Colllection

เพิ่มโอกาสใหม่ในการสื่อสารและโฆษณาให้ธุรกิจของคุณด้วยผู้ผลิตคอนเทนต์วีดีโอ

Posted on 07 September 2016
วิดีโอคอนเทนต์ถูกนำมาใช้เป็นตัวถ่ายทอดความเป็นแบรนด์ ได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถมองเห็นภาพ เข้าใจได้ง่าย และผู้บริโภคจดจำ ไม่ใช่แค่เพียงต้องโน้มน้าวใจผู้ชมให้เข้ามาชมเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างความรู้สึกอยากแชร์ให้เกิดขึ้นทันทีหลังดูจบอีกด้วย ส่งผลดีในแง่การตลาดให้กับธุรกิจต่อไป

วิดีโอคอนเทนต์จึงกลายเป็นโอกาสใหม่ของธุรกิจ ในการเป็นช่องทางในการสื่อสารและโฆษณา ซึ่งไม่ใช่เฉพาะกับธุรกิจใหญ่เท่านั้น แต่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมก็สามารถใช้วิดีโอคอนเทนต์ในการสื่อสารได้ดีไม่แพ้กัน 

TCDC CONNECT ขอแนะนำผู้ผลิตคอนเทนต์วีดีโอ เพื่อเพิ่มโอกาสใหม่ในการสื่อสารและโฆษณาให้กับธุรกิจของคุณ รวมถึงบทความที่น่าสนใจ ไว้ที่นี่แล้ว
11 items
3629
Love
Share

Article

จากรายงานของ eMarketer บริษัทวิจัยด้านการตลาดชั้นนำแห่งสหรัฐ รายงานว่า การโฆษณาผ่านมือถือ (Mobile Advertising) นั้นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมโฆษณาเจริญเติบโตอย่างพุ่งทะยาน ธุรกิจทั่วโลกทุ่มงบประมาณกว่า 64.25 พันล้านเหรียญฯ กับการลงโฆษณาบนมือถือเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา และเป็นตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้นถึง 60% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2014 เครื่องมือสื่อสารเล็กๆ ในมือของผู้ใช้ทุกคนวันนี้ เป็นสิ่งที่เปลี่ยนเทรนด์การทำการตลาดของโลกไปตลอดกาล และทำให้โฆษณาในสื่อเก่าอย่างโทรทัศน์หรือสื่อสิ่งพิมพ์นั้นค่อยๆ ตกขอบและลดความนิยมอย่างยากจะฉุดรั้งอีกต่อไป การได้รับส่วนแบ่งทางการตลาดจากอินเทอร์เน็ตที่เข้าถึงได้ง่ายในทุกช่องทางกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมและการสร้างสรรค์เนื้อหาที่หมุนอำนาจการผลิตมาอยู่ในมือผู้ใช้งานมากยิ่งขึ้น มาดูกันว่าปัจจัยในการ “ยกระดับ” การโฆษณาในทุกวันนี้มีอะไรบ้าง สามารถสรุปได้ดังนี้ 1.ผู้บริโภคใช้เวลาไปกับอุปกรณ์สื่อสารมากยิ่งขึ้น นี่คือเหตุผลหลักของการที่ทำให้ธุรกิจตัดสินใจลงทุนกับการโฆษณาบนมือถือหรืออินเตอร์เน็ตมากยิ่งขึ้น ในแต่ละวัน ผู้บริโภคใช้เวลาไปกับหน้าจอสมาร์ทโฟนเฉลี่ยอยู่ที่ 97 นาที เมื่อเปรียบเทียบกับการอ่านจากสื่อสิ่งพิมพ์เพียงแค่ 33 นาทีต่อวัน ผลลัพธ์คือนักโฆษณาต่างก็ตัดสินใจทุ่มทุนไปกับโฆษณาบนสื่อออนไลน์มากยิ่งขึ้น 2.เนื้อหาบนออนไลน์นั้นมีแต่ยิ่งน่าสนใจ มองจากมุมของผู้ผลิตเนื้อหา การได้รับความนิยมของวิดีโอคอนเทนต์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นเกิดขึ้นจากปัจจัยหลากหลายประการ ทั้งราคาผลิตที่ไม่สูงแต่ได้คุณภาพดี สามารถถูกแชร์ได้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีกำหนดการออกอากาศเหมือนกับโทรทัศน์หรืออายุสั้นเหมือนสื่อสิ่งพิมพ์ และมองจากมุมของความต้องการของผู้บริโภค วิดีโอคอนเทนต์นั้นสามารถเข้าถึงได้จากอุปกรณ์ที่หลากหลาย ทั้งสมาร์ทโฟน แทบเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ ผู้บริโภคสามารถเลือกได้ว่าจะตัดสินใจดูเวลาไหน ที่ไหน เซฟกลับไว้ดูในภายหลัง ทำให้วิดีโอคอนเทนต์จะเป็นอีกหนึ่งเทรนด์สำคัญที่ได้รับความนิยมในการเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มากประสิทธิภาพในอนาคต 3.