RSS Feed Keep updated with our website
  Twitter Receive news from Twitter
 

Send to a Friend:

Send to a friend
Send this page to a friend
 
 
 
 
 
 
 

ในความคิดเห็นของคุณ “ดีไซน์” คืออะไร

View Results

Loading ... Loading ...
 
อาสาสมัคร เชิญชวนส่งบทความ
 
www.tcdc.or.th
 
 
AIGA
beourfriend
British Council BKK
core77.com
creativetank
DanishDesign
designboom
DesignCouncil
DesignManagement
Grafiction
graphicfarm
MOCOLOCO
Practical®Studio
scraplab
SME
springwise
กรมส่งเสริมการส่งออก DEP
กรุงเทพธุรกิจ
อนุทิน.ออค
 
15 Users Online
Home    TCDC Connect
สิ่งประดิษฐ์ที่(ถูก)ลืมเลือน
November 21st, 2008
เครื่องใช้ไม้สอยบางอย่างถือกำเนิดขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่มนุษย์ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
ที่ไม่รู้ว่า ถ้าต้องขาดสิ่งเหล่านั้นไป ชีวิตจะดำเนินต่อไปได้อย่างปกติสุชหรือไม่ ยกตัวอย่าง เช่น ขดลวดสั้นๆ เล็กๆ แต่
ทรงพลังอย่าง “คลิปหนีบกระดาษ”  ที่ถ้าวันหนึ่งเราไม่มีพวกมันไว้ใช้ในออฟฟิศแล้ว  บรรดาเอกสารก็คงกระจัดกระจาย
หายไปคนละทิศทาง

อย่างไรก็ตาม มีสิ่งประดิษฐ์กลุ่มหนึ่งที่เราจะกล่าวถึงต่อไปนี้ ที่นับเป็นผลงานจากความคิดสร้างสรรค์ล้วนๆ เสียอยู่อย่าง
เดียวที่พวกมันไม่ได้รับการพัฒนาและผลิตมาใช้จริง หรือไม่ก็เลิกใช้กันไปเนิ่นนานเหลือเกินแล้ว ไม่เหมือนกับวัฒนธรรม
การใช้คลิปหนีบกระดาษที่ยังคงสืบทอดมาถึงทุกวันนี้

1route-finder.jpg
1. นาฬิกาข้อมือแผนที่จิ๋ว เนวิเกเตอร์ยุค 1920s
แผนที่ขนาดจิ๋วที่ม้วนเข้ากับแกนสอดอยู่ภายใต้นาฬิกาข้อมือนี้ เป็นแผนที่พกพาเพื่อช่วยบอกเส้นทางของผู้ขับขี่ยวดยาน
บนท้องถนน หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เป็นเนวิเกเตอร์ของยุค 1920s โดยสาเหตุที่นาฬิกาข้อมือแผนที่จิ๋วอันนี้ไม่ได้อวดโฉม
อยู่ในท้องตลาด ก็เพราะมีผู้ซื้อและผู้ใช้ที่น้อยเกินไปนั่นเอง

2door-alram.jpg
2. สัญญาณกันขโมยแบบสอดใต้ประตู
สัญญาณกันขโมยแบบสอดใต้ประตูเป็นสิ่งประดิษฐ์ในยุค 1870s ซึ่งทำงานโดยการไขลานจนก้านเหล็กที่ตั้งตรงอยู่ใน
ตำแหน่ง 90 องศา เมื่อเรานำเจ้าสัญญาณกันขโมยนี้สอดไว้ใต้ประตู หากขโมยหรือผู้บุกรุกเปิดประตูเข้ามา ก้านเหล็กก็
จะพับกระทบกับกลไก ส่งสัญญาณบอกให้เจ้าของบ้านให้ทราบว่ามีแขกไม่ได้รับเชิญมาเยือนแล้ว

3pistol-purse.jpg
3. กระเป๋าปืนพกของคุณสุภาพสตรี
ไม่น่าเชื่อว่า กระเป๋าของคุณสุภาพสตรีในยุคปลายศตวรรษที่ 19 ที่ดูไร้พิษสงใบนี้จะมีมัจจุราชซ่อนอยู่ภายใน กระเป๋า
ปืนพกถูกออกแบบให้บรรจุปืนพก  ที่ใส่กระสุนไว้ได้เพียงหนึ่งนัดเท่านั้น  ดูเหมือนน้อย แต่ก็มากพอสำหรับการป้องกัน
ศักดิ์ศรีความเป็นสุภาพสตรี หรือปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของเจ้าของกระเป๋าได้

