรวจสถานที่  สอบถามผู้คน  และเก็บข้อมูลต่างๆ มาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกัน    สิ่งที่น่าประทับใจมากคือตลอดทั้งกระบวนการที่ทำให้ได้มาซึ่ง ‘ข้อมูล’ นี้ มันทำให้เราทุกคนได้เรียนรู้ ได้ทดลองว่าจะหาข้อมูลอย่างไร จะสอบถาม? สังเกตความเป็นไป? แล้วจึงนำสิ่งต่างๆ เหล่านั้นมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ ระดมความคิดกันใหม่ ...ซึ่งทั้งหมดเป็นวิธีการที่ธรรมดาแต่ได้ผล  ทำให้เราทุกคนได้เห็นภาพรวม เห็นมุมมองต่างๆ จนเมื่อสรุปเป็นแนวคิดร่วมกันได้ ก็ค่อยนำมาทำเป็น prototype ที่สามารถจะสื่อสารและทดสอบศักยภาพได้อีก  ขอขอบคุณทางผู้จัดโครงการและแจมเมอร์ทุกคนที่ทำให้โครงการดีๆ แบบนี้เกิดขึ้นมาได้  สำหรับเราแล้วการได้มาร่วมกิจกรรม Bangkok Public Service Jam 2016 ถือเป็นการเปิดโลกการเรียนรู้ครั้งสำคัญ ทำให้มองเห็นว่าปัญหาต่างๆ ที่เคยดูยากนั้น เราสามารถจะเริ่มต้นจัดการมันได้อย่างไร  จากความขัดใจที่เคยปล่อยผ่าน ก็ได้ลองเข้าไปศึกษา ทำความเข้าใจ  สำรวจความคิด รวมถึงได้พูดคุยแลกเปลี่ยนทรรศนะกับคนอื่นๆ    ซึ่งแม้ผลลัพธ์ที่ได้จากกิจกรรมนี้จะยังเป็นแค่ขั้นของการเสนอแนวคิด ยังไม่ได้นำไปใช้จริงหรือปฏิบัติจริง  แต่อย่างน้อยมันก็เปิดโอกาสให้เราทุกคนกล้าที่จะ ‘เริ่มต้น’ กล้าคิด กล้าหาทางออกให้กับสิ่งต่างๆ รอบตัว ที่สำคัญ...ไม่ว่าเราจะเป็นใครก็ตาม เราก็สามารถจะเป็น Jammer ที่ช่วยสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้นได้ทั้งนั้น  ขอบคุณ Jammer ทุกคนที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ด้วยกันค่ะ ? ลงชื่อ....ณัฏฐา เกียรติสกุลเดชา 
Posted on 14 October 2016
5 396
‘Fastwork ตลาดฟรีแลนซ์ออนไลน์ ที่เกิดขึ้นจากไอเดียของเด็กไทยสามคน ที่มีความฝันอยากให้คนไทยทุกคนมีอิสรภาพและได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก สร้างรายได้ที่มั่นคงและหาเงินได้อย่างคุ้มค่ากับความสามารถ’ เว็บไซต์ที่เปิดให้บริการพื้นที่ติดต่อระหว่างนายจ้างกับฟรีแลนซ์ทั่วเมืองไทย ตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2558 ด้วยแนวคิดที่ต้องการให้ฟรีแลนซ์หน้าใหม่มีความสามารถแต่ยังไม่มีผู้ว่าจ้าง สามารถนำเสนองานให้แก่ผู้ที่ต้องการจ้างงานและได้เข้ามาในเว็บไซต์เดียวกันนี้ สามารถเลือกรูปแบบงานและคนทำงานได้ตามต้องการ โดยมั่นใจได้ว่าจะไม่โดนเอาเปรียบ การทำงานของเว็บไซต์นี้ คือ ฟรีแลนซ์หรือผู้ที่ต้องการขายงานสร้างบัญชีเพื่อประกาศขายงาน โดยสามารถเชื่อมต่อผ่านระบบ Facebook และ Google plus ได้เลย พร้อมตั้งราคาการทำผลงานนั้น แล้วทางทีมงานเว็บไซต์จะช่วยกระจายและโฆษณางานให้ เพื่อให้ผู้ที่ต้องการว่าจ้างฟรีแลนซ์ในสาขางานต่างๆ ซึ่งทางเว็บไซต์ได้แบ่งหมวดหมู่ไว้เพื่อความสะดวกต่อผู้ว่าจ้างที่เข้ามาชมผลงาน สามารถตัดสินใจเลือกได้ง่ายขึ้น ระหว่างทำงาน เว็บไซต์ก็มีระบบ update งานสำหรับฟรีแลนซ์ เพื่อให้ผู้ว่าจ้างได้ติดตามผลการทำงานและมั่นใจว่างานจะเสร็จภายในเวลาที่กำหนด นอกจากนี้ยังมีระบบ rating และ review สำหรับผู้ที่เคยว่าจ้างแล้ว เป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับผู้ทำงานนั้น ส่วนการจ่ายค่าจ้างจะจ่ายผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์จะเป็นผู้จัดการให้ ซึ่งการดำเนินการจะเป็นไปตามกฎข้อบังคับของทางเว็บไซต์ ทั้งผู้ว่าจ้างและฝ่ายฟรีแลนซ์จึงมั่นใจได้ว่า จะไม่มีการโกงเกิดขึ้นแก่ฝ่ายใด   ส่วนตัวผู้เขียนก็เป็นคนที่ทำงานฟรีแลนซ์เช่นกัน และได้ประสบปัญหาเช่นเดียวกับฟรีแลนซ์คนอื่นๆ คือ งานไม่มี, การจ้างงานในหมู่คนรู้จัก, โดนเบี้ยวงาน, ขอราคามิตรภาพ ไปจนถึง ขอช่วยทำให้ฟรีได้ไหม? ซึ่งบางสายงานจะมีงานเข้าน้อยอยู่แล้ว ยิ่งโดนกดราคาอีก คนทำนอกจากจะไม่มีรายได้แล้วยังขาดทุนที่ต้องออกสำหรับการทำงานชิ้นนั้นก่อนด้วย แต่เมื่อใช้บริการกับ fast work เราสามารถเผยแพร่งานของเราได้มากขึ้น จากที่เคยทำแค่ในวงการคนรู้จัก กลับสามารถได้รับงานจากทุกที่ทั่วประเทศ ด้วยระบบการจัดการที่ง่ายและปลอดภัย ทำให้ผู้ที่ตั้งใจทำงานจริงๆ มีกำลังใจและสามารถหางานได้มากขึ้นอีกด้วย สำหรับฟรีแลนซ์ที่ลงงานกับเว็บไซต์นั้น เต็มไปด้วยผู้ที่มีความสามารถหลายรูปแบบ บางงานเป็นงานที่เราไม่คาดคิดว่าจะเจอด้วยซ้ำ เช่น ทำฟอนต์ลายมือของตัวเอง, แปลภาษาอาหรับ, สร้างเกมคำศัพท์ภาษาต่างๆ, รับปรึกษาปัญหา, รับเขียนบทความให้กำลังใจ, พับกระดาษ เป็นต้น จึงนับได้ว่า เป็นพื้นที่ให้ฟรีแลนซ์ได้แสดงตัวตนได้อย่างอิสระ สามารถทำงานอะไรก็ได้ที่รักและทำได้ดี นับเป็นแรงบันดาลดีๆให้กับวงการฟรีแลนซ์ด้วยกัน รวมไปถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถได้กล้าที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองฝันอย่างไม่ต้องกังวล ในด้านการวางแผนธุรกิจ ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่า คุณควร หาสิ่งที่คุณชอบ บวกกับ ทำอะไรที่คุณทำได้ดี เช่น คุณชอบดนตรีแต่คุณเก่งทางด้านกฎหมาย แนะนำให้เป็นทนายของศิลปิน* เป็นต้น ซึ่งจะทำให้คุณเห็นภาพว่าน่าจะสร้างธุรกิจแนวใดออกมาได้บ้าง จากนั้นให้มองตลาด ผู้คนต้องการอะไรจากงานของเราและเราสามารถทำประโยชน์อะไรให้สังคมได้บ้าง อย่าง fastwork เกิดจากเจ้าของเว็บไซต์เคยทำงานด้าน startup ที่นิวยอร์ก และพบว่าการทำงานที่นั่นอิสระมากและส่วนตัวพวกเขาก็ชอบงานฟรีแลนซ์แบบนี้เช่นกัน เมื่อหันกลับมามองวงการงานฟรีแลนซ์ในประเทศไทย จึงพบปัญหาเกี่ยวกับการจ้างงาน ที่จำกัดแค่ในหมู่คนรู้จัก, งานล่าช้า, โดนโกง ฯลฯ และนั่นเป็นที่มาให้พวกเขาริเริ่มการจัดทำ fastwork ขึ้น เพื่อเป็นตลาดกลางในการจ้างงาน, เพิ่มพื้นที่ของเครือข่ายการจ้างงาน และแก้ปัญหาความน่าเชื่อถือในการจ้างงาน ด้วยการแก้ปัญหาอย่างตรงจุดและได้ใจผู้ใช้บริการทุกฝ่ายนี้เอง ทำให้ fastwork เติบโตอย่างรวดเร็ว จนได้รับการคัดเลือกเข้ารอบ 10 ทีมสุดท้ายในโครงการ “DTAC Accelerate Batch 4” และได้บทความลงบทความกับหนังสือพิมพ์โพสท์ทูเดย์อีกด้วย ฉะนั้น การได้ทำในสิ่งที่เราชอบและเป็นประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม อะไรก็ตามที่ลูกค้าจับต้องได้และสามารถทำให้ลูกค้าประทับใจได้ด้วย จึงเป็นการตอบโจทย์การทำธุรกิจที่มีแนวโน้มประสบความสำเร็จได้สูงสุด * ข้อความจาก twitter ของ Park JinYoung, CEO บริษัท JYP Entertainment  ที่มา : บทความ “ฟาสต์ไลฟ์ ไอที” จาหนังสือพิมพ์ โพสท์ทูเดย์ เขียนโดย จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์ / Fastwork.co / https://www.facebook.com/fastworkco 
Posted on 10 June 2016
5 1840