การเติบโตของโซเชียลมีเดียนั้นจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว โซเชียลมีเดียคือผู้เล่นคนสำคัญในการทำการตลาดบนโลกอินเทอร์เน็ต จากรายงานค่าเฉลี่ยอัตราการเติบโตของการลงทุนในระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 1 ปี หรือ The Compound Annual Growth Rate (CAGR) แสดงผลว่า อัตราการเติบโตประมาณ 18% ระหว่างปี 2014-2019 คือตัวเลขที่ทำให้ทิศทางการลงทุนบนโลกออนไลน์นั้นมีแต่คุ้มค่า โซเชียลมีเดียอย่าง Facebook จำนวนการแชร์โฆษณาและราคาเฉลี่ยสำหรับลงโฆษณาในเว็บไซต์นั้นเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2015 ราคาเฉลี่ยของโฆษณาบนเฟซบุ้คนั้นเพิ่มถึง 220% ต่อ ครองโลกด้วยวิดีโอคอนเทนต์ เมื่อปีที่ผ่านมา มีวิดีโอที่ถูกโพสต์ขึ้นบนเฟซบุ้คเป็นจำนวน 8 พันล้านคลิปจากจำนวนผู้ใช้ 500 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าสองเท่าเมื่อเปรียบเทียบวิดีโอที่ถูกโพสต์ลงในยูทูป (youtube.com) ทวิตเตอร์เปิดตัวฟีเจอร์ native video ads แม้จะเป็นแค่เบต้าออกมาให้ทดสอบก่อนก็ตาม แอพพลิเคชั่นสุดฮิตอย่าง Snapchat รายงานว่ามีวิดีโอถูกเปิดดูในแอพฯ มากถึง 6 พันล้านการเข้าชมต่อวัน สรุปโดยภาพรวม ผู้ใช้วัยผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ นั้นใช้เวลาในการดูคลิปวิดีโอบนโซเชียลมีเดียในหลายๆ ช่องทางเหล่านี้มากถึง 5 ชั่วโมง 31 นาทีต่อวัน (จากรายงานของ eMarketer ปี 2015) และกว่า 70% ของธุรกิจกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า วิดีโอคอนเทนต์คือเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุดในการทำการตลาดออนไลน์ 2 ใน 3 ของธุรกิจมีความคาดหวังว่าการทำวิดีโอคอนเทนต์คือการใช้งานกลยุทธ์ที่ตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด แต่ตัวเลขจำนวนมากเหล่านี้ก็ยังแสดงให้เห็นว่ามีธุรกิจอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่เลือกใช้วิดีโอคอนเทนต์ในการสื่อสาร ด้วยเหตุผลว่าขั้นตอนการผลิตนั้นมาพร้อมกับความยุ่งยากและติดกับภาพจำเก่าว่าจำเป็นต้องมีความยาวที่ 5 นาทีขึ้นไป แต่แพลทฟอร์มหลากหลายเจ้าก็นำเสนอทางเลือกไว้รองรับ ไม่ว่าจะเป็นคลิป 8 วินาทีใน Vines 15 วินาทีใน Instagram รวมไปถึงการทำ Streaming video ที่เปิดโอกาสให้ออนไลน์กันฟรีๆ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากในการ live แต่ละครั้ง ความนิยมในหมู่ผู้ใช้งานทำให้นักการตลาดเริ่มต้นที่จะใช้ช่องทางนี้ในการสื่อสารไปให้ถึงกลุ่มผู้บริโภค   เฟซบุ้คเปิดฟังก์ชั่นการใช้งาน Live streaming video วิดีโอคอนเทนต์ที่กลายเป็นโอกาสใหม่ของธุรกิจ ในการเป็นช่องทางใหม่ในการสื่อสารและโฆษณา ซึ่งไม่ใช่เฉพาะกับธุรกิจใหญ่เท่านั้น แต่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมก็สามารถใช้วิดีโอคอนเทนต์ในการสื่อสารได้ดีไม่แพ้กัน มาดูกันว่าขั้นตอนง่ายๆ ในการเริ่มทำวิดีโอคอนเทนต์นั้นมีอะไรบ้าง 1. วางแผนดำเนินงาน ก่อนเริ่มทำวิดีโอคอนเทนต์หรือแคมเปญ การวางแผนในขั้นตอนเริ่มต้นนั้นสำคัญที่สุด สิ่งที่ควรกำหนดในแผนงานได้แก่ วัตถุประสงค์ของวิดีโอ กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการสื่อสาร สไตล์ที่ต้องการให้เป็น (สอดคล้องกับ DNA ของธุรกิจ) รวมไปถึงความยาวของวิดีโอ โดยสามารถเจาะลึกในรายละเอียดของวิดีโอด้วยการวาดสตอรี่บอร์ด (story board) ภายในประกอบด้วยองค์ประกอบพื้นฐานดังต่อไปนี้ •  บทเปิด / คาแรกเตอร์ของตัวละคร / ฉาก •  ปัญหาและความท้าทาย •  แอ็คชั่นต่างๆ / การเดินทาง/ การค้นพบ •  แนวทางแก้ไข/ ทางเลือก/ ท่อนฮุก •  Call-to-Action หรือ CTA หน้าที่ให้ผู้ชมคลิกเข้าไปในเว็บไซต์ของธุรกิจ ในกรณีที่ทำวิดีโอคอนเทนต์เป็นแอนิเมชั่น ไม่จำเป็นต้องเลือกทีมงานที่ตรงสายภาพยนตร์ แต่จำเป็นต้องจัดจ้างนักสร้างภาพเคลื่อนไหว (animator) และนักวาดภาพประกอบ แต่สำหรับวิดีโอคอนเทนต์โดยปกติแล้วนั้น จำเป็นต้องจัดจ้างทีมเขียนบท, สตูดิโอโปรดักชั่น, นักพากย์, เพลงประกอบ และนักตัดต่อ 2. เลือกช่องทางการเผยแพร่ที่ถูกต้อง