4electro-massager_.jpg
4. เครื่องนวดไฟฟ้า
ถึงแม้ธุรกิจสปาในปัจจุบัน จะเฟื่องฟูจนเกลื่อนเมืองพอๆ กับร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอย แต่การดูแลตัวเองด้วยการเข้า
สปาทุกวันนี้  ก็ยังเป็นกิจกรรมสำหรับคนที่มีรายรับสูงกว่ารายจ่ายพอตัว (ตังค์เหลือใช้นั่นเอง) แต่รู้หรือไม่ว่ามุมมองต่อ
งานบริการดังกล่าวนั้น ไม่ใช่สำหรับคนในยุค 1930s แน่ เพราะในสมัยนั้น การบำบัดด้วยการนวดถือเป็นกิจกรรมอย่าง
หนึ่งที่จำเป็นต้องทำ และมีความหมายมากกว่าแค่การผ่อนคลายมากนัก ด้วยเหตุนี้เองเครื่องนวดไฟฟ้าจึงได้ถือกำเนิด
ขึ้นบนโลกเป็นเครื่องมือที่ทำงานโดยใช้ไดนาโมเป็นตัวขับเคลื่อน แต่น่าเสียดายที่เครื่องนวดดังกล่าว ดันปล่อยกระแส
ไฟฟ้าอ่อนๆ มาดูดผู้ใช้เสียนี่ ซึ่งแม้จะไม่ทำให้ถึงชีวิต แต่ก็ทำให้เจ้าผลิตภัณฑ์นี้ต้องจบชีวิตตัวเองลงอย่างน่าเสียดาย

5toe-socks.jpg
5. ถุงนิ้วเท้า
ถุงนิ้วเท้ายี่ห้อ To Sox นี้ ประดิษฐ์ขึ้นในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำขึ้นสำหรับคนที่มีนิ้วเท้าใหญ่โดยเฉพาะ เพื่อช่วย
รักษาหรือยืดอายุการใช้งานของถุงเท้า แต่ว่ากันว่า ถุงนิ้วเท้านี้ ช่วยประหยัดต้นทุนการผลิตถุงเท้าไปได้ถึง 80% แต่
จะประหยัดพลังงานได้แค่ไหนนั้น คงต้องหาคำตอบกันเอาเอง

6envelop-sleaer.jpg 
6. เครื่องผนึกซองจดหมาย
เจ้าเครื่องมือที่มีกลไกซับซ้อน (เกินจำเป็นสำหรับการผนึกซองจดหมาย?) เครื่องนี้ประดิษฐ์ขึ้นโดย Reynolds of
Chicago ทำงานโดยเมื่อผู้ใช้กดแป้น แรงจากลูกเหล็กจะเปิดซองจดหมายเพื่อทาน้ำตรงบริเวณที่ติดกาว จากนั้นแรง
จากลูกเหล็กอีกอันก็จะทำหน้าที่ปิดผนึกซอง

78peepciga.jpg
7. เครื่องฉายหนัง Peep show
เราคงเคยเห็นเครื่องฉายภาพ หรือฉายหนังแบบใช้มือหมุนกันมาบ้าง อุปกรณ์ให้ความบันเทิงชิ้นนี้ เกิดขึ้นในศตวรรษที่
20 ด้วยสนนราคาเพียงแค่ 1 เพนนี คุณก็สามารถเพลิดเพลินไปกับภาพยนตร์ปลุกใจเสือป่ารุ่นคุณปู่ได้แล้ว

8. เชิงบุหรี่
ถ้าสิงห์นักสูบ  ไม่ปรารถนาจะคีบบุหรี่ให้ระคายนิ้วมือในชั่วขณะที่ไม่ได้สูดควัน ก็คงต้องพึ่ง “เชิงบุหรี่ ” อันนี้เสียแล้วล่ะ
เล่ากันว่า เชิงบุหรี่อันนี้ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจาก Bulldog Drummond ซึ่งเป็นตัวละครเอกในนิยาย
ขายดีแนวสืบสวนสอบสวนของ Sapper เป็นที่น่าสังเกตว่าเชิงบุหรี่อันนี้ สามารถใช้พักบุหรี่ได้ 2 มวนพร้อมกัน (ไม่แน่
ว่า สิงห์นักสูบอาจสูบบุหรี่เมนธอลสลับกับไลท์ก็ได้)