ในปัจจุบัน คนกรุงเทพฯที่มีรถเกินร้อยละ 90 น่าจะต้องเคยประสบกับปัญหาเรื่อง ‘ที่จอดรถ’   ทุกวันที่เราขับรถออกจากบ้านนอกจากต้องเผาผลาญน้ำมันไปกับการจราจรที่ติดขัดแล้ว เรายังจะต้องขับวนหาที่จอด ที่ดูยังไงก็ไม่เพียงพอกับจำนวนรถบนถนนสักเท่าไร แถมเรายังไม่แน่ใจอีกว่าถ้าเราจอดข้างถนนตรงนี้ รถของเราจะปลอดภัยจากเหล่าอาชญากรที่เห็นกันตามข่าวโทรทัศน์หรือไม่ ไหนจะยังอุบัติเหตุที่อาจมีคนขับรถห่วยๆ มาสอยกระจกข้างรถเรากลับบ้านไปอีก... สารพัดปัญหาเหล่านี้คือที่มาของธุรกิจน้องใหม่แกะกล่องนามว่า ‘จอดสบาย’ ที่เราอยากนำมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ ‘จอดสบาย’ คือ ธุรกิจสตาร์ทอัพที่กลุ่มนักศึกษาปริญญาโทสาขาวิชาผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วยกันพัฒนาขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2558  โดยผสมผสานโมเดลธุรกิจของ AirBNB เข้ากับไอเดียเรื่องที่จอดรถ และได้นำไปทดสอบใช้งานจริงครั้งแรก ณ งานพระราชทานปริญญาบัตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  (หนึ่งในสถานการณ์ที่ได้ชื่อว่าหาที่จอดรถยากสุดๆ)  “พวกเราตั้งใจเปิดให้คนที่ประสบปัญหานี้ได้ทำการจองที่จอดรถล่วงหน้า เพื่อลดความกังวลและการสูญเสียเชื้อเพลิง ในการขับรถวนในช่วงเวลาหรือสถานที่ที่มีความต้องการสูงมากๆ”     และเพื่อสร้างความแตกต่างจากผู้ให้บริการจอดรถรายอื่นๆ จอดสบายจึงคิดสรรหาแหล่งที่มาของ ‘ที่จอดรถ’ ให้พิเศษไม่เหมือนใคร  นั่นก็คือที่จอดรถหลักๆ นั้นจะมาจากประชาชนคนทั่วไปที่ต้องการแบ่งปัน ‘ที่ว่าง’ ในบ้านให้ผู้อื่นมา ‘เช่าจอดรถชั่วคราว’ ได้ในช่วงเวลาที่ตนสะดวก  ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเจ้าของบ้านในละแวกนั้นๆ รวมไปถึงอพาร์ทเม้นท์ และพื้นที่ว่างอื่นๆ ในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย    ในการทดสอบตลาดครั้งแรก จอดสบายได้ลงพื้นที่เพื่อโปรโมทธุรกิจและได้รับความสนใจจากเจ้าของพื้นที่ 2 ราย (ที่ตกลงเป็นผู้ให้บริการ) รวมถึงได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากฝ่ายผู้ใช้บริการด้วย  หลังจากนั้นพวกเขาก็ลุยทำธุรกิจนี้ไปตามงานอีเว้นท์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานพระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, งานพระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยรามคำแหง รวมไปถึงงานแข่งขันฟุตบอลที่สนามราชมังคลากีฬาสถานอีกหลายครั้ง    “ภายในระยะเวลาแค่ 4 เดือน เรามีผู้ตกลงให้บริการ 9 ราย และผู้ใช้บริการประมาณ 150 ราย มันเป็นการพิสูจน์ว่าตลาดมีความต้องการนี้อยู่จริงๆ”  ปัจจุบันจอดสบายเริ่มขยายกลุ่มเป้าหมายจากแค่คนที่ไปงานอีเว้นท์ มาสู่ตลาดที่ครอบคลุมชีวิตประจำวันมากขึ้น นั่นก็คือกลุ่ม ‘พนักงานออฟฟิศ’ ที่ขับรถมาทำงาน “เราได้ลองสำรวจตลาดตามแหล่งออฟฟิศและพบว่ามีความต้องการตรงนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว”  ศักยภาพเชิงพาณิชย์ ธุรกิจของจอดสบายโดดเด่นที่ ‘ลักษณะที่จอดรถ’ ที่เปิดให้บริการ เพราะเมื่อเทียบกับผู้ให้บริการรายอื่นๆ ข้อมูลที่จอดรถจะมาจากพื้นที่จอดที่ให้บริการกันเป็นปกติอยู่แล้ว เช่นตามอาคารสำนักงาน หรือลานจอดรถทั่วไป ในขณะที่จอดสบายนั้นมีเป้าหมายที่จะสร้างวัฒนธรรมแบบ Sharing Economy ทำให้ข้อมูลบนแพลทฟอร์มนี้มาจากที่ว่างตามบ้านคนจริงๆ เป็นโมเดลที่สร้างรายได้ให้คนธรรมดาด้วยกัน ที่สำคัญผู้ใช้สามารถจองที่จอดได้เป็นรายชั่วโมง รายวัน ฯลฯ แล้วแต่ข้อตกลงกับเจ้าของพื้นที่ ธุรกิจจึงมีความยืดหยุ่นและให้ความสะดวกได้มากกว่าคู่แข่งหลายราย ที่ให้แค่ข้อมูลเฉยๆ หรือต้องจองเป็นแบบรายเดือนเท่านั้น ณ ปัจจุบัน จอดสบายยังเปิดให้บริการแค่ในรูปแบบของ Web Application แต่ในอนาคตพวกเขาก็มีความตั้งใจที่จะพัฒนา Mobile Application เพิ่มเข้ามาเพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้ใช้มากขึ้น รวมทั้งยังวางแผนที่จะสร้างระบบให้เจ้าของพื้นที่สามารถจัดการกับพื้นที่จอดรถได้ด้วยตนเอง (รูปแบบคล้ายคลึงกับ AirBNB หรือ UBER) และอาจเพิ่มบริการเสริมอื่นๆ เช่น Valet Service, บริการทำความสะอาดรถ, การใช้บริการแบบ Real-time เข้ามาอีกในอนาคตด้วย  facebook.com/jordsabuy คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ  Jord Sabuy
Posted on 24 June 2016
2 6528
ครั้งหนึ่งองค์กรธุรกิจต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศพากันลุกขึ้นมาทำโครงการประเภท CSR  จนทุกวันนี้แทบทุกองค์กรล้วนมีกิจกรรม CSR ในแบบของตัวเองแล้ว  นับเป็นเรื่องที่ดีที่ภาคเอกชนหันมาใส่ใจกับการคืนกำไรให้สังคมกันมากขึ้น จนทุกวันนี้ได้พัฒนาต่อยอดมาสู่รูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ที่เรียกว่า ‘กิจการเพื่อสังคม’ หรือ ‘Social Enterprise’ ด้วย รองเท้าทะเลจร Tlejourn คืออีกหนึ่งกิจการเพื่อสังคมที่ผลิต ‘รองเท้าแตะ’ และ ‘พื้นรองเท้า’ ขึ้นใหม่จากขยะรองเท้าริมชายหาด  ถือเป็นการชุบชีวิตขยะให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้งเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม กระตุ้นจิตสำนึกของคนในสังคม และเปิดโอกาสการสร้างรายได้ให้แก่กลุ่มแม่บ้านในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ พื้นรองเท้าทะเลจรดูโดดเด่นแปลกตาจนทุกคนต้องเอ่ยถามว่า “มันทำมาจากอะไร” และคำตอบที่น่าฉงนก็คือมันเป็นวัสดุที่ถูกเนรมิตขึ้นจากกองขยะรองเท้าที่ถูกเก็บมาโดยเหล่าผู้พิทักษ์ขยะ ‘Trash Hero’ จากบริเวณเกาะอาดัง ราวี และหลีเป๊ะ ในระยะเวลาร่วมสามเดือนขยะรองเท้าจำนวน 8,000 กิโลกรัม (คิดเป็นร้อยละ 10 ของขยะทั้งหมด) ได้กลายมาเป็นโจทย์อันท้าทายของ ดร.ณัฐพงศ์ นิธิอุทัย หรือ อาจารย์อาร์ม เจ้าของไอเดียรองเท้าทะเลจร Tlejourn ที่อยากนำขยะส่วนนี้มารีไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ประโยชน์ได้   “เดิมทีขยะส่วนนี้เราตั้งใจผลิตเป็นพื้นยางรีไซเคิลเอนกประสงค์ และเคยได้นำเสนอไอเดียนี้บนเวที One Young World ปี 2015  ซึ่งก็ได้รับคอมเมนท์กลับมาว่าในเมื่อมันมาจากรองเท้า... ทำไมคุณไม่ทำมันให้กลับไปเป็นรองเท้าล่ะ” นี่เองคือที่มาของรองเท้าทะเลจรที่เห็นกันในวันนี้ การดำเนินธุรกิจของรองเท้าทะเลจร Tlejourn อาศัยกลยุทธ์การสร้างพันธมิตรที่เข้มแข็งทั้งในส่วน Inbound และ Outbound  “วัตถุดิบเราได้มาจากกลุ่ม Trash Hero Pattani (กลุ่มผู้พิทักษ์ขยะแห่งชายหาดปัตตานี)  ซึ่งได้เริ่มเก็บขยะบนหาดตะโละสิมิแลเป็นที่แรก  การเก็บขยะรองเท้ายาวนานกว่า 3 เดือนทำให้เราได้วัตถุดิบมาจำนวนมาก จากนั้นก็นำมาผ่านกระบวนการบดย่อย อัดกาว โดยเราใช้กาวชนิดพิเศษที่ได้จากการวิจัยเทคโนโลยียาง ของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (วิทยาเขตปัตตานี) ถือเป็นอีกหนึ่งงานวิจัยที่พัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างแท้จริง”    ในขั้นต่อมาพื้นรองเท้าที่ผลิตได้จะถูกจัดส่งไปยัง ‘กลุ่มซายัง’ กลุ่มแม่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อผลิตเป็นรองเท้าแตะทะเลจร Tlejourn ออกมาจำหน่าย “กลุ่มซายังนี้เดิมทีเขาผลิตถุงผ้าปาเต๊ะ ดังนั้นเมื่อคุณซื้อรองเท้าแตะทะเลจร ราคา 299 บาท คุณก็จะได้รับสินค้าในถุงผ้าปาเต๊ะแทนการใช้ถุงพลาสติกด้วย” นับเป็นกลวิธีอันชาญฉลาดที่เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ทั้งช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน และช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกไปได้พร้อมกัน! นอกจากนี้ ทะเลจร Tlejourn ได้ร่วมมือกับสถาบัน TiiD ศูนย์พัฒนานวัตกรรม ในการวิจัยและพัฒนารองเท้าประเภทอื่นๆ เช่น รองเท้าผ้าใบ รองเท้าคัชชู รองเท้าส้นสูง (ที่จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรอุตสาหกรรมในการผลิต)  รวมถึงยังผสานความร่วมมือกับแบรนด์รองเท้าอื่นๆ เช่นแบรนด์ Larin ที่ผลิตจากฝ้ายธรรมชาติ ในการนำพื้นรองเท้าของทะเลจรไปใช้ออกแบบผลิตภัณฑ์รุ่นพิเศษ (รองเท้า Larin สามารถซื้อได้ทางออนไลน์ และตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ)   