เมื่อได้วิดีโอคอนเทนต์มาแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือช่องทางในการเผยแพร่ หนึ่งช่องทางหลักคือหน้าเว็บไซต์ของธุรกิจหรือของแบรนด์ แต่ช่องทางหลักอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ ถ้าต้องการเข้าถึงผู้เยี่ยมชมหน้าใหม่ ช่องทางต่อมาคือ Youtube เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงจากผู้ชมหน้าใหม่กว่าพันล้านคน แต่ขึ้นอยู่กับธุรกิจ เพราะแม้แต่ยูทูปเองก็มีข้อจำกัดบางประการที่อาจส่งผลเสียต่อธุรกิจ อาทิ การที่ยูทูปไม่ให้ใส่ลิ้งก์ภายนอกในวิดีโอ อนุญาตให้ใส่เฉพาะลิ้งก์ที่เป็นยูทูปด้วยกันเองเท่านั้น หรือการมีโฆษณาก่อนเข้าคลิป ทำให้มีโอกาสมากที่ผู้ชมจะตัดสินใจปิดก่อนได้เข้าชมคลิปที่แท้จริง แต่ยูทูปเองก็มีข้อดี เพราะเป็นทางเลือกสำคัญในการสื่อสารเนื้อหา ทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่ม SEO ให้กับธุรกิจได้เป็นอย่างดี 3. ดึงดูดใจผู้ชมให้ได้มากที่สุด ทำอย่างไรให้เมื่อกดเผยแพร่วิดีโอของเราไปแล้ว จะเอาใจผู้ชมได้อยู่หมัด กดแชร์กันท่วมท้นจนเป็นไวรัล มีตัวช่วย 3 วิธีการที่จะทำให้วิดีโอคอนเทนต์ของเรานั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น •  SEO (Search engine optimization) ช่วยให้ผู้ชมหาเราเจอได้ง่ายขึ้น – เริ่มจากชื่อวิดีโอ ทำให้แน่ใจว่าชื่อวิโอนั้นมีคียเวิร์ดสำคัญ สื่อสารเมสเซสได้ภายใน 60 ตัวอักษร โดยสามารถตั้งชื่อได้ด้วยเครื่องมืออย่าง Youtube keyword tool หรือ Google Adwords keyword tool, คำบรรยาย SEO จะไม่สามารถทำงานได้ด้วยตัวเอง ธุรกิจจะต้องร่วมมือด้วย นั่นคือการใส่คำบรรยายสั้นๆ เพื่อย้ำคียเวิร์ดของวิดีโอของเรา ภายใน 55-70 ตัวอักษรที่จะปรากฏอยู่ในลิ้งก์วิดีโอของเรา, Tags เน้นย้ำคำสำคัญอีกครั้งในแท้ก, เลือกรูปแสดงผลที่ดึงดูดใจ นอกจากวิดีโอแล้ว การเลือกรูปแสดงผล (thumbnail) จะช่วยดึงดูดความสนใจผู้ชมให้ตัดสินใจคลิกเข้ามาชมวิดีโอของเรา, ลิ้งก์ (links) ยิ่งสามารถใส่ลิ้งก์ในช่องทางต่างๆ ในการเผยแพร่วิดีโอคอนเทนต์ของเราได้มากเท่าไหร่  จะสามารถช่วยให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงวิดีโอ ตลอดจนเข้าชมเว็บไซต์หรือหน้าเพจของเราได้มากขึ้นเท่านั้น  •  บอกผู้ชมให้ได้ว่าทำไมวิดีโอนี้ถึงควรคลิกเข้ามาดู – นำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจมากพอเพื่อดึงดูดการเข้าชมจากผู้ใช้งาน โดยสามารถทำได้ในหน้าเพจของธุรกิจแบบทันที ตัวอย่างเช่น นำเสนอเป็น bullet point 3 ข้อที่เป็นประโยชน์ที่ได้รับจากวิดีโอนี้, สรุปเนื้อหาสำคัญ 2-3 ประโยค หรือเลือกคำพูดโดนใจในกรณีที่เป็นวิดีโอที่มีการบรรยาย เป็นต้น และถ้าเป็นไปได้ สามารถใส่คำบรรยายในวิดีโอเป็นตัวอักษร เพื่อให้ผู้ชมสามารถอ่านคร่าวๆ และช่วยให้เข้าใจเนื้อหาในกรณีที่ไม่สามารถเปิดเสียงดูได้ในทันที ทั้งยังเป็นการเพิ่มความแน่ใจด้วยว่าผู้ชมที่เป็นกลุ่มเป้าหมายจะได้เมสเซสที่ธุรกิจต้องการสื่อสารออกไป 4. ได้ยอดไลค์ เพิ่มยอดแชร์ สร้างกระแสไวรัล วิดีโอคอนเทนต์ไม่ใช่แค่เพียงต้องโน้มน้าวใจผู้ชมให้เข้ามาชมเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างความรู้สึกอยากแชร์ให้เกิดขึ้นทันทีหลังดูจบอีกด้วย การที่วิดีโอคอนเทนต์กลายเป็นไวรัลคลิปนั้นช่วยเพิ่มยอดวิว ส่งผลดีในแง่การตลาดให้กับธุรกิจ โดยธีมหลักที่มักทำให้ผู้ชมกดแชร์ต่อจนเป็นกระแสนั้นมีธีมดังนี้ •  อารมณ์ขัน – เพราะทุกคนต้องการช่วงเวลาพักเบรกด้วยเสียงหัวเราะสั้นๆ ระหว่างการทำงานหรือช่วงก่อนนอน และผู้คนส่วนใหญ่ต่างก็ชื่นชอบที่จะแชร์คลิปตลกต่อให้เพื่อนๆ ความท้าทายหนึ่งเดียวของธีมนี้คือ การสร้างวิดีโอคอนเทนต์ที่ตลกสำหรับผู้ชมกลุ่มกว้างนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น