9light-specta_.jpg 
9. แว่นตาที่มาพร้อมกับแสงสว่าง
นอกจากจะไม่ต้องกังวลว่าจะอ่านตัวหนังสือไม่ชัดเพราะสายตาไม่ปกติแล้ว ผู้ที่ใส่แว่นตาคู่นี้ยังไม่ต้องกลัวว่าจะมองไม่
เห็น เพราะความมืดอีกด้วย  เพราะแว่นคู่นี้มีดีที่ให้หลอดไฟติดมาด้วยเลย  โดยเจ้าหลอดไฟเล็กๆ  ที่ติดอยู่กับแว่นจะใช้
พลังงานจากแบตเตอรี่ขนาดเล็กที่เชื่อมต่อกับสายยาวและสวิชท์เปิด-ปิด เชื่อว่า คนอเมริกันยุค 1930s คงเพลิดเพลิน
กับการอ่านกันทั้งวันทั้งคืนทีเดียว

10eye-massage.jpg 
10. เครื่องนวดตา
เห็นได้ชัดว่าความเครียดและความอ่อนล้าเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์มาทุกยุคสมัย ซึ่งการนวดตัวแต่เพียงอย่างเดียวคงจะ
ไม่พอ ด้วยเหตุนี้ เครื่องนวดตาจึงได้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงทศวรรษ  1920s  โดยผู้ใช้ต้องเอาดวงตาไปแนบกับเครื่องนี้
จากนั้นจึงดันแป้นที่อยู่ด้านล่าง เพื่อกดลูกยางลมให้ปล่อยลมออกมานวดดวงตาของผู้ใช้

11moustache-protector_.jpg
11. อุปกรณ์กันเปื้อนหนวด
จะดื่มนม จิบลาเต้ หรือรับประทานซุปในดินเนอร์มื้อหรูก็แล้วแต่ ถ้าท่านสุภาพบุรุษทิ้งหลักฐานไว้บนหนวดงามๆ มันคง
ดูไม่งามแน่ อุปกรณ์กันเปื้อนหนวดชุดนี้จึงถูกประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งในชุดจะประกอบไปด้วยชุดครอบหนวด ช้อนและถ้วยที่มี
แผ่นกั้นไม่ให้อาหารหรือเครื่องดื่มทำความสกปรกให้กับหนวดได้

12-food-processor.jpg
12. ชุดหั่น ตัด บด และผสมอาหาร
คุณแม่บ้านคงคุ้นเคยกับชุดหั่น ตัด บด และผสมอาหารหลากหลายรูปแบบในรายการช็อปปิ้งทางโทรทัศน์ แต่สำหรับ
เครื่องผสมอาหารสมัยวิคตอเรียนชุดนี้คงยังไม่เคยมีใครนำมาขายเป็นแน่ ด้วยการทำงานในระบบแมนนวล (manual)
สุดๆ คุณแม่บ้านเพียงแค่ใส่อาหารลงในชาม แล้วหมุนแกนผสมอาหารซึ่งจะทำหน้าที่ในการหั่นอาหาร และในขณะเดียว
กันนั้น คุณแม่บ้านก็หมุนชามไปด้วย  เพียงแค่นี้ก็ได้ผลไม้ชิ้นจิ๋วไว้ใส่พันช์ดื่มแก้กระหายกันในฤดูร้อนแล้ว

13finger-stretcher-for-pia.jpg
13. เครื่องถ่างนิ้วสำหรับนักเปียโน
สำหรับนักเปียโนที่ต้องเล่นโน้ตกว้างๆ อย่างเพลงของ Stravinsky หรือ Debussy ความสามารถในการถ่างนิ้วมือถือ
เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง อุปกรณ์ช่วยถ่างนิ้วมือชิ้นนี้ถูกพัฒนาขึ้นในประเทศอเมริกา เมื่อปีค.ศ. 1910 เสียที่ว่า เครื่องถ่างนิ้ว
ดังกล่าว มีความอันตรายแฝงอยู่ เล่ากันว่า Schumann เสียมือไปก็เพราะเครื่องถ่างนิ้วรุ่นก่อนหน้านี้นี่แหละ
14page-turner.jpg
14. อุปกรณ์คั่นหน้ากระดาษสำหรับนักดนตรี
สำหรับคนทั่วไปไม่ว่า การเปิดหนังสือไปยังหน้าที่ต้องการจะเสียเวลาแค่ไหนก็คงจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก แต่นั่นคง
ไม่ใช่สำหรับนักดนตรีที่ต้องเล่นดนตรีไปด้วยแน่ นักประดิษฐ์จึงได้คิดค้นอุปกรณ์คั่นหน้ากระดาษสำหรับนักดนตรีขึ้นใน
ปี ค.ศ. 1905 โดยเราแค่ติดเจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้ไว้ที่หน้ากระดาษที่ต้องการ เมื่อพร้อมก็ให้พลิกอุปกรณ์ชิ้นนี้ เราก็จะไป
ถึงหน้าที่ต้องการได้อย่างง่ายดาย