จากเดิมที่รับผลิตแบบตามสั่งเท่านั้น ปัจจุบันทะเลจร Tlejourn เริ่มผลิตสินค้าคงคลังขึ้นบ้างแล้ว โดยผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อได้ทางออนไลน์และตามอีเวนท์ออกบูธต่างๆ  ราคาขายปลีกรองเท้าแตะอยู่ที่คู่ละ 299 บาท (ขายส่งคู่ละ 200 บาท) โดยรายได้จากการขายสินค้าจะถูกนำไปกระจายให้แก่พันธมิตร (Partners) และใช้ในการใช้สนับสนุนกิจกรรม Trash Hero Pattani ต่อไป  ส่วนในอนาคตนั้นทะเลจร Tlejourn ก็มีแผนจะต่อยอดธุรกิจไปสู่สินค้าอื่นๆ ด้วย เช่น เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น เกร็ดคิดปิดท้าย นอกจากความคิดสร้างสรรค์ที่ใส่เข้ามาในตัวผลิตภัณฑ์ เรื่องของอารณ์ความรู้สึกหรืออารมณ์ร่วมระหว่างผลิตภัณฑ์กับผู้บริโภค ก็เป็นส่วนสำคัญในการผลักดันธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้   สังเกตว่ากลุ่มลูกค้าของทะเลจร Tlejourn คือกลุ่มคนที่ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม เขาเหล่านี้มีความต้องการที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในสังคม และสามารถส่งอิทธิพลไปยังกลุ่มคนที่มีทัศนคติคล้ายกันได้ง่าย จะเรียกว่าเป็นวิถีของธุรกิจที่กลุ่มผู้ใช้สามารถเป็นกระบอกเสียงของแบรนด์ได้ดีที่สุดก็คงไม่ผิด
Posted on 04 July 2016
4 1613
คุณเคยสงสัยมั้ยว่าทำไมเราถึงไม่ค่อยอยากเดินเข้าร้านแว่นตาถ้าไม่จำเป็น หรือไม่เคยรู้สึกอยากไปเดินดูแว่นเล่นๆ เหมือนที่เราทำกับเสื้อผ้ารองเท้า พวกเราส่วนใหญ่จะยอมเดินเข้าร้านแว่นก็เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นเท่านั้น เช่น แว่นงอ แว่นหัก แว่นไม่ชัด ต้องวัดสายตาใหม่ ฯลฯ  แถมเวลาเข้าไปในร้านก็รู้สึกว่าอะไรๆ ดูยากไปหมด ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ร้านแว่นส่วนใหญ่มีสินค้าเยอะเกินไป แถมยังดูคล้ายกันจนเลือกไม่ถูก บางทีคนขายก็คอยถามคอยตามจนเรารู้สึกกดดันด้วย   หลายคนไม่ชอบประสบการณ์แบบนี้ก็หันไปลองซื้อแว่นจากร้านออนไลน์เช่นบน IG หรือ Facebook ซึ่งก็เสี่ยงมากกับการถูกหลอกขาย ‘ของถูกคุณภาพกระป๋อง’ บางทีรูปสวยกว่าสินค้าที่ส่งมาจริงลิบลับ แถมไม่มีบริการวัดสายตา หรือถ้ามีปัญหาก็ไม่รู้จะเคลมยังไง ไม่มีบริการหลังการขายให้อุ่นใจเท่าไรนัก  สรุปแล้วประสบการณ์การเลือกซื้อแว่นของคนส่วนใหญ่ถือว่ายังไม่น่าประทับใจเท่าที่ควร  ไม่ว่าจะไปซื้อกันตามร้านแว่นแบบเดิมๆ หรือจากร้านบนโซเชียลมีเดียก็ตาม    ความคับข้องใจเหล่านี้คือแรงกระตุ้นให้ทีมงาน GLAZZIQ สร้างสรรค์นวัตกรรมการขายแว่นขึ้นใหม่ เพื่อทำให้ผู้คนสามารถมีประสบการณ์การซื้อแว่นที่ดีและมีความสุขได้ GLAZZIQ คืออะไร   GLAZZIQ คือร้านค้าอีคอมเมิร์ซแบบบูรณาการแนวตั้งที่เชื่อมต่อตั้งแต่โรงงานไปจนถึงลูกค้า โดยเวลาที่ลูกค้าเลือกซื้อของผ่านทางเว็บไซต์ (www.glazziq.com) รายละเอียดของลูกค้าจะถูกบันทึกอยู่ในระบบและแชร์ไปที่คู่ค้า ทำให้ลูกค้าสามารถไปรับบริการตรวจวัดสายตาที่ร้านสาขาของหอแว่น และ Better Vision กว่า 100 สาขาได้ฟรี   ต่อจากนั้นทางสาขาก็จะใส่ค่าสายตาของลูกค้าลงในระบบซึ่งจะถูกลิงค์กลับมายังคำสั่งซื้อและส่งไปที่โรงงานผลิตโดยอัตโนมัติ (หรือถ้าลูกค้ามีค่าสายตาอยู่แล้วก็สามารถส่งให้ GLAZZIQ ได้เช่นเดียวกัน) ในขั้นสุดท้ายสินค้าจะถูกส่งไปยังที่อยู่ของลูกค้าภายใน 5 ถึง 10 วัน และหากลูกค้าต้องการปรับดัดแว่นหรือมีปัญหาใดๆ ก็สามารถติดต่อ GLAZZIQ หรือร้านค้าที่เป็นพันธมิตรกันได้ทุกสาขาทั่วประเทศ  นอกจากนั้น หากลูกค้าท่านใดต้องการลองสินค้าก่อนสั่งซื้อ ทาง GLAZZIQ ยังมีบริการ GLAZZIQ Home Try On ที่เปิดให้ลูกค้าที่มีบัตรเครดิตสามารถสั่งกรอบแว่นไปลองที่บ้านได้ พอลองเสร็จก็แค่นำกล่อง GLAZZIQ Home Try On นี้ไปส่งคืนที่ร้าน 7-Eleven ทุกสาขา ส่วนลูกค้าที่ไม่มีบัตรเครดิต หรืออยากจะลองแว่นหลายๆ รุ่น ก็สามารถแวะไปที่โชว์รูมของ GLAZZIQ ณ ร้าน Printa Caf? ถนนสีลม (หลังวัดแขก) โชว์รูมนี้จะมีลักษณะเป็น Passive Showroom ลูกค้าสามารถมาหยิบลองได้เองตามชอบใจ ไม่มีพนักงานมากดดัน จะลองแว่นไปชิมกาแฟไปก็ยังได้ และเมื่อลองเสร็จแล้วอยากซื้อเลยก็สามารถซื้อทางออนไลน์ได้ทันที  (ทางร้านจะทำโปสการ์ดระบุวิธีสั่งซื้อง่ายๆ ไว้ ณ จุดขาย โดยลูกค้าจะเรียกพนักงานมาช่วยหรือไม่เรียกก็ได้)   “รูปแบบธุรกิจของ GLAZZIQ คือการผสานประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับจากการช้อปปิ้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน เป็นคอนเซปใหม่ที่เรียกว่า Omni Channels เพราะในอนาคตแบรนด์ต่างๆ จะต้องปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าในหลายช่องทาง หัวใจอยู่ที่การทำช่องทางเหล่านั้นให้เชื่อมต่อถึงกันได้ เช่นลูกค้าอาจจะบริโภคสื่อจากช่องทางหนึ่ง สั่งซื้อในอีกช่องทางหนึ่ง และส่งคืนผ่านอีกทางหนึ่งก็ได้”  ความได้เปรียบในการแข่งขัน  จุดแข็งของทีมผู้บริหาร GLAZZIQ คือทักษะและประสบการณ์ในแวดวงอีคอมเมิร์ซชั้นแนวหน้า (เคยทำงานในองค์กรขนาดใหญ่ระดับ Amazon) ทีมงานจึงสามารถสร้างสรรค์พัฒนาเว็บไซต์และระบบหลังบ้านทั้งหมดขึ้นได้เอง ทำให้การดำเนินงานมีความคล่องตัว ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้เร็ว และมีความเป็นทีมเวิร์คที่แนบแน่นภายในองค์กร    และนอกจากทีมงานที่ดีแล้ว GLAZZIQ ยังมีเครือข่ายธุรกิจที่ดี มีทีมผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมแว่นตามายาวนาน สามารถดูแลเรื่องการดีไซน์แว่น การเลือกใช้วัตถุดิบ รวมถึงการสั่งผลิตสินค้าจากโรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  “โรงงานที่ GLAZZIQ เลือกใช้เป็นโรงงานเดียวกันกับแว่นตาแบรนด์ดังๆ  สินค้าที่ผลิตจึงเชื่อถือได้ในเรื่องคุณภาพ มีความเข้าใจทั้งเรื่องดีไซน์และไซส์ที่เหมาะกับใบหน้าคนเอเชีย” นอกจากนั้นกลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ GLAZZIQ ยังคำนึงถึงฟังก์ชั่นและความสวยงามควบคู่กันไป  มีบริการวัดสายตาและการประกอบเลนส์จากคู่ค้าที่มีความชำนาญและได้มาตรฐานระดับสากล  ส่งผลให้ห่วงโซ่การผลิตมีความแข็งแกร่ง แผนธุรกิจในอนาคต    ผู้บริหารของ GLAZZIQ เผยว่าหลังจากเปิดเว็บมาได้ไม่ถึงครึ่งปี ธุรกิจสามารถทำยอดขายสะสมได้เทียบเท่ากับร้านแว่นที่เปิดมา 1-2 ปี ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่เหนือความคาดหมาย ตัวเลขนี้ทำให้เหล่านักลงทุนหันมาสนใจ GLAZZIQ กันมากขึ้น ทั้งจากวงการสตาร์ทอัพและจากอุตสาหกรรมแว่นตาด้วย “ก่อนหน้านี้แทบไม่มีใครเชื่อว่าเราจะขายแว่นตาทางออนไลน์ได้จริง แต่ตอนนี้เราสามารถวางแผนจะขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้แล้ว โดยจะเริ่มจากสิงคโปร์และมาเลเซียก่อน เพราะตลาดที่นั่นคุ้นเคยกับอีคอมเมิร์ซเป็นอย่างดี และเรามีพาร์ทเนอร์ที่จะช่วยเรื่องบริการวัดสายตากับบริการหลังการขายแล้ว”   ปัจจัยสำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจของ GLAZZIQ เติบโตได้เร็วคือการที่ลูกค้าบอกต่อกัน “เพราะหัวใจของธุรกิจนี้คือการมอบประสบการณ์การซื้อแว่นที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นก่อนซื้อ ระหว่างซื้อ หรือหลังซื้อก็ตาม” แนวคิดนี้ทำให้ทีมงานของ GLAZZIQ พยายามอย่างสูงสุดที่จะดูแลแก้ปัญหาต่างๆ ให้กับลูกค้า ทำให้ลูกค้าหลายคนเกิดความประทับใจ และบอกต่อประสบการณ์นี้ให้กับครอบครัวและคนรู้จัก     ในอนาคต GLAZZIQ ยังมีโครงการที่จะพัฒนา ‘ร้านค้าเคลื่อนที่’ ไปตามจังหวัดต่างๆ และกำลังคิดทำแว่นคอลเลกชั่นพิเศษ (ราคาประหยัด) สำหรับผู้ยากไร้ พร้อมให้บริการวัดสายตาฟรี โดยร้านค้าเคลื่อนที่ดังกล่าวนี้ก็จะใช้ระบบที่ทีมงานพัฒนาขึ้น จึงสามารถสั่งซื้อและส่งออเดอร์ตรงไปที่โรงงาน โดยไม่จำเป็นต้องนำสต๊อกไปด้วยทั้งหมด แค่นำตัวอย่างคอลเลกชั่นไปให้เลือกก็เพียงพอ   เกร็ดคิดจากเจ้าของธุรกิจ “ตลาดบริโภคยุคใหม่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  เราจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับความท้าทายให้ได้ตลอดเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องยึดมั่นไม่เปลี่ยนแปลง ก็คือ การทำทุกอย่างให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ทั้งจากการซื้อ การใช้ และการบริการของเรา”  คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ Glazziq