อาจลดความเสี่ยงได้ด้วยการทดสอบให้ชมภายในกลุ่มผู้ชมเล็กๆ ก่อนเปิดตัว เพื่อให้แน่ใจว่าวิดีโอคอนเทนต์นั้นทำให้ผู้ชมทั่วไปหัวเราะไปกับเรา •  เซอร์ไพรส - ความประหลาดใจที่น่าจดจำมักจะทำให้ผู้ชมกดแชร์เสมอ วิดีโอที่สามารถช่วยทำให้ผู้ชมตั้งคำถาม มองเห็นมุมที่แตกต่าง หรือรู้สึกได้รับแรงบันดาลใจ เมื่อดูจบจะทำให้การแชร์นั้นเป็นไปอย่างรวดเร็วและกลายเป็นไวรัลได้อย่างแน่นอน  •  มีประโยชน์ -   ถ้าหากวิดีโอคอนเทนต์เป็นวิดีโอที่ช่วยแก้ปัญหา ให้คำแนะนำ หรือค้นพบเทรนด์ใหม่ๆ เป็นไปได้ง่ายมากที่วิดีโอนั้นจะถูกแชร์ออกไปจำนวนมาก เพราะการแชร์วิดีโอที่เป็นประโยชน์นั้นคือการส่งต่อประโยชน์สู่คนอื่นๆ อีกด้วย  ขั้นตอนดังกล่าวเป็นเพียงขั้นตอนเบื้องต้นเท่านั้น ธุรกิจหรือแบรนด์ต่างๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับเอกลักษณ์ของแบรนด์ตามข้อจำกัดต่างๆ ได้ โดยอย่าลืมที่จะวัดผลในขั้นตอนสุดท้าย จำนวนการเข้าชม จำนวนการแชร์ จำนวนการถูกพูดถึง ตัวเลขเหล่านี้สามารถเป็นสิ่งชี้วัดการรับรู้ของแบรนด์และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี โดยประกอบกับความสม่ำเสมอในการผลิตคอนเทนต์วิดีโอเป็นประจำ เพื่อให้คนจดจำภาพลักษณ์และสื่อสารแคมเปญใหม่ๆ ที่เข้าถึงได้ในวงกว้าง เพื่อการรับรู้ของแบรนด์ในระยะยาวต่อไป  จะหาผู้ผลิตวีดีโอได้ที่ไหน? ถ้าคุณกำลังมองหาผู้ผลิตคอนเทนต์วีดีโอให้กับธุรกิจของคุณ TCDC CONNECT รวบรวม portfolio ของนักสร้างภาพเคลื่อนไหวหลากหลายสไตล์ไว้ที่นี่
Posted on 10 February 2016
4 1860
ในยุคที่พฤติกรรมการเสพสื่อของผู้บริโภคเปลี่ยนไป คนในวงการสื่อ ทั้งสิ่งพิมพ์ ทีวี ภาพยนตร์ และโฆษณา ต่างกำลังจับต้นชนปลายกันอยู่ว่าจะหาวิธีแบบไหนจึงจะสามารถนำสิ่งที่ตัวเองมีอยู่เข้าถึงผู้คนเจน C ได้ และการจะเป็นหนึ่งผู้ผลิตงานที่สร้างสรรค์ทั้งภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่ง ก็ต้องหาจุดที่ลงตัวในคลื่นของความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน Wise Lama (Film and Design Collective) สตูดิโอซึ่งทำงานภาพยนตร์ ภาพนิ่ง งานออกแบบ และแบรนด์ดิ้ง ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างสองสามีภรรยา คุณเค – เกณิภา ปัณฑ์กรณ์ และคุณแซม – รพัทชนันต์ คชพัฒน์ทรัพย์ โดยคุณเครับหน้าที่ดูส่วนของงานภาพยนตร์เป็นหลัก คุณแซมถ่ายภาพนิ่งและออกแบบกราฟิกดีไซน์ตามที่เขาทำมาโดยตลอด แต่ก็รับบทบาทผู้กำกับภาพมาถ่ายภาพยนตร์ให้กับภรรยาเช่นกัน คุณเคค่อยๆ พัฒนา Wise Lama ขึ้นมาจากงานหนังสั้นของเธอ หลังจากที่จบปริญญาโทสาขาภาพยนตร์จาก University of Technology Sydney ประเทศออสเตรเลีย “เคเป็นคนชอบเล่าเรื่อง ชอบเขียนบทมาก และอยากเห็นบทของเราเกิดเป็นภาพยนตร์” หลังจากเรียนจบกลับมา เกณิภาได้ทำงานกับคุณเอกชัย เอื้อครองธรรม ผู้กำกับภาพยนตร์ในสังกัด GMM Grammy งานนั้นเธอได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องการวิจัยและพัฒนาบท ก่อนที่จะทุ่มเทเวลาเลี้ยงบุตรด้วยตัวเอง จนกระทั่งกลับมาทำงานอีกครั้ง ก็ได้รู้จักกับเครือข่ายคนทำหนังอิสระในเมืองไทย จากการที่มีเพื่อนนำหนังสั้นของเธอไปฉาย และเริ่มพัฒนางานหนังสั้นของตัวเองอีกครั้ง ซึ่งนำไปสู่การทำภาพยนตร์แฟชั่น (Fashion Film) ภาพยนตร์แฟชั่นสู่ภาพยนตร์โฆษณา ช่วงนั้นแฟชั่นฟิล์มกำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศ คุณเคเองก็สนใจ และได้มีเพื่อนชักนำไปพบกับคุณเกด พิมพ์ณัฐชยา ลิปตวัฒน์ ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ Dusk Till Dawn แฟชั่นฟิล์มเรื่องแรก Remembrance จึงได้เกิดขึ้น “คุณเกดอยากทำอะไรใหม่ๆ เขาให้อิสระเคเต็มที่ เคนำคอลเลกชั่นเสื้อผ้าเขามาฟีเจอร์ในหนัง เขามีคอนเซ็ปต์เสื้อผ้าอยู่แล้ว เราก็เอามาใช้เป็นคอนเซ็ปต์ของเรื่อง