วานรบางกอก - กางเกงยีนส์ที่ถูกจริตคนไทย

    • September 22, 2011
    • by : ปิยพร อรุณเกรียงไกร
    • view : 10,827

    เรื่อง: ปิยพร อรุณเกรียงไกร

    ทุกวันนี้ เราเห็นผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดมาจากวัฒนธรรมไทยกันมากขึ้น สะท้อนถึงความตั้งใจในการสืบสานและปรับใช้มรดกทางปัญญาให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ดี การหยิบวัฒนธรรมมาแปรเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองทั้งด้านความงาม การใช้งาน และความต้องการของผู้ซื้อ ยังเป็นข้อจำกัดที่บางธุรกิจไม่อาจข้ามผ่านได้ วันนี้เราจึงชวนไตรพิตรา ศรีวงษ์ฉาย (ฟ้า) และ พิชิต หทัยพันธลักษณ์ (ท็อป) เจ้าของวานรบางกอก มาพูดคุยถึงแบรนด์กางเกงยีนส์ที่สะท้อนความเป็นไทยในสไตล์ของพวกเขา ที่อาจจะทำให้ทัศนคติทางด้านชีวิต ธุรกิจ การตลาด หรือแม้กระทั่งแนวคิดเกี่ยวกับความเป็นไทยของคุณเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

    ต้นเหตุของ “กางเกงยีนส์สัญชาติไทย”
    “อาจารย์เคยตั้งคำถามว่า ความเป็นไทยคืออะไร และให้อธิบายพร้อมกับยกตัวอย่าง แต่เรากลับคิดไม่ออก มันก็เลยเป็นจุดหักเหที่น่าสนใจมากๆ ว่า ทำไมเราไม่รู้จักประเทศนี้เลย ทั้งๆ ที่เราอยู่กับมันมาตลอด เลยคิดได้ว่าถ้าสามารถต่อยอดจากคำถามนี้ได้ก็คงจะดี” ท็อป หนึ่งในเจ้าของวานรบางกอก กล่าวถึงที่มาของแบรนด์ที่ต้องการค้นหาความหมายและเติมเต็มความเป็นไทยในปัจจุบัน

    วานรบางกอกมุ่งไปที่สินค้าประเภทเสื้อผ้าซึ่งสามารถสื่อสารกับคนหมู่มากได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และสามารถสอดแทรกประเด็นวัฒนธรรมได้อย่างแยบยลโดยเฉพาะกับกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น “ตรงนี้คือ เราต้องการส่งเสริมให้วัยรุ่นรู้จักความเป็นไทยและนำไปต่อยอด เราจึงเลือกสื่อสารกับคนที่อายุน้อยกว่า และยังไม่มีนิยามความเป็นไทยของตนเอง ซึ่งหากเราสื่อสารกับกลุ่มคนที่มีอายุ 40 ขึ้นไป พวกนี้เขามักจะมีนิยามความเป็นไทยในแบบของตนอยู่แล้ว”

    ยีนส์ - ส่วนผสมระหว่างความเป็นสากลกับรสนิยมของคนไทย
    จริงอยู่ที่กางเกงยีนส์หรือเดนิมนั้นได้รับอิทธิพลมาจากต่างประเทศ แต่ทั้งสองมองว่า ยีนส์เป็นเครื่องแต่งกายสากลที่เข้าได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย และทุกสถานะ ไม่ว่าจะเป็นสตรีทแวร์หรือห้องเสื้อระดับไฮ-เอนด์

    “ถ้าลองนึกถึงยูนิฟอร์มของคนปัจจุบัน เราใส่เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์เป็นบรรทัดฐานทั่วไป ถือว่านี่คือ ยูนิฟอร์มคลาสสิกของคนทั่วโลกก็ว่าได้ แต่ถ้าเราใส่เรื่องราวของวานรบางกอกลงไป เพิ่มลูกเล่นบางอย่าง เช่น กระดุมรูปหัวลิงที่ถอดมาจากหัวโขนของหนุมาน และกระเป๋าหลังที่เดินด้ายเป็นรูปอักษร ‘ว’ มันก็ให้ความรู้สึกเป็นไทยได้ ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรเป็นของเราเลย คือ มันเหมือนกับเป็นการยึดครองบางอย่างเท่านั้น เป็นการใช้พื้นที่เฟรมเปล่าให้ได้ผล” ทั้งคู่ให้ความเห็นกันอย่างออกรส