Posted on 07 July 2016
18 4432
คงมีน้อยคนที่จะปฎิเสธได้เต็มปากว่า “ไม่เคยใช้บริการ 7-ELEVEN เลยสักครั้ง”  แต่ที่น่าสนใจคือเราทุกคน (ผู้ถูกเหมารวมว่าเป็นลูกค้าเซเว่นฯ) ล้วนมีพฤติกรรมการใช้บริการร้านนี้แบบเหมือนๆ กันหมด เรียกได้ว่าแทบจะหลับตาเดินได้อะไรอย่างนั้น   บางคนบอกว่าคงเพราะเราได้แชร์ความทรงจำบางอย่างที่เหมือนๆ กันมั้ง เช่นเรามองเห็นป้ายไฟสีเขียว-ส้ม เห็นแสงสว่างขาววิ้งในร้าน ได้ยินเสียงติ๊งต่องเวลาประตูเปิด-ปิด ฯลฯ  ทั้งหมดนี้ทำให้เรา “จำเซเว่นฯ ได้” โดยไม่ต้องมองโลโก้ของเขาด้วยซ้ำ ...ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?  จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ผมทำธุรกิจออกแบบร้านค้าปลีก (Retail Design) มาพักใหญ่ ทุกวันนี้ผมต้องบอกลูกค้าเสมอว่า “เราไม่ได้ทำแค่งานตกแต่งภายใน แต่เราออกแบบภาพจำสำหรับร้านของเขา และสิ่งที่ทำให้คุณจำเซเว่นฯ ได้นั่นล่ะที่เป็นงานหลักของเรา”  7-ELEVEN คือกรณีศึกษาของการออกแบบร้านค้าปลีกที่ดี เพราะความทรงจำที่เรากล่าวถึงกันนี้ แท้จริงก็คือภาพสะท้อนของแบรนด์ดิ้ง เป็นสิ่งที่สื่อสารถึงตัวตน จุดเด่น หรือแม้กระทั่ง ‘ราคาในใจ’ ที่ผู้บริโภคจะมีให้กับร้านๆ หนึ่ง   ซึ่งภาพลักษณ์ทั้งหมดนี้จะเป็นไปตามที่คุณวาดฝันหรือไม่ …ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณออกแบบมันได้ถูกต้องเหมาะสมรึเปล่า? ES Design Retail & Interior คือธุรกิจออกแบบร้านค้าปลีกที่มีประสบการณ์ด้านนี้มายาวนานกว่าสิบปี และปัจจุบันเราโฟกัสเฉพาะที่งานออกแบบ ‘ร้านค้าสำหรับแบรนด์’ เท่านั้น  ผมเองชอบยกตัวอย่างให้คนฟังว่า เมื่อสมัยร้อยปีก่อนคนที่เป็นหมอจะรักษาได้ทุกโรค แต่ในปัจจุบันถ้าคุณกระดูกหัก คุณก็ต้องไปหาแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือถ้าเป็นสิว ก็ต้องไปหาแพทย์ผิวหนังหรือคลินิกความงาม  วิถีแห่งความเฉพาะทางเช่นนี้เกิดขึ้นเหมือนกันในโลกของนักออกแบบครับ  อย่าง Retail Designer เราก็มีกระบวนการคิดและวิธีการทำงานที่แตกต่างจากงานออกแบบสาขาอื่น  อย่างแรกเลยคือต้องเข้าใจแบรนด์ให้ซึ้งเสียก่อน จากนั้นก็ต้องเข้าใจข้อจำกัดต่างๆ ทั้งเรื่องกรอบเวลาการทำงาน งบประมาณ  กฏระเบียบต่างๆ เมื่อร้านต้องเข้าไปเปิดกิจการร่วมกับร้านค้าอื่นในห้างสรรพสินค้า นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องเทคนิคการก่อสร้าง การจัดเรียงสินค้า การทำ Visual Merchandise ที่ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจอีกเป็นอันมาก น่าแปลกที่เมืองไทยเราทุกวันนี้มีห้างสรรพสินค้ามากมาย เราเป็นอู่ข้าวอู่น้ำรองรับวัฒนธรรมอันหลากหลาย เรามีแบรนด์ มีสินค้า และมีบริการสารพัดจากแทบทุกเชื้อชาติ แต่องค์ความรู้ในด้าน Retail Design ของเรากลับยังไม่แพร่หลายนัก ไม่ว่าจะในกลุ่มนักเรียนออกแบบหรือกลุ่มผู้ประกอบการ ก็ดูจะต้องหันมาทำความเข้าใจและศึกษาถึงความสำคัญของเรื่องนี้กันอีกมาก  สำหรับ ES Design Retail & Interior ปัจจุบันนี้เราให้บริการด้าน Retail Design กับลูกค้ามากกว่า 10 แบรนด์ ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นแบรนด์ใหญ่จากเครือธุรกิจ เช่น กลุ่ม Central, กลุ่ม CP, กลุ่ม Impact, กลุ่ม ปตท. ฯลฯ อย่างไรก็ดี เรามีเป้าหมายอยากจะเผยแพร่องค์ความรู้ด้านนี้ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ๆ หรือธุรกิจที่ไม่ใช่รายใหญ่มากขึ้น รวมไปถึงกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่สามารถจะเติบโตไปพัฒนาวงการ Retail Design ของไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นในอนาคต สำหรับผู้ที่สนใจผลงานด้านการออกแบบร้านค้าปลีก ติดตาม ES Design Retail & Interior และพูดคุยกับเราได้ทาง facebook.com/EsDesign.RetailAndInterior/ คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ  ES Design Retail & Interior
Posted on 25 June 2016
4 1617
Jube คือ นวัตกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อจับตั๊กแตนมาบริโภค โดยทีมผู้ออกแบบ BioX Jube มุ่งหวังจะช่วยบรรเทาปัญหาโภชนาการของผู้คนอันเนื่องมาจากการได้รับค่าอาหารในปริมาณที่น้อยเกินไป (โดยเฉพาะพวกโปรตีน)  ทีมงาน BioX Jube กล่าวว่า  “ทุกวันนี้ตั๊กแตนถือเป็นหนึ่งแหล่งโปรตีนของมนุษย์ที่พบได้มากในธรรมชาติ มีปริมาณโปรตีนสูงถึง 72% และในขณะเดียวกันก็เป็นตัวการสำคัญในการทำลายแหล่งอาหารอื่นๆ ของเราด้วย เช่นในไร่ข้าวโพด ไร่อ้อย นาข้าว” ดังนั้นการจับตั๊กแตนมาบริโภคนอกจากจะช่วยให้มนุษย์มีตัวเลือกทางโภชนาการเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังจะช่วยลดเหตุปัจจัยที่ทำลายแหล่งอาหารอื่นได้เป็นอย่างดี แนวคิดของ Jube นั้นได้แรงบันดาลใจมาจาก ‘ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง’ ที่มีน้ำหวานล่อแมลงอยู่ในกระเปาะ เมื่อแมลงเดินเข้าไปหาน้ำหวาน จะต้องผ่านคอคอดที่เต็มไปด้วยเส้นใยขนาดเล็ก ‘ที่ลู่เข้าหากัน’ ทำให้มันติดกับย้อนออกไปไม่ได้   Jube นำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้กับการสานไม้ไผ่ให้เป็นกะเปาะลักษณะเดียวกัน แต่ออกแบบให้ส่วนคอคอดและส่วนกระเปาะสามารถถอดแยกจากกันได้เพื่อความสะดวกในการเก็บตั๊กแตนมาบริโภค ส่วนตัวล่อตั๊กแตนภายใน Jube จะบรรจุอาหารเช่นข้าวโพด กากน้ำตาล และข้าว เอาไว้แทน  “ชื่อ Jube นี้มาจากคำว่า ‘จูบ’ ในภาษาไทย สื่อถึงเสน่ห์เย้ายวนยากจะต้านทาน เมื่อตั๊กแตนถูกล่อเข้าไปก็จะติดกับมรณะ หรือจะเรียกว่าจูบมรณก็คงไม่ผิด” Jube ไม่เพียงถูกคิดขึ้นเพื่อเพิ่มทางเลือกโปรตีนของมนุษย์และลดโอกาสการทำลายพืชภัณฑ์ของตั๊กแตนเท่านั้น แต่ด้วยความที่มันมีขนาดเล็กและใช้งานง่าย Jube จึงมีศักยภาพที่จะเป็นของใช้ประจำครัวเรือน ครอบครัวชาวไร่ชาวนาที่อยู่ในพื้นที่เหมาะสม จะสามารถหาโปรตีนมาบริโภคเองได้ ไม่ต้องซื้อจากผู้อื่น ถือเป็นการส่งเสริมวิถีการพึ่งพาตนเองได้ในทางหนึ่ง  การใช้งาน Jube นั้น ผู้ใช้เพียงแค่ตั้ง Jube พร้อมอาหารล่อเอาไว้  ไม่ต้องลงทุนลงแรงมากมายก็สามารถดักแมลงมาบริโภคได้เลย  ตรงนี้จะต่างจากวิธีการเลี้ยงแมลงแบบอื่นๆ อย่างเช่นการทำฟาร์มแมลง ที่ต้องลงทุนสร้างโรงเรือน ซื้อที่ดิน ซื้ออาหารตั๊กแตน ทั้งยังต้องใช้ระยะเวลาในการเลี้ยง ฯลฯ “Jube จึงถือเป็นนวัตกรรมประจำบ้านที่ช่วยประหยัดทั้งเงินทุนและเวลาได้มากที่สุด”  ทีมงาน BioX Jube กล่าว ในระยะเริ่มต้นนี้ ทีมงานวางแผนจะผลิตและแจกจ่าย Jube ให้ชุมชนในพื้นที่เหมาะสมได้ทดลองใช้ ถือเป็นการเริ่มสร้างความเข้าใจและขยายกลุ่มลูกค้า จากนั้นก็มีแผนต่อยอดจะสอนให้ชาวบ้านฝึกทำ Jube ด้วยตนเอง  และหากชุมชนใดพัฒนาทักษะได้ถึงระดับหนึ่งแล้ว (สามารถผลิต Jube ได้เพียงพอต่อความต้องการใช้)  BioX Jube ก็จะชวนให้ชาวบ้านนำไปขายในฐานะ ‘งานหัตถศิลป์ท้องถิ่น’ รวมถึงยังมีแนวคิดที่จะรับซื้อตั๊กแตนมาแปรรูปเป็นผง เพื่อตอบโจทย์การบริโภคสมัยใหม่ด้วย ประเด็นน่าคิด นวัตกรรมพื้นบ้านเช่น Jube นี้ไม่เพียงแต่จะสร้างประโยชน์ในเชิงฟังก์ชั่นอันเหมาะสมกับวิถีชีวิตเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าในมุมของงานหัตถศิลป์ เพราะถูกทำขึ้นด้วยทักษะภูมิปัญญาชาวบ้าน (คือการจักสาน)  นับเป็นอีกหนึ่งสิ่งประดิษฐ์เล็กๆ ที่มีคุณค่ามากมายในหลายมิติ  ทั้งเรื่องปากท้อง เศรษฐกิจชุมชน การพึ่งพาตนเอง และการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ JUBE โดย ทีมงาน BioX Jube