คือ Post & Pal ซึ่งเป็นการหวนอดีตถึงยุคเขียนจดหมาย การสื่อสารของคนสมัยก่อน เราก็ชอบอารมณ์นั้น และเล่าผ่านผู้หญิงที่ย้อนกลับไปในความทรงจำ” คุณเคส่งหนังเล็กๆ เรื่องนี้ไปเข้าร่วม Fashion Film Festival ที่เบอร์ลินและมิลาน ทั้งที่ไม่ได้คาดหวังอะไร งานนี้ก็สามารถคว้ารางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยมมาได้จากเทศกาลในเบอร์ลิน รวมถึงเรื่องต่อมาก็เช่นกัน ทำให้ฝีมือของ Wise Lama เริ่มเข้าตาโปรดักชั่นที่อังกฤษ และนำไปสู่การร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Cornetto Global กลายเป็นหนังสั้นสื่อความรักอย่าง Cupidity ซึ่งเผยแพร่เมื่อในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2015 Wise Lama กำลังสร้างลายเส้นของตัวเองขึ้นมา แล้วปูทางไปสู่งาน Content Marketing คุณเคมองเห็นโอกาสของการทำภาพยนตร์โฆษณาจากฐานลูกค้าที่สามีมีอยู่ และจากแฟชั่นฟิล์มที่เริ่มต้นได้ดี ขณะเดียวกัน นี่ก็เป็นยุคที่โฆษณากำลังหาคำตอบสำหรับพฤติกรรมการเสพสื่อในยุคที่ผู้บริโภคมีอำนาจในการเลือกเสพสื่อเต็มที่ การขายแบบบอกว่าสินค้าตัวเองดีอย่างไรไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป แต่แบรนด์ต่างๆ ต้องเปลี่ยนวิธีสื่อสาร เอาเนื้อหา เอาปรัชญาของแบรนด์มาบอกเล่า และการเล่าเรื่องก็เป็นงานถนัดของ Wise Lama “เราเริ่มทำงานที่เรียกว่า Content Marketing หาวิธีเล่าให้น่าสนใจ เล่นกับอารมณ์คน หรือให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับคนดู คนยุคนี้โตมากับเทคโนโลยี กับข้อมูลมากมาย จะมาขายกันตรงๆ เขาก็ไม่อยากดู” เล่าเรื่องได้หลากลายในลายเส้นของตัวเอง เมื่อดูจากงานจะสัมผัสถึงความพิถีพิถันดุจงานฝีมือของ Wise Lama ทั้งการถ่ายภาพและการปรับสีเพื่อสร้างอารมณ์เฉพาะ “งานเคจะขับเคลื่อนด้วยอารมณ์เป็นส่วนใหญ่ เรามีการเกรดสีหลังจากตัดต่อเสร็จ ซึ่งสีจะมีผลกับอารมณ์ของหนังเยอะมาก ถ้ามีสไตล์ขึ้นมาก็ไม่ได้ตั้งใจ เคกับแซมทำงานคู่กัน พี่คงเดช (คงเดช จาตุรนต์รัศมี –ผู้กำกับ) บอกว่าคู่นี้ทำงานออกมาแล้วลายเส้นชัดมาก เราไม่ได้พยายามทำให้เหมือนกัน แต่อาจมีบางอย่างที่ดูมีความเป็นเรา” Wise Lama วางตัวในจุด Niche ดูเป็นงานทำมือที่ต้องแพง แต่คุณเคยืนยันว่าไม่ได้แพงอย่างที่คิด และไม่ได้ ‘ติสท์เกินไปจนเข้าไม่ถึง ที่ผ่านมาเธอไม่เคยปฏิเสธงาน ถ้าไม่ใช่เรื่องเวลาจำกัด แต่ลูกค้าเป็นฝ่าย “เลือก” เข้ามาเอง “ถ้าเราจะทำแต่สิ่งที่เราชอบก็คงไม่มีใครจ้างเรา แต่เราพยายามหาจุดยืน ที่เราพยายามทำงาน พยายามสร้างลายเส้นของเราในงานโฆษณา เพื่อจะบอกเขาว่านี่คืองานเรา แต่เป็นเราเพื่องานแบรนด์ เพื่องานโฆษณา” การวางโพสิชั่นชัดก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือลูกค้าที่เข้ามาก็มีความเข้าใจสไตล์งานอยู่แล้ว แต่ข้อเสียคือลูกค้าส่วนหนึ่งอาจเข้าใจว่างานเฉพาะเกินไป ทำให้เสียลูกค้าไปส่วนนั้นไป “ตรงนี้เป็นความเสี่ยงที่เรายอมรับไว้อยู่แล้ว” มองหาจุดสมดุล การเริ่มต้นเมื่อ 2 ปีที่แล้วของ Wise Lama เกิดขึ้นเพราะต้องการหาจุดยืนในวงการภาพยนตร์ที่ซบเซา เมื่อคนไทยไม่ดูหนังไทย และในวงการโฆษณาก็กำลังมีความเปลี่ยนแปลงสูง สิ่งที่คุณเคทำคือการหาจุดสมดุล “ระหว่างสิ่งที่รักกับความเป็นจริงของตลาด” ฉะนั้น ในขณะที่ทำงานโฆษณา คุณเคก็ยังวางแผนทำภาพยนตร์เรื่องยาว และซีรี่ส์ในปีหน้าด้วย ซึ่งเป็นงานที่เธอรัก และจะได้เล่าเรื่องในแบบของตัวเอง ในขณะเดียวกัน Wise Lama ก็ยังรับงาน Production Management หรือ Line Produce ซึ่งเป็นการบริหารจัดการให้แก่โปรดักชั่นต่างประเทศที่เข้ามาถ่ายทำในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นความต้องการเรื่องสถานที่ การคัดนักแสดง หรืออุปกรณ์ต่างๆ ก็จัดหาให้ได้ และในอนาคตก็ต้องการที่จะโปรดิวซ์งานให้ผู้อื่นด้วย