    สร้างอัตลักษณ์จากสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์
    เจ้าของวานรบางกอกอธิบายลักษณะพิเศษของยีนส์แต่ละรุ่นให้เราฟังอย่างตั้งใจ ก่อนที่จะเผยถึงที่มาของกางเกงรุ่นต่างๆ

    “คนทั่วไปมักจะมองว่าความเป็นไทยนั้นเชย เราจึงอยากได้ชื่อรุ่นที่เป็นไทยมากๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ฟังแล้วโอเค มีความหมายที่ดี… กางเกงยีนส์รุ่นแรกที่ทำออกมาเราตั้งชื่อว่า ‘โหมโรง’ ถือเป็นงานในคอนเซ็ปท์พรีเมี่ยม ที่เรานำผ้ากำมะหยี่เข้ามาประยุกต์ใช้ด้วย ซึ่งแม้ว่าจะเย็บยากกว่า แต่มันก็มีผิวสัมผัสที่นุ่ม และให้ความรู้สึกที่พิเศษกว่าผ้าชนิดอื่นๆ อีกทั้งกำมะหยี่ก็เป็นผ้าที่นิยมใช้กันในชนชั้นขุนนางสมัยก่อนด้วย… สิ่งสำคัญคือ เราอยากให้คนใส่แล้วรู้สึกผูกพันกับกางเกงรุ่นนี้ รู้สึกถึงความพิเศษที่มากกว่ากางเกงธรรมดาทั่วไป”

    “ส่วน ‘คาดเชือก’ เกิดจากความนึกสนุกของเราที่คิดว่า ถ้ากางเกงไม่มีหูสำหรับคาดเข็มขัดแล้วจะเป็นอย่างไร เราเลยแก้ปัญหาด้วยการใส่เชือกเข้าไปเป็นลูกเล่นแทน ซึ่งตรงนี้ก็ต้องใช้เทคนิคในการตัดเย็บและมีขั้นตอนเพิ่มขึ้นมากมาย แต่มันก็กลายมาเป็นเอกลักษณ์ประจำรุ่น”

    เรื่องมาก = มากคุณภาพ
    ทุกรายละเอียดที่อยู่ภายใต้แบรนด์วานรบางกอก ล้วนเกิดขึ้นจากความละเมียดละไมของสองนักออกแบบคู่นี้ ตั้งแต่การตั้งชื่อแบรนด์ “วานรบางกอก” (Vanorn Bangkok) ที่เน้นรูปแบบกราฟิกสไตล์สากล (ไม่มีสระบน-ล่าง เช่นเดียวกับภาษาอังกฤษ) และหากมองในแง่ของความหมายแล้ว “วานร” ที่แปลว่า ลิง ก็สะท้อนถึงความเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ ส่วน “บางกอก” (Bangkok) นั้นก็เป็นคำที่คุ้นหูสำหรับชาวต่างชาติ และให้ความรู้สึกแบบไทยๆ มากกว่าคำว่ากรุงเทพฯ

    นอกจากนี้ ทั้งท็อปและฟ้ายังได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน ณ โรงงานยีนส์เก่าแก่ของไทย และได้เดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อทำความรู้จักกับ “ลูกค้า” ด้วยตัวเอง

    “จริงๆ เราอยากเย็บเองทั้งตัว แต่เรายังไม่เข้าใจระบบการผลิตหรือการตัดเย็บมากพอ เราเลยใช้วิธีการเลาะกางเกงออกมาศึกษาแทน นอกจากนั้นเราก็เข้าไปดูกระบวนการตัดเย็บทั้งหมด เลยใช้เวลาในการทำกางเกงแต่ละรุ่นนานพอสมควร รุ่นไหนที่ไม่ผ่านเราก็ต้องสั่งเลาะหรือทำใหม่ทั้งหมด กางเกงหนึ่งตัวนั้นมีรายละเอียดเยอะมาก ทั้งกระเป๋า ซิป กระดุม ฯลฯ แถมยังต้องใช้ผ้าจำนวนมาก เราให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียดจริงๆ จนกว่าจะรู้สึกว่ามันใช่แล้ว”