Posted on 13 September 2016
4 4625
ด้วยชีวิตการทำงานประจำเป็นสถาปนิก จักรพันธุ์ บุษสาย ต้องคลุกคลีกับวัสดุก่อสร้างมากมาย จนวันหนึ่งเขาสังเกตเห็นว่ามีเศษวัสดุเหลือทิ้งตามหน้างานก่อสร้างมากมายที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์  เขาจึงเกิดแนวคิดอยากนำขยะเหล่านั้นมาสร้างคุณค่าใหม่ โดยเริ่มจากการคัดเลือกเศษไม้ เศษเหล็ก และท่อพีวีซี มาประกอบกันเป็นโคมไฟ แต่งเติมสีสันและคาแรกเตอร์ในสไตล์ของเขา จนเกิดเป็นสินค้า Eco Friendly Lamp ที่มีความดิบเท่ ตรงไปตรงมา โชว์ที่มาของวัสดุอย่างชัดเจน      ไม่นานหลังจากที่ Eco Friendly Lamp เริ่มเดินทางสู่สายตาผู้คน ก็มีเสียงตอบรับที่ดีสะท้อนกลับมา มุมหนึ่งคือด้วยเหตุที่มันเป็นสินค้าอีโค่ จึงได้รับความสนใจจากลูกค้าต่างชาติจำนวนมาก (ราว 90%)  จักรพันธุ์เริ่มต่อยอดดีไซน์ใหม่ๆ ให้มีความคงที่และลงตัวมากขึ้น (หลังจากที่ช่วงแรกดีไซน์ยังมีข้อจำกัดด้านวัสดุ ทำให้ไม่สามารถผลิตซ้ำเป็นจำนวนมากตามออร์เดอร์ได้)  เขาค่อยๆ คิดค้นหาทางออกให้กับ ‘การใช้งานเศษวัสดุ’ จากไซท์ก่อสร้างอีกครั้ง จนในที่สุดก็สามารถผลิตสินค้าที่มีรูปทรงเดียวกันเป็นจำนวนมากๆ  และหันไปเติมบุคลิกความแตกต่างด้วยสีสันแทน สำหรับแผนการในอนาคต จักรพันธุ์ต้องการยกระดับสินค้าของเขาให้มีความเป็นศิลปะมากขึ้น โดยอยากจะ collaborate ผลงานร่วมกับศิลปินทั้งในรูปแบบ 2D และ 3D และนำผลงานเหล่านั้นมาจัดแสดงเป็นนิทรรศการในแกลเลอรี่ต่างๆ  นับเป็นอีกหนทางหนึ่งในการสร้าง ‘มูลค่าเพิ่ม’ ให้กับชิ้นงานออกแบบได้อย่างน่าสนใจ                                           คุณสามารถติดต่อกับนักออกแบบได้โดยตรง   คลิก view profile เพื่อเชื่อมต่อกับ ECO FRIENDLY LAMP DESIGN
Posted on 07 November 2016
4 894

Activity

TCDC CONNECT Young Writers ส่งผลงานได้ตั่งเเต่วันนี้เป็นต้นไป ถ้าคุณเป็นหนึ่งในคนเหล่านี้… • อยากโปรโมทธุรกิจหรือผลงานของตัวเอง แต่ไม่มีช่องทางสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายจำนวนมาก • เห็นธุรกิจหรืองานครีเอทีฟไทยเจ๋งๆ แล้วอยากแชร์ให้โลกรู้ • เขียนบทความด้านความรู้ในการออกแบบและทำธุรกิจสร้างสรรค์แล้วอยากเผยแพร่ต่อในวงกว้าง TCDC CONNECT ขอเชิญส่งผลงานเข้าร่วมในโครงการ TCDC CONNECT Young Writers   ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้หรือสมาชิก TCDC CONNECT ร่วมเป็นผู้เขียนบทความแบ่งปันประสบการณ์การทำธุรกิจของตนเอง ประสบการณ์การแก้ไขปัญหาด้วยความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ที่พบเจอในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับธุรกิจและการออกแบบ โดยอาจเป็นผู้มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางและพร้อมถ่ายทอดให้ผู้อื่น เพื่อเป็นการแบ่งปันความรู้ให้แก่สมาชิก TCDC CONNECT ท่านอื่นๆ สิ่งที่จะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ - บทความได้รับคัดเลือกจะได้ได้รับการเผยแพร่บนเว็บไซต์ tcdcconnect.com และ Facebook ของ TCDC CONNECT - ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับบัตรกำนัลมูลค่า 1,000 บาท จากร้านหนังสือ KINOKUNIYA (บัตรกำนัลนี้ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้)  - ผู้ที่ ไม่ผ่าน คัดเลือกจะได้รับชุดหนังสือจาก TCDC อยากเข้าร่วมโครงการต้องทำอย่างไร ? คุณสมบัติของผู้ส่งผลงานและขั้นตอนการส่งผลงานมีดังนี้ • คุณสมบัติของผู้ส่งผลงาน มี 3 ประเภท ประเภทที่ 1 : ผู้ที่มีธุรกิจของตัวเองและเป็นสมาชิกกับ TCDC CONNECT - ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ด้านงานเขียนมาก่อน - ต้องมีธุรกิจเป็นของตนเอง - เป็นสมาชิกของ TCDC CONNECT ผ่านเว็บไซต์ WWW.TCDCCONNECT.COM - มีการสร้าง Portfolio นำเสนอผลงานธุรกิจของตนเองที่ WWW.TCDCCONNECT.COM - เขียนบทความนำเสนอธุรกิจของตนเอง โดยเป็นการแบ่งปันประสบการณ์การทำธุรกิจของคุณ ซึ่งจะต้องมีเนื้อหาดังนี้  1.อธิบายธุรกิจของคุณ  2.ธุรกิจของคุณแตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ ที่มีอยู่ในตลาดอย่างไร (ทำไมผู้บริโภคควรจะซื้อสินค้า/บริการของคุณ)  3.คุณวางแผนธุรกิจของคุณไว้อย่างไร  4.สามารถใส่เนื้อหาอื่นๆ ได้ตามที่ผู้เขียนเห็นว่าเหมาะสม ประเภทที่ 2 : ผู้ที่อยากแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับธุรกิจสร้างสรรค์ไทย   - ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ด้านงานเขียนมาก่อน - ไม่จำเป็นต้องเขียนเกี่ยวกับธุรกิจของตนเอง - เขียนบทความนำเสนอ “ธุรกิจสร้างสรรค์หน้าใหม่ของไทย” ที่ตนเองสนใจ และมีประสบการณ์ในการใช้บริการธุรกิจนั้น ๆ - เขียนบทความเกี่ยวกับธุรกิจสร้างสรรค์ไทยหน้าใหม่ๆ ซึ่งต้องมีเนื้อหาดังนี้เป็นส่วนประกอบ 1.อธิบายธุรกิจที่คุณเลือก  2.แนวคิดของธุรกิจเป็นอย่างไร  3.ทำไมคุณถึงชอบสินค้า/บริการนี้  4.สามารถใส่เนื้อหาอื่นๆ ได้ตามที่ผู้เขียนเห็นว่าเหมาะสม 5. งานเขียนนี้ไม่เคยเผยแพร่อยู่ในสื่อไหนมาก่อน ประเภทที่ 3 : ผู้ที่ต้องการเผยแพร่งานเขียนบทความด้านความรู้ในการออกแบบและธุรกิจสร้างสรรค์ - ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ด้านงานเขียนมาก่อน - เป็นงานเขียนด้วยตัวคุณเอง ไม่ได้คัดลออกมาจากแหล่งอื่น แต่เป็นงานเขียนของคุณที่เคยอยู่ในสื่ออื่นๆมาก่อนได้ • ข้อกำหนดของการส่งผลงาน  - กำหนดให้ใช้ฟอนต์ Cordia New 14 และ ปรับ Line Spacing : Single - บทความต้องมีรูปประกอบไม่ต่ำกว่า 3 ภาพ  - บทความมีความยาวไม่เกิน 2 หน้ากระดาษ A4 (ไม่รวมรูปภาพ) • วิธีการส่งผลงาน • แจ้ง ชื่อ- สกุล  เบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ ไว้ในอีเมล  • ส่งไฟล์บทความ (word) และ ไฟล์รูปภาพ (.jpg) มาที่ info@tcdcconnect.com ตั้งชื่อหัวข้ออีเมลว่า “ส่งผลงานเข้าร่วมTCDC CONNECT Young Writers • ผู้เข้าร่วมโครงการต้องลงทะเบียนเป็นสมาชิก WWW.TCDCCONNECT.COM  • ผู้ถูกคัดเลือกจะได้รับการติดต่อจากทีมงาน TCDCCONNECT เพื่อติดต่อรับรางวัลในการเข้าร่วมโครงการ • กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมต่อเนื่อง ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถส่งผลงานมาได้ตลอด จนกว่าจะมีการประกาศสิ้นสุด กิจกรรม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร.  02-664-7667 ต่อ 118 หรือ 131 หรือติดต่อที่อีเมล info@tcdcconnect.com TCDCCONNECT คือ เว็บไซต์ที่รวบรวมรายชื่อนักออกแบบไทยในสาขาต่างๆ รายชื่อผู้ผลิตตลอดจนผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังเป็นตลาดนัดทางความคิดแลกเปลี่ยนความรู้และทรรศนะด้านการออกแบบ ข่าวสารด้านนวัตกรรมและกระแสความนิยมของตลาดโลก เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักออกแบบ และผู้ประกอบการไทยใช้ในการพัฒนาธุรกิจของตนเอง สามารถผลิตสินค้าและบริการที่มีความแตกต่าง และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาด ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ สำหรับนักศึกษาและผู้สนใจด้านงานออกแบบ และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาไปสู่การประกอบอาชีพในอนาคต เราเชื่อมั่นเสมอว่า การเชื่อมโยงโลกดีไซน์ โลกธุรกิจ และโลกเทคโนโลยีเข้าหากัน คือจุดกำเนิดของธุรกิจสร้างสรรค์ 