ซึ่งไม่ใช่แค่งานภาพยนตร์ และอาจจะเป็นอนิเมชั่น หรืองานดีไซน์อื่นๆ เมื่อหลอมรวมประสบการณ์ทั้งหมด Wise Lama จึงสามารถรับงานแบรนด์ดิ้ง เพื่อออกแบบอัตลักษณ์ให้กับแบรนด์ตั้งแต่แนวคิดจนจบเป็นผลงาน ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ ภาพถ่าย และภาพเคลื่อนไหว ในสื่อกระแสหลักและสื่อออนไลน์ด้วย การทำงานของ Wise Lama ถ่ายทอดความคิดของตัวเองที่มีต่อวงการ ไม่ว่าจะเป็นโปรดักชั่นเล็กหรือใหญ่ งานโฆษณาหรืองานภาพยนตร์ต่างก็ต้องหาเสียงของตัวเองให้เจอ เพื่อเชื่อมโยงกับผู้บริโภคในยุคนี้ เพื่อสร้างจุดยืนของตัวเอง และมีทางไปต่อกระแสผันผวนแห่งยุคสมัย เกร็ดปิดท้าย • ช่วงนี้เป็นยุคเปลี่ยนของวงการธุรกิจและโฆษณา ซึ่งยังจับต้นชนปลายกันอยู่ เมื่อคนเปลี่ยนเพราะเทคโนโลยีการสื่อสาร ทำให้ผู้บริโภคมีอำนาจในการเลือกเสพข้อมูล ซึ่งถือว่าเป็นช่วงน่าตื่นเต้น เพราะสามารถทดลองอะไรได้เยอะ • ผู้ผลิตก็ต้องหาจุดสมดุลของตัวเอง ระหว่างสิ่งที่รักกับความเป็นจริงของตลาด ประสบการณ์จะสอนเราเอง
Posted on 11 August 2016
18 1530
การทำคลิปให้มีคนดูคนแชร์นับแสนนับล้านในเวลาไม่กี่วัน หรือที่เรียกกันว่า ‘ไวรัล คลิป’ นั้นไม่มีสูตรสำเร็จ การที่คลิปจะดัง ปัง และกลายเป็นไวรัลได้นั้น จริงๆ มีทางเลือกให้ทำได้หลายแบบ เช่น ตลก ซึ้ง เศร้า แปลก เซ็กซี่ ฯลฯ  แต่สุดท้ายแล้วผู้ชมทั้งหมดจะเป็นผู้ตัดสินว่าคลิปนั้นจะ “ดังหรือดับ” โดยผ่านการ ไลค์หรือไม่ไลค์ แชร์หรือไม่แชร์ หรือแม้แต่ดูจบหรือดูแป๊บๆก็กดปิดไป ฯลฯ วันนี้ TCDCCONNECT จับเข่าคุยกับ วิชัย มาตกุล และ ธนชาติ ศิริภัทราชัย หนึ่งครีเอทีฟและหนึ่งผู้กำกับจากแซลมอนเฮ้าส์ (Salmon House) บริษัทเล็กๆ ที่สร้างสรรค์คลิปจนโด่งดังมาแล้วหลายต่อหลายงาน อาทิ คลิป Bangkok 1st Time ที่มีตัวเอกเป็นฝรั่งสูงวัย ‘เนลสัน’, คลิป เหตุผลที่รถไฟใต้ดินตรวจกระเป๋าไวกับตัวเอกที่ชื่อ‘ป้าไสว’, คลิป SIRI VS VERY THAI SENTENCES (Siri เป็นคนพูดตรง),และคลิป ‘เปลี่ยนแล้วรวย: คนทรงเจ้าเงินล้าน!’เป็นต้น ย้อนไปเมื่อปีพ.ศ.2554 ก่อนจะมีบริษัทแซลมอนเฮ้าส์ มีสำนักพิมพ์แซลมอน (Salmon Books) เกิดขึ้นมาก่อน โดยเป็นบริษัทลูกในร่มเงาของเครือบรรลือสาส์น เจ้าของการ์ตูนสุดคลาสสิกอย่าง‘ขายหัวเราะ’และ‘มหาสนุก’สำนักพิมพ์แซลมอนเน้นผลิตหนังสือเล่มโดยรวมเรื่องราวน่าสนใจสำหรับหนุ่มสาวมานำเสนอในมุมที่แตกต่าง ตัวอย่างเช่นเล่มแรก ‘ร้อยขั้นตอนสู่การเลิกรา’ที่ถ่ายทอดวิธีรักษาความรักในมุมมองที่กลับกัน ซึ่งวิธีคิดเช่นนี้เองก็ได้ถูกต่อยอดมาสู่บริษัทใหม่ที่ทำหนังโฆษณาด้วย ในเวลาต่อมา สำนักพิมพ์แซลมอนออกหนังสือขายดีเล่มหนึ่งชื่อ ‘New York 1st Time’ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในมหานครนิวยอร์กที่เต็มไปด้วยความไม่คุ้นเคย โดยในครั้งนั้น สำนักพิมพ์ต้องการหาช่องทางโปรโมทหนังสือที่แปลกใหม่จึงตัดสินใจลองทำคลิปสั้นๆ โพสท์ขึ้นบน Youtube การเล่าเรื่องในคลิปโปรโมทหนังสือ New York 1st Timeถูกตีออกมาเป็น ‘มุมกลับ’โดยให้ฝรั่งนิวยอร์กมานั่งพูดถึงเรื่อง‘การมาเมืองไทยครั้งแรก’ด้วยลีลาสุดกวนความตลกแปลกใหม่นั้นเองทำให้คลิป Bangkok 1st Timeถูกส่งต่อไปเหมือนไฟลามทุ่ง  จากผู้ชมหลักพันวิว พุ่งขึ้นเป็นหนึ่งล้านวิวในเวลาแค่วันเดียว นับเป็นการตีโจทย์ตลาดที่เข้าเป้าที่สุด  สามารถดึงกลุ่มคนที่ไม่ใช่นักอ่านให้มาสนใจหนังสือเล่มนี้ได้อย่างมากมาย คลิป Bangkok 1st Time ช่วยให้หนังสือ New York 1st Timeทำยอดขายได้ถึงหนึ่งหมื่นห้าพันเล่มในงานสัปดาห์หนังสือปีนั้น ติดอันดับ Best Seller ของงานทั้งๆ ที่ผู้เขียน (ธนชาติ ศิริภัทราชัย) ไม่ใช่คนดังหรือนักเขียนดังมาก่อน ด้วยเหตุนี้สำนักพิมพ์แซลมอนจึงตัดสินใจทำคลิปภาคต่อของBangkok 1st Time ออกมาอีก 7 ตอน (รวมทั้งหมดเป็น 8 ตอน) ปัจจุบันมียอดเฉลี่ยการเข้าชมตอนละประมาณ 5 แสนวิว นี่เองคือจุดเริ่มต้นของบริษัทแซลมอนเฮ้าส์ ที่แยกตัวออกมาจากสำนักพิมพ์ฯ เพื่อรับงานด้านการผลิตวิดีโอคอนเทนต์ โดยเฉพาะ ปัจจุบันนี้มีทีมงานทั้งหมด 6 คน แบ่งเป็นผู้กำกับการแสดง, ครีเอทีฟ, โปรดิวเซอร์, ช่างตัดต่อ, และช่างภาพ ในช่วงแรกๆ นั้นลูกค้าทุกรายของแซลมอนเฮ้าส์ต้องการให้ ‘ลุงเนลสัน’ จากคลิป Bangkok 1st Time ไปเล่นหนังโฆษณาให้เป็นตัวเอก แต่เพราะ ‘ลุงกลับประเทศไปแล้ว’  จึงต้องมีคาแรกเตอร์ใหม่อย่าง ‘ป้าไสว’ ขึ้นมาทดแทน  เป็นโจทย์ในการสร้างจุดขายใหม่ให้กับหนังสือ ‘คิดแล้วต้องทำ’ ของเบียร์ลีโอ  (ป้าไสวในคลิปคือคนตรวจสัมภาระ ณ สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ที่ทำงานเร็วที่สุดในโลก) ถือเป็นอีกคลิปที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง มีคนแชร์ต่อกันไปจำนวนมาก  จากนั้นแซลมอนเฮาส์ก็มีผลงานไวรัลทางยูทูบต่อเนื่องมาโดยตลอด เช่น ‘พรหมลิขิตน้ำมันหมู’ ของซีพี, ‘I Hybrid’ ของ มหาวิทยาลัยหอการค้า, ‘Service Or Die’ ของ TG Phone, และล่าสุดคือ ‘คนทรงเจ้าเงินล้าน’  ของ TCDC ทำไมต้อง ‘คนทรงเจ้าเงินล้าน’ ? คลิป คนทรงเจ้าเงินล้าน! นี้ โจทย์หลักคือเพื่อโปรโมทงานสัมมนาและหลักสูตร ‘CHANGE SMEs - เปลี่ยนแล้วรวย’ ของทาง TCDC  (โจทย์รองคือเพื่อสลายภาพลักษณ์ของ TCDC ที่ดูแพง ดูไฮโซ ให้ดูบ้านๆ และเข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับคนวงกว้าง) ด้วยเหตุนี้ทีมงานแซลมอนเฮาส์จึงคิดเรื่องราวใหม่ให้กับตัวละครที่ชื่อ ‘ลุงสมาน’ ซึ่งมีอาชีพเป็นคนทรงเจ้าในเรื่อง ก่อนจะทำคลิปนี้ ทีมงานแซลมอนเฮาส์ได้ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวหลักสูตรนี้อย่างเต็มที่ เริ่มจากไปคุยกับวิทยากรทุกคนเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาทั้งหมด รวมถึงคำศัพท์ทางธุรกิจ ทฤษฎีการตลาด  แนวคิดด้านการออกแบบ ฯลฯ จนสามารถนำมากลั่นกรองและนำเสนอได้อย่างสนุกสนานเข้าใจง่าย      คลิปวีดีโอชุดนี้มีทั้งหมด 8 ตอน ใช้เวลาในการผลิตราว 1 เดือนครึ่ง โดยในตอนแรกทีมงานขอเน้นที่ความตลกเป็นหลัก (เพื่อดึงความสนใจจากสาธารณะให้ได้ก่อน) จากนั้นจึงปรับโจทย์แบ่งผู้ชมออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือพวกที่สนใจแค่ความตลก ความฮา ก็จะดูคลิปและแชร์ต่อเพื่อไปเม้าเล่นกับเพื่อนฝูง (แต่จะไม่ได้สนใจติดตามเนื้อหาที่ลึกไปกว่านั้น)  ส่วนกลุ่มที่สอง (ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยกว่า) คือกลุ่มที่มีความสนใจจดจำและรับรู้แก่นสาระที่แฝงอยู่  กลุ่มนี้จะรอติดตามคลิปตอนต่อๆ ไป ซึ่งทาง TCDC เตรียมไว้ให้อีก 7 ตอน เป็นเนื้อหาที่เน้นความรู้เกี่ยวกับการปรับตัวของ SME โดยตรง  ทำคลิปอย่างไรให้เป็นสไตล์แซลมอนฯ เอกลักษณ์หรือ ‘ลายเซ็น’ของแซลมอนเฮ้าส์ข้อแรกคือต้องมีอารมณ์ขัน ‘กวนตีนแบบปัญญาชน’ ไม่หยาบคายเน้นการมองโลกแบบกลับด้านส่วนข้อต่อมาคือการหยิบประเด็น‘ความจริงที่โดนใจ’เป็นหัวข้อที่ยังไม่ถูกพูดถึงมากนัก เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกว่า ‘เออว่ะ กูก็คิดเหมือนกัน ทำไมไม่ค่อยมีใครพูดถึงเลย’และข้อท้ายสุดก็คือการนำเสนอในรูปแบบของ ‘สารคดีปลอม’(หรือ ‘Mockumentary’)ใส่มู้ดความจริงจังลงไปบนเรื่องเล่นๆหรือเรื่องสมมติ เพื่อให้เกิดความแปลกใหม่ในเชิงการสื่อสารระหว่างเนื้อเรื่อง ความจริงจังความตลกเรื่องแต่ง ฯลฯ ปัจจุบันนอกจากรับทำวีดีโอโฆษณาแล้ว ทีมงาน Salmon House ยังทำรายการของตัวเองลงในช่อง Youtube อีกด้วย อาทิรายการ Board Jockey, Surveyver, และ Cinema ปาระเบิดโดยมีเป้าหมายเพื่อให้ชื่อ Salmon House เป็นที่รู้จักมากขึ้นในวงการโฆษณา และในหมู่ ‘Netizen’ชาวไทยทั่วไป “ดูได้แต่อย่าดูด” เลือกชมคลิปจากเจ้าของโดยตรงดีกว่า ทีมงาน Salmon House ฝากถึงผู้อ่านและผู้ชมทุกคนว่า การ ‘ดูดงาน’ ไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นถือเป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ปัจจุบันมีหน้าเพจหรือแอคเคาท์จำนวนไม่น้อยบนยูทูบที่โหลดคลิปของทางแซลมอนเฮ้าส์ไป แล้วนำไปเผยแพร่ใหม่บนช่องของตัวเองโดยไม่ให้เครดิตและไม่ทำลิงค์กลับมาหาเจ้าของเนื้อหาในกรณีแบบนี้เจ้าของFacebook Page หรือ Youtube Channel นั้นๆ จะได้รับผลประโยชน์การโฆษณาเข้ากระเป๋าตัวเองหมดไม่ได้แบ่งกลับไปยังเจ้าของคลิปต้นฉบับด้วย ซึ่งถือเป็นการ ‘ลักขโมย’อย่างหนึ่ง  ทำให้เจ้าของที่ลงทุนลงแรงกับการผลิตไม่ได้รับค่าตอบแทนที่ควรจะเป็น    อย่างในกรณีของคลิป ‘คนทรงเจ้าเงินล้าน’ ถ้าผู้ชมทั่วไปเข้าดูอย่างถูกต้องก็จะรู้ว่าใครเป็นผู้ผลิต และสามารถจะติดตามผลงานในซีรีย์ต่อๆไปได้แต่ถ้าดูจากหน้าเพจหรือช่องยูทูบที่ ‘ดูด’เนื้อหาไปอย่างผิดกฏหมาย ก็จะดูได้แค่คลิปเดียวจบจะไม่รู้ว่ามีตอนต่อที่ให้สาระความรู้อีกมากมาย เป็นต้น เกร็ดคิดปิดท้าย เคล็ดวิชาการทำคลิปให้น่าสนใจจนอยากจะส่งต่อให้ผู้อื่นนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ผู้ผลิตผลงานจำเป็นต้องตีโจทย์ให้แตก โดยพิจารณาถึงองค์ประกอบแวดล้อมหลายๆ ข้อ เช่น 1) กลุ่มเป้าหมาย (ผู้ชม ผู้อ่าน ผู้ฟัง) เป็นใคร 2) เนื้อหาสาระ (แก่นสารของสิ่งที่ต้องการจะสื่อ) เป็นแบบไหน 3) วาระโอกาส อะไรคือความเหมาะสมในการกำหนด Mood & Tone ของเรื่อง  เครดิตภาพ Salmon House Salmon Books  
Posted on 19 April 2016
10 6060

Related Collection

DEBUT by TCDCCONNECT เป็นพื้นที่แสดงผลงานและข้อมูลของผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิตและผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ซึ่งผ่านการคัดเลือก รวมถึงมีการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงผ่านทางเว็บไซต์ TCDCCONNECT.COM โดยจะมีการผลัดเปลี่ยนผลงานขึ้นแสดงทุก 4 เดือน ซึ่งโครงการนี้เป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิต ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆให้มีพื้นที่ประชาสัมพันธ์ธุรกิจของตนเอง รวมถึงผู้ที่สนใจจะจ้างงานได้รู้จักและเกิดการจัดจ้างงานจริงเกิดขึ้น    ผู้ที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมแสดงผลงานบน Debut Wall ครั้งที่ 17 Gift & Wish ผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิต ในกลุ่มของขวัญและของฝาก ประจำเดือนพฤศจิกายน - มีนาคม 2562 ประกอบด้วยผลงานของผู้นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และผู้ผลิตจากทุกหมวดหมู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จำนวน 20 ราย
DEBUT by TCDCCONNECT เป็นพื้นที่แสดงผลงานและข้อมูลของผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิตและผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ซึ่งผ่านการคัดเลือก รวมถึงมีการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงผ่านทางเว็บไซต์ TCDCCONNECT.COM โดยจะมีการผลัดเปลี่ยนผลงานขึ้นแสดงทุก 3 เดือน ซึ่งโครงการนี้เป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้ผลิต ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆให้มีพื้นที่ประชาสัมพันธ์ธุรกิจของตนเอง รวมถึงผู้ที่สนใจจะจ้างงานได้รู้จักและเกิดการจัดจ้างงานจริงเกิดขึ้น    ผู้ที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมแสดงผลงานบน Debut Wall ครั้งที่ 16 ประจำเดือนสิงหาคม - ตุลาคม 2561 ประกอบด้วยผลงานของผู้นักออกแบบ ผู้ประกอบการ และผู้ผลิตจากทุกหมวดหมู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จำนวน 18 ราย