    ระบบโรงงาน เรื่องยากที่ต้องเข้าใจและยอมรับ
    คุณท็อปเล่าถึงปัญหาการผลิตในเมืองไทยที่พวกเขาประสบมาโดยตรง “ต้องยอมรับว่า ผ้ายีนส์ส่วนใหญ่ที่เราใช้เป็นของประเทศญี่ปุ่นครับ ทั้งนี้เพราะเราต้องการผลิตของที่มีคุณภาพ ซึ่งญี่ปุ่นก็เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตยีนส์ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก”

    “ตอนแรก เราทดลองผลิตด้วยผ้ายีนส์ไทยก่อน แต่แล้วก็เจ็บปวดกับมันมาก เพราะตลาดในประเทศส่วนมากจะเลือกซื้อสินค้าที่ราคามากกว่าคุณภาพ โรงงานเขาจึงหันมาผลิตของราคาถูกแบบเน้นปริมาณแทน คือ ไม่ใช่ว่าเขาผลิตผ้าที่มีคุณภาพไม่ได้นะ แต่ผลิตออกมาแล้วมันไม่มีคนซื้อ (ไม่มีตลาด) ต่างหาก โชคดีที่เราเจอผู้ผลิตยีนส์ไทยที่ได้คุณภาพเจ้าหนึ่ง เราจึงเลือกนำมาใช้กับรุ่นคาดเชือกครับ”

    ศึกษาให้ “ลึก” เพื่อที่จะทำให้ “ถึง”
    แรงบันดาลใจ คือ เชื้อเพลิงสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงาน แต่หากปราศจากซึ่งการศึกษาข้อมูลอย่างลึกซึ้งแล้ว นักออกแบบก็คงไม่สามารถแปรแนวคิดให้เกิดเป็นรูปธรรมได้

    “เมื่อเราสนใจที่จะทำกางเกงยีนส์ เราก็ลงมือทำรีเสิร์ชกันอย่างจริงจังและพบว่า วัฒนธรรมการเย็บยีนส์ในเมืองไทยเริ่มต้นจากการที่แบรนด์ยีนส์ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกเข้ามาจ้างโรงงานขนาดเล็กในไทย ส่งผลให้มีโรงงานอุตสาหกรรมยีนส์ขนาดเล็กผุดขึ้นเป็นจำนวนมาก จนเมื่อแบรนด์นั้นตั้งฐานการผลิตเองเป็นหลักแหล่ง โรงงานเหล่านี้จึงประสบปัญหาด้านต้นทุนและแรงงาน มีหลายแห่งที่ต้องปิดตัวลงและมีคนตกงานจำนวนมาก ส่วนโรงงานที่ยังอยู่ก็หันมาผลิตสินค้าเพื่อความอยู่รอด คือเน้นจำนวนมากกว่าคุณภาพ”

    “ถือว่าเราโชคดีมากที่ได้เจอกับโรงงานยีนส์ซึ่งเคยผลิตให้กับแบรนด์ต่างประเทศมาแล้ว (ตอนนี้เป็นรุ่นลูกเข้ามาบริหาร) ซึ่งเขาตั้งใจที่จะทำยีนส์ที่ดีจริงๆ เขาจะคอยช่วยเหลือและให้คำแนะนำในสิ่งที่เราไม่รู้อยู่ตลอด เพราะเขามีความรู้และมาตรฐานในการผลิตเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว”

    หน้าร้าน VS. โลกออนไลน์
    “ข้อดีของโซเชียลมีเดียคือ ต้นทุนถูกกว่าการมีหน้าร้าน เราสามารถทำให้คนผูกพันไปกับเราได้เรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ไม่เคยเจอกันเลย แต่ถึงกระนั้นเราไม่สามารถทำให้เขาอินไปกับโปรดักท์ของเราจากช่องทางนี้ได้หรอก คือต่อให้อธิบายจนตายท้ายที่สุดแล้วมันก็ต้องการการสัมผัส ใช้มือจับทีเดียวมันคนละเรื่องเลย ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ปีหน้าเราก็อยากจะมีร้านของเราเอง เหมือนกับเป็นคอมมูนิตี้รูปแบบหนึ่งที่มีบรรยากาศเป็นมิตร ไม่ผูกมัดว่าเข้ามาแล้วต้องซื้อ”