Date 16 September 2016 - 16 April 2017
Location: ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC
โครงการ TCDC CONNECT Young Writers ‘เจอมากับตัว’ ครั้งที่ 1 วันนี้ - 31 พฤษภาคม 2559  TCDC CONNECT ขอเชิญส่งผลงานเข้าร่วมในโครงการ TCDC CONNECT Young Writers ‘เจอมากับตัว’ ครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้หรือสมาชิก TCDC CONNECT ร่วมเป็นผู้เขียนบทความแบ่งปันประสบการณ์การทำธุรกิจของตนเอง ประสบการณ์การแก้ไขปัญหาด้วยความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ที่พบเจอในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับธุรกิจ โดยอาจเป็นผู้มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางและพร้อมถ่ายทอดให้ผู้อื่น เพื่อเป็นการแบ่งปันความรู้ให้แก่สมาชิก TCDC CONNECT ท่านอื่นๆ สิ่งที่จะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ - บทความได้รับคัดเลือกจะได้ได้รับการเผยแพร่บนเว็บไซต์ tcdcconnect.com และ Facebook ของ TCDC CONNECT - ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับบัตรกำนัลมูลค่า 1,000 บาท จากร้านหนังสือ KINOKUNIYA (บัตรกำนัลนี้ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้) - ผู้ที่ ไม่ผ่าน คัดเลือกจะได้รับชุดหนังสือจาก TCDC อยากเข้าร่วมโครงการต้องทำอย่างไร ? คุณสมบัติของผู้ส่งผลงานและขั้นตอนการส่งผลงานมีดังนี้ • คุณสมบัติของผู้ส่งผลงาน มี 2 ประเภท ประเภทที่ 1 : ผู้ที่มีธุรกิจของตัวเองและเป็นสมาชิกกับ TCDC CONNECT - ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ด้านงานเขียนมาก่อน - ต้องมีธุรกิจเป็นของตนเอง - เป็นสมาชิกของ TCDC CONNECT ผ่านเว็บไซต์ WWW.TCDCCONNECT.COM - มีการสร้าง Portfolio นำเสนอผลงานธุรกิจของตนเองที่ WWW.TCDCCONNECT.COM - เขียนบทความนำเสนอธุรกิจของตนเอง โดยเป็นการแบ่งปันประสบการณ์การทำธุรกิจของคุณ ซึ่งจะต้องมีเนื้อหาดังนี้ 1.อธิบายธุรกิจของคุณ 2.ธุรกิจของคุณแตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ ที่มีอยู่ในตลาดอย่างไร (ทำไมผู้บริโภคควรจะซื้อสินค้า/บริการของคุณ) 3.คุณวางแผนธุรกิจของคุณไว้อย่างไร 4.สามารถใส่เนื้อหาอื่นๆ ได้ตามที่ผู้เขียนเห็นว่าเหมาะสม ประเภทที่ 2 : ผู้ที่ ไม่มี ธุรกิจของตัวเองและ ไม่ได้ เป็นสมาชิกกับ TCDC CONNECT - ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ด้านงานเขียนมาก่อน - เขียนบทความนำเสนอ “ธุรกิจสร้างสรรค์หน้าใหม่ของไทย” ที่ตนเองสนใจ และมีประสบการณ์ในการใช้บริการธุรกิจนั้น ๆ - เขียนบทความเกี่ยวกับธุรกิจสร้างสรรค์ไทยหน้าใหม่ๆ ซึ่งต้องมีเนื้อหาดังนี้เป็นส่วนประกอบ 1.อธิบายธุรกิจที่คุณเลือก 2.แนวคิดของธุรกิจเป็นอย่างไร 3.ทำไมคุณถึงชอบสินค้า/บริการนี้ 4.คุณวางแผนธุรกิจของคุณไว้อย่างไร 5.สามารถใส่เนื้อหาอื่นๆ ได้ตามที่ผู้เขียนเห็นว่าเหมาะสม • ข้อกำหนดของการส่งผลงาน - กำหนดให้ใช้ฟอนต์ Cordia New 14 และ ปรับ Line Spacing : Single - บทความต้องมีรูปประกอบไม่ต่ำกว่า 3 ภาพ - บทความมีความยาวไม่เกิน 2 หน้ากระดาษ A4 (ไม่รวมรูปภาพ) • วิธีการส่งผลงาน ส่งไฟล์บทความ และ ไฟล์รูปภาพ (.jpg) มาที่ info@tcdcconnect.com ตั้งชื่อหัวข้ออีเมลว่า “ส่งผลงานเข้าร่วมTCDC CONNECT Young Writers ‘เจอมากับตัว’ ครั้งที่ 1 เปิดรับสมัครผลงานเข้าร่วมโครงการ TCDC CONNECT Young Writers ‘เจอมากับตัว’ ครั้งที่ 1 ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2559 ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกทางเว็บไซต์ WWW.TCDCCONNECT.COM ผู้ถูกคัดเลือกจะได้รับการติดต่อจากทีมงาน TCDCCONNECT เพื่อติดต่อรับรางวัลในการเข้าร่วมโครงการ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 02-664-7667 ต่อ 118 หรือ 131 หรือติดต่อที่อีเมล info@tcdcconnect.com TCDCCONNECT คือ เว็บไซต์ที่รวบรวมรายชื่อนักออกแบบไทยในสาขาต่างๆ รายชื่อผู้ผลิตตลอดจนผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังเป็นตลาดนัดทางความคิดแลกเปลี่ยนความรู้และทรรศนะด้านการออกแบบ ข่าวสารด้านนวัตกรรมและกระแสความนิยมของตลาดโลก เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักออกแบบ และผู้ประกอบการไทยใช้ในการพัฒนาธุรกิจของตนเอง สามารถผลิตสินค้าและบริการที่มีความแตกต่าง และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาด ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ สำหรับนักศึกษาและผู้สนใจด้านงานออกแบบ และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาไปสู่การประกอบอาชีพในอนาคต เราเชื่อมั่นเสมอว่า การเชื่อมโยงโลกดีไซน์ โลกธุรกิจ และโลกเทคโนโลยีเข้าหากัน คือจุดกำเนิดของธุรกิจสร้างสรรค์
Date 04 - 31 May 2016
Location:
โครงการ TCDC CONNECT Young Writers ‘เจอมากับตัว’ ครั้งที่ 2 วันนี้ - 30 มิถุนายน 2559 TCDC CONNECT ขอเชิญส่งผลงานเข้าร่วมในโครงการ TCDC CONNECT Young Writers ‘เจอมากับตัว’ ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้หรือสมาชิก TCDC CONNECT ร่วมเป็นผู้เขียนบทความแบ่งปันประสบการณ์การทำธุรกิจของตนเอง ประสบการณ์การแก้ไขปัญหาด้วยความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ที่พบเจอในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับธุรกิจ โดยอาจเป็นผู้มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางและพร้อมถ่ายทอดให้ผู้อื่น เพื่อเป็นการแบ่งปันความรู้ให้แก่สมาชิก TCDC CONNECT ท่านอื่นๆ สิ่งที่จะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ - บทความได้รับคัดเลือกจะได้ได้รับการเผยแพร่บนเว็บไซต์ tcdcconnect.com และ Facebook ของ TCDC CONNECT - ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับบัตรกำนัลมูลค่า 1,000 บาท จากร้านหนังสือ KINOKUNIYA (บัตรกำนัลนี้ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้)  - ผู้ที่ ไม่ผ่าน คัดเลือกจะได้รับชุดหนังสือจาก TCDC  อยากเข้าร่วมโครงการต้องทำอย่างไร ? คุณสมบัติของผู้ส่งผลงานและขั้นตอนการส่งผลงานมีดังนี้ • คุณสมบัติของผู้ส่งผลงาน มี 2 ประเภท ประเภทที่ 1 : ผู้ที่มีธุรกิจของตัวเองและเป็นสมาชิกกับ TCDC CONNECT - ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ด้านงานเขียนมาก่อน - ต้องมีธุรกิจเป็นของตนเอง - เป็นสมาชิกของ TCDC CONNECT ผ่านเว็บไซต์ WWW.TCDCCONNECT.COM - มีการสร้าง Portfolio นำเสนอผลงานธุรกิจของตนเองที่ WWW.TCDCCONNECT.COM - เขียนบทความนำเสนอธุรกิจของตนเอง โดยเป็นการแบ่งปันประสบการณ์การทำธุรกิจของคุณ ซึ่งจะต้องมีเนื้อหาดังนี้  1.อธิบายธุรกิจของคุณ  2.ธุรกิจของคุณแตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ ที่มีอยู่ในตลาดอย่างไร (ทำไมผู้บริโภคควรจะซื้อสินค้า/บริการของคุณ)  3.คุณวางแผนธุรกิจของคุณไว้อย่างไร  4.สามารถใส่เนื้อหาอื่นๆ ได้ตามที่ผู้เขียนเห็นว่าเหมาะสม ประเภทที่ 2 : ผู้ที่ ไม่มี ธุรกิจของตัวเองและ ไม่ได้ เป็นสมาชิกกับ TCDC CONNECT - ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ด้านงานเขียนมาก่อน - เขียนบทความนำเสนอ “ธุรกิจสร้างสรรค์หน้าใหม่ของไทย” ที่ตนเองสนใจ และมีประสบการณ์ในการใช้บริการธุรกิจนั้น ๆ - เขียนบทความเกี่ยวกับธุรกิจสร้างสรรค์ไทยหน้าใหม่ๆ ซึ่งต้องมีเนื้อหาดังนี้เป็นส่วนประกอบ 1.อธิบายธุรกิจที่คุณเลือก  2.แนวคิดของธุรกิจเป็นอย่างไร  3.ทำไมคุณถึงชอบสินค้า/บริการนี้  4.คุณวางแผนธุรกิจของคุณไว้อย่างไร  5.สามารถใส่เนื้อหาอื่นๆ ได้ตามที่ผู้เขียนเห็นว่าเหมาะสม • ข้อกำหนดของการส่งผลงาน - กำหนดให้ใช้ฟอนต์ Cordia New 14 และ ปรับ Line Spacing : Single - บทความต้องมีรูปประกอบไม่ต่ำกว่า 3 ภาพ  - บทความมีความยาวไม่เกิน 2 หน้ากระดาษ A4 (ไม่รวมรูปภาพ) • วิธีการส่งผลงาน ส่งไฟล์บทความ และ ไฟล์รูปภาพ (.jpg) มาที่ info@tcdcconnect.com ตั้งชื่อหัวข้ออีเมลว่า “ส่งผลงานเข้าร่วมTCDC CONNECT Young Writers ‘เจอมากับตัว’ ครั้งที่ 2 เปิดรับสมัครผลงานเข้าร่วมโครงการ TCDC CONNECT Young Writers ‘เจอมากับตัว’ ครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2559 ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกทางเว็บไซต์ WWW.TCDCCONNECT.COM ผู้ถูกคัดเลือกจะได้รับการติดต่อจากทีมงาน TCDCCONNECT เพื่อติดต่อรับรางวัลในการเข้าร่วมโครงการ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร.  02-664-7667 ต่อ 118 หรือ 131 หรือติดต่อที่อีเมล info@tcdcconnect.com TCDCCONNECT คือ เว็บไซต์ที่รวบรวมรายชื่อนักออกแบบไทยในสาขาต่างๆ รายชื่อผู้ผลิตตลอดจนผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังเป็นตลาดนัดทางความคิดแลกเปลี่ยนความรู้และทรรศนะด้านการออกแบบ ข่าวสารด้านนวัตกรรมและกระแสความนิยมของตลาดโลก เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักออกแบบ และผู้ประกอบการไทยใช้ในการพัฒนาธุรกิจของตนเอง สามารถผลิตสินค้าและบริการที่มีความแตกต่าง และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาด ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ สำหรับนักศึกษาและผู้สนใจด้านงานออกแบบ และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาไปสู่การประกอบอาชีพในอนาคต เราเชื่อมั่นเสมอว่า การเชื่อมโยงโลกดีไซน์ โลกธุรกิจ และโลกเทคโนโลยีเข้าหากัน คือจุดกำเนิดของธุรกิจสร้างสรรค์ 
Date 01 - 30 June 2016
Location:
โครงการ TCDC CONNECT Young Writers ‘เจอมากับตัว’ ครั้งที่ 3 วันนี้ - 31 กรกฎาคม 2559 TCDC CONNECT ขอเชิญส่งผลงานเข้าร่วมในโครงการ TCDC CONNECT Young Writers ‘เจอมากับตัว’ ครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้หรือสมาชิก TCDC CONNECT ร่วมเป็นผู้เขียนบทความแบ่งปันประสบการณ์การทำธุรกิจของตนเอง ประสบการณ์การแก้ไขปัญหาด้วยความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ที่พบเจอในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับธุรกิจ โดยอาจเป็นผู้มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางและพร้อมถ่ายทอดให้ผู้อื่น เพื่อเป็นการแบ่งปันความรู้ให้แก่สมาชิก TCDC CONNECT ท่านอื่นๆ สิ่งที่จะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ - บทความได้รับคัดเลือกจะได้ได้รับการเผยแพร่บนเว็บไซต์ tcdcconnect.com และ Facebook ของ TCDC CONNECT - ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับบัตรกำนัลมูลค่า 1,000 บาท จากร้านหนังสือ KINOKUNIYA (บัตรกำนัลนี้ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้)  - ผู้ที่ ไม่ผ่าน คัดเลือกจะได้รับชุดหนังสือจาก TCDC  อยากเข้าร่วมโครงการต้องทำอย่างไร ? คุณสมบัติของผู้ส่งผลงานและขั้นตอนการส่งผลงานมีดังนี้ • คุณสมบัติของผู้ส่งผลงาน มี 2 ประเภท ประเภทที่ 1 : ผู้ที่มีธุรกิจของตัวเองและเป็นสมาชิกกับ TCDC CONNECT - ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ด้านงานเขียนมาก่อน - ต้องมีธุรกิจเป็นของตนเอง - เป็นสมาชิกของ TCDC CONNECT ผ่านเว็บไซต์ WWW.TCDCCONNECT.COM - มีการสร้าง Portfolio นำเสนอผลงานธุรกิจของตนเองที่ WWW.TCDCCONNECT.COM - เขียนบทความนำเสนอธุรกิจของตนเอง โดยเป็นการแบ่งปันประสบการณ์การทำธุรกิจของคุณ ซึ่งจะต้องมีเนื้อหาดังนี้  1.อธิบายธุรกิจของคุณ  2.ธุรกิจของคุณแตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ ที่มีอยู่ในตลาดอย่างไร (ทำไมผู้บริโภคควรจะซื้อสินค้า/บริการของคุณ)  3.คุณวางแผนธุรกิจของคุณไว้อย่างไร  4.สามารถใส่เนื้อหาอื่นๆ ได้ตามที่ผู้เขียนเห็นว่าเหมาะสม ประเภทที่ 2 : ผู้ที่ ไม่มี ธุรกิจของตัวเองและ ไม่ได้ เป็นสมาชิกกับ TCDC CONNECT - ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ด้านงานเขียนมาก่อน - เขียนบทความนำเสนอ “ธุรกิจสร้างสรรค์หน้าใหม่ของไทย” ที่ตนเองสนใจ และมีประสบการณ์ในการใช้บริการธุรกิจนั้น ๆ - เขียนบทความเกี่ยวกับธุรกิจสร้างสรรค์ไทยหน้าใหม่ๆ ซึ่งต้องมีเนื้อหาดังนี้เป็นส่วนประกอบ 1.อธิบายธุรกิจที่คุณเลือก  2.แนวคิดของธุรกิจเป็นอย่างไร  3.ทำไมคุณถึงชอบสินค้า/บริการนี้  4.คุณวางแผนธุรกิจของคุณไว้อย่างไร  5.สามารถใส่เนื้อหาอื่นๆ ได้ตามที่ผู้เขียนเห็นว่าเหมาะสม • ข้อกำหนดของการส่งผลงาน  - กำหนดให้ใช้ฟอนต์ Cordia New 14 และ ปรับ Line Spacing : Single - บทความต้องมีรูปประกอบไม่ต่ำกว่า 3 ภาพ  - บทความมีความยาวไม่เกิน 2 หน้ากระดาษ A4 (ไม่รวมรูปภาพ) • วิธีการส่งผลงาน ส่งไฟล์บทความ และ ไฟล์รูปภาพ (.jpg) มาที่ info@tcdcconnect.com ตั้งชื่อหัวข้ออีเมลว่า “ส่งผลงานเข้าร่วมTCDC CONNECT Young Writers ‘เจอมากับตัว’ ครั้งที่ 3 เปิดรับสมัครผลงานเข้าร่วมโครงการ TCDC CONNECT Young Writers ‘เจอมากับตัว’ ครั้งที่ 3 ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2559 ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกทางเว็บไซต์ WWW.TCDCCONNECT.COM ผู้ถูกคัดเลือกจะได้รับการติดต่อจากทีมงาน TCDCCONNECT เพื่อติดต่อรับรางวัลในการเข้าร่วมโครงการ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร.  02-664-7667 ต่อ 118 หรือ 131 หรือติดต่อที่อีเมล info@tcdcconnect.com TCDCCONNECT คือ เว็บไซต์ที่รวบรวมรายชื่อนักออกแบบไทยในสาขาต่างๆ รายชื่อผู้ผลิตตลอดจนผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังเป็นตลาดนัดทางความคิดแลกเปลี่ยนความรู้และทรรศนะด้านการออกแบบ ข่าวสารด้านนวัตกรรมและกระแสความนิยมของตลาดโลก เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักออกแบบ และผู้ประกอบการไทยใช้ในการพัฒนาธุรกิจของตนเอง สามารถผลิตสินค้าและบริการที่มีความแตกต่าง และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาด ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ สำหรับนักศึกษาและผู้สนใจด้านงานออกแบบ และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาไปสู่การประกอบอาชีพในอนาคต เราเชื่อมั่นเสมอว่า การเชื่อมโยงโลกดีไซน์ โลกธุรกิจ และโลกเทคโนโลยีเข้าหากัน คือจุดกำเนิดของธุรกิจสร้างสรรค์   