    ค่านิยมเปลี่ยนแปลง คุณค่าคงอยู่
    หากจะเอ่ยถึงความไม่เหมือนใครของแบรนด์นี้ ก็คงหนีไม่พ้นจุดยืนที่มั่นคงในเรื่องความคลาสสิกและไม่ก้าวตามแฟชั่น “เราเชื่อในความพอดีตัวมากกว่าแฟชั่น (ซึ่งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา) และเราต้องการทำเสื้อผ้าที่ใช้ได้จริงและใส่ได้ตลอด มันจึงเป็นสไตล์คลาสสิกมากกว่า” ที่น่าสนใจคือ พวกเขาลงทุนทำกล่องไม้ขนาดใหญ่เพื่อใช้เป็นกล่องใส่กางเกงยีนส์โดยเฉพาะ ภายในกล่องจะมีการระบุรุ่นของกางเกงและวันที่ผลิตไว้อย่างครบครัน จนใครเห็นแล้วก็ต้องประทับใจไปกับความพิถีพิถันและใส่ใจของเจ้าของธุรกิจคู่นี้

    “สุขในทุกสิ่งที่ทำ” หัวใจสำคัญของธุรกิจ
    การได้ขึ้นไปนั่งบนแท่นผู้บริหารอาจเป็นเป้าหมายของหลายๆ คนบนโลกใบนี้ แต่ไม่ใช่สำหรับท็อปและฟ้า ซึ่งบอกกับเราว่าพวกเขายินดีที่จะจ้างผู้บริหารเสียด้วยซ้ำ

    “เรามีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่ตรงนี้ เราไม่มีความสุขกับการบริหารใดๆ ทั้งสิ้น เรามีความสุขกับการทำและนั่งมองสิ่งที่ทำ หรือแม้แต่การออกไปเดินหาผ้า เราไม่ได้อยากทำวานรฯ เพื่อให้มีเงินและชีวิตที่สะดวกสบาย ตรงกันข้าม เราอยากนั่งทำตรงนี้ไปเรื่อยๆ และเติบโตไปพร้อมกับมัน”

    “ถามว่าเราอยากให้ชาวต่างชาติยอมรับกางเกงของเราไหม แน่นอนว่าเราอยาก แต่เราอยากให้คนไทยยอมรับมากกว่า เพราะถ้าคนไทยยอมรับ แสดงว่าเราประสบความสำเร็จมากกว่าทำให้ฝรั่งยอมรับด้วยซ้ำ”

    “ความเป็นไทย” ในนิยามของวานรบางกอก
    ก่อนที่จะจบการสัมภาษณ์ เราทิ้งคำถามสุดท้ายให้กับฟ้าและท็อปลองเปรียบเทียบวานรบางกอกกับความเป็นไทยหนึ่งอย่าง ซึ่งในคราวนี้พวกเขามีคำตอบอยู่ในใจแล้ว “วานรฯ ก็เหมือนกับข้าวผัดกะเพราไข่ดาว ถึงจะเป็นเมนูง่ายๆ แต่ก็สามารถปรับให้เข้าบริบทอื่นๆ ได้โดยที่ยังคงเอกลักษณ์ของมันได้อยู่ หากเรากินข้าวผัดกะเพราปลาแซลมอน เราก็ยังได้กลิ่นและรสของกะเพราในปากอยู่ดี”

    หากใครกำลังมองหากางเกงยีนส์ฝีมือปราณีต เนื้อผ้าดี และมีเสน่ห์แบบไทยๆ ลองคลิกไลก์และเข้าไปดูสินค้าของวานรบางกอกได้ที่ www.facebook.com/Vanornbangkok

    Post by: Anunta Intraaksorn , Last Updated: February 20, 2013 11:58:17

    Comments

  • Share Social Network

    Loading...

    Content type