Date 01 - 31 July 2016
Location:
โครงการ TCDC CONNECT Young Writers ‘เจอมากับตัว’ ครั้งที่ 4 วันนี้ - 31 กรกฎาคม 2559 TCDC CONNECT ขอเชิญส่งผลงานเข้าร่วมในโครงการ TCDC CONNECT Young Writers ‘เจอมากับตัว’ ครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้หรือสมาชิก TCDC CONNECT ร่วมเป็นผู้เขียนบทความแบ่งปันประสบการณ์การทำธุรกิจของตนเอง ประสบการณ์การแก้ไขปัญหาด้วยความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ที่พบเจอในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับธุรกิจ โดยอาจเป็นผู้มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางและพร้อมถ่ายทอดให้ผู้อื่น เพื่อเป็นการแบ่งปันความรู้ให้แก่สมาชิก TCDC CONNECT ท่านอื่นๆ สิ่งที่จะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ - บทความได้รับคัดเลือกจะได้ได้รับการเผยแพร่บนเว็บไซต์ tcdcconnect.com และ Facebook ของ TCDC CONNECT - ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับบัตรกำนัลมูลค่า 1,000 บาท จากร้านหนังสือ KINOKUNIYA (บัตรกำนัลนี้ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้)  - ผู้ที่ ไม่ผ่าน คัดเลือกจะได้รับชุดหนังสือจาก TCDC  อยากเข้าร่วมโครงการต้องทำอย่างไร ? คุณสมบัติของผู้ส่งผลงานและขั้นตอนการส่งผลงานมีดังนี้ • คุณสมบัติของผู้ส่งผลงาน มี 2 ประเภท ประเภทที่ 1 : ผู้ที่มีธุรกิจของตัวเองและเป็นสมาชิกกับ TCDC CONNECT - ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ด้านงานเขียนมาก่อน - ต้องมีธุรกิจเป็นของตนเอง - เป็นสมาชิกของ TCDC CONNECT ผ่านเว็บไซต์ WWW.TCDCCONNECT.COM - มีการสร้าง Portfolio นำเสนอผลงานธุรกิจของตนเองที่ WWW.TCDCCONNECT.COM - เขียนบทความนำเสนอธุรกิจของตนเอง โดยเป็นการแบ่งปันประสบการณ์การทำธุรกิจของคุณ ซึ่งจะต้องมีเนื้อหาดังนี้  1.อธิบายธุรกิจของคุณ  2.ธุรกิจของคุณแตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ ที่มีอยู่ในตลาดอย่างไร (ทำไมผู้บริโภคควรจะซื้อสินค้า/บริการของคุณ)  3.คุณวางแผนธุรกิจของคุณไว้อย่างไร  4.สามารถใส่เนื้อหาอื่นๆ ได้ตามที่ผู้เขียนเห็นว่าเหมาะสม ประเภทที่ 2 : ผู้ที่ ไม่มี ธุรกิจของตัวเองและ ไม่ได้ เป็นสมาชิกกับ TCDC CONNECT - ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ด้านงานเขียนมาก่อน - เขียนบทความนำเสนอ “ธุรกิจสร้างสรรค์หน้าใหม่ของไทย” ที่ตนเองสนใจ และมีประสบการณ์ในการใช้บริการธุรกิจนั้น ๆ - เขียนบทความเกี่ยวกับธุรกิจสร้างสรรค์ไทยหน้าใหม่ๆ ซึ่งต้องมีเนื้อหาดังนี้เป็นส่วนประกอบ 1.อธิบายธุรกิจที่คุณเลือก  2.แนวคิดของธุรกิจเป็นอย่างไร  3.ทำไมคุณถึงชอบสินค้า/บริการนี้  4.คุณวางแผนธุรกิจของคุณไว้อย่างไร  5.สามารถใส่เนื้อหาอื่นๆ ได้ตามที่ผู้เขียนเห็นว่าเหมาะสม • ข้อกำหนดของการส่งผลงาน  - กำหนดให้ใช้ฟอนต์ Cordia New 14 และ ปรับ Line Spacing : Single - บทความต้องมีรูปประกอบไม่ต่ำกว่า 3 ภาพ  - บทความมีความยาวไม่เกิน 2 หน้ากระดาษ A4 (ไม่รวมรูปภาพ) • วิธีการส่งผลงาน ส่งไฟล์บทความ และ ไฟล์รูปภาพ (.jpg) มาที่ info@tcdcconnect.com ตั้งชื่อหัวข้ออีเมลว่า “ส่งผลงานเข้าร่วมTCDC CONNECT Young Writers ‘เจอมากับตัว’ ครั้งที่ 4 เปิดรับสมัครผลงานเข้าร่วมโครงการ TCDC CONNECT Young Writers ‘เจอมากับตัว’ ครั้งที่ 3 ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2559 ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกทางเว็บไซต์ WWW.TCDCCONNECT.COM ผู้ถูกคัดเลือกจะได้รับการติดต่อจากทีมงาน TCDCCONNECT เพื่อติดต่อรับรางวัลในการเข้าร่วมโครงการ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร.  02-664-7667 ต่อ 118 หรือ 131 หรือติดต่อที่อีเมล info@tcdcconnect.com TCDCCONNECT คือ เว็บไซต์ที่รวบรวมรายชื่อนักออกแบบไทยในสาขาต่างๆ รายชื่อผู้ผลิตตลอดจนผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังเป็นตลาดนัดทางความคิดแลกเปลี่ยนความรู้และทรรศนะด้านการออกแบบ ข่าวสารด้านนวัตกรรมและกระแสความนิยมของตลาดโลก เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักออกแบบ และผู้ประกอบการไทยใช้ในการพัฒนาธุรกิจของตนเอง สามารถผลิตสินค้าและบริการที่มีความแตกต่าง และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาด ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ สำหรับนักศึกษาและผู้สนใจด้านงานออกแบบ และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาไปสู่การประกอบอาชีพในอนาคต เราเชื่อมั่นเสมอว่า การเชื่อมโยงโลกดีไซน์ โลกธุรกิจ และโลกเทคโนโลยีเข้าหากัน คือจุดกำเนิดของธุรกิจสร้างสรรค์   
Date 10 - 31 August 2016
Location:

Related Collection

DEBUT by TCDCCONNECT เป็นพื้นที่แสดงผลงานและข้อมูลของผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิตและผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ซึ่งผ่านการคัดเลือก รวมถึงมีการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงผ่านทางเว็บไซต์ TCDCCONNECT.COM โดยจะมีการผลัดเปลี่ยนผลงานขึ้นแสดงทุก 4 เดือน ซึ่งโครงการนี้เป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิต ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆให้มีพื้นที่ประชาสัมพันธ์ธุรกิจของตนเอง รวมถึงผู้ที่สนใจจะจ้างงานได้รู้จักและเกิดการจัดจ้างงานจริงเกิดขึ้น    ผู้ที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมแสดงผลงานบน Debut Wall ครั้งที่ 17 Gift & Wish ผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิต ในกลุ่มของขวัญและของฝาก ประจำเดือนพฤศจิกายน - มีนาคม 2562 ประกอบด้วยผลงานของผู้นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และผู้ผลิตจากทุกหมวดหมู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จำนวน 20 ราย
DEBUT by TCDCCONNECT เป็นพื้นที่แสดงผลงานและข้อมูลของผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิตและผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ซึ่งผ่านการคัดเลือก รวมถึงมีการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงผ่านทางเว็บไซต์ TCDCCONNECT.COM โดยจะมีการผลัดเปลี่ยนผลงานขึ้นแสดงทุก 3 เดือน ซึ่งโครงการนี้เป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิต ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆให้มีพื้นที่ประชาสัมพันธ์ธุรกิจของตนเอง รวมถึงผู้ที่สนใจจะจ้างงานได้รู้จักและเกิดการจัดจ้างงานจริงเกิดขึ้น    ผู้ที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมแสดงผลงานบน Debut Wall ครั้งที่ 16 ประจำเดือนสิงหาคม - ตุลาคม 2561 ประกอบด้วยผลงานของผู้นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และผู้ผลิตจากทุกหมวดหมู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จำนวน 18 ราย