15clockwork-teasmade.jpg
15. เครื่องชงชา
เครื่องชงชาเครื่องนี้ได้มีการจดสิทธิบัตรในเมืองเบอร์มิงแฮม (Birmingham) ประเทศอังกฤษในปี ค.ศ. 1902 โดย
มีหลักการทำงาน  คือ  เมื่อนาฬิกาปลุกเดินถึงเวลาที่ตั้งไว้  กลไกจะถูไม้ขีดกับกระดาษทรายเพื่อจุดไฟใต้กาน้ำ พอ
น้ำเดือด แ รงดันจากไอน้ำก็จะดันฝาบานพับ ทำให้กาเอียงลงจนน้ำร้อนไหลลงไปในกาชาข้างล่าง และในขั้นสุดท้าย
จานข้างใต้ก็จะครอบเตาเพื่อดับไฟ

16an-early-lavatory.jpg
16. ห้องน้ำในอดีต
ในศตวรรษที่ 19 สมัยที่ห้องน้ำสาธารณะคิดค่าบริการแค่ 1 เพนนี เจ้าสุขภัณฑ์ที่เห็นอยู่นี้สร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1870s
โดย Mr. Jennings ผู้เป็นช่างประปา เขาคือ ผู้พัฒนาเครื่องสุขภัณฑ์ขึ้นและได้มีการนำออกมาจัดแสดงที่ The Great
Exhibition ใน Hyde Park เมื่อปี ค.ศ. 1851 ด้วย

ข้อมูลและภาพจาก: http://www.dailymail.co.uk

Post by: Chatcharapon Category: Innovative Story, Window into the World Comment: Comments Off
บทสัมภาษณ์ นพปฎล พหลโยธิน หลังงาน Creativities Unfold, Bangkok 2008
November 20th, 2008
noppadol1.jpg 
เราเคยสัมภาษณ์ดีไซเนอร์ชื่อดังคนนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ในโอกาสดีที่เขามาเป็นวิทยากรในงาน Creativities Unfold,
Bangkok 2008
เพิ่งผ่านพ้นไป เราจึงขอพูดคุยขยายมุมมองเพิ่มเติมเชื่อมโยงกับหัวข้อสัมมนาที่ว่า วัฒนธรรมคือสิน-
ทรัพย์สร้างค่า  ในฐานะที่เขาใช้ชีวิตและทำงานอยู่ใน 2 วัฒนธรรมมาโดยตลอด


อ่านต่อ…

Post by: Asira Category: Interview, Window into the World, Today's Highlights Comment: Comments Off
บทสัมภาษณ์ ประภาส ชลศรานนท์ หลังงาน Creativities Unfold, Bangkok 2008
November 20th, 2008
prapas1.jpg

นักคิดคนสำคัญในธุรกิจบันเทิงของเมืองไทยที่ใครๆ ก็รู้จักดีจนเรียกเขาอย่างสนิทปากว่า “พี่จิก” ซึ่งในงาน
Creative Unfold 2008 นี้ เขาเผยที่มาของความคิดสร้างสรรค์ที่เขานำมาใช้ในงานต่างๆ ผ่าน “7 วิธีตีหิน”
(ดูรายละเอียดได้ใน live blogging) ที่ชวนหัวและชวนนำไปต่อยอดได้อีกเยอะ แต่ในตอนนี้เราขอคุยกับเขา
ถึงมุมมองอื่นๆ ในชีวิตที่ทำให้เขาเป็น “ประภาส ชลศรานนท์” ได้ในวันนี้

ตอนเป็นเด็กคุณชอบเล่นของเล่นพวกไหน
ก็เปลี่ยนไปตามวัย สมัยผมเด็กๆ ของเล่นไม่เยอะเท่าสมัยนี้ เราก็จะเล่นของเล่นพื้นๆ ที่หาได้ตามข้างโรงเรียน
อย่างพวกของเล่นไม้ ของเล่นสังกะสี หรือหนังยาง ส่วนที่จะไปเกี่ยวกับจินตนาการ เราก็เล่นสมมติเป็นต้นหน
เรือ เป็นกัปตันอะไรไปเรื่อย

หากมองย้อนกลับไปในการชีวิตการทำงานของคุณ  คุณคิดว่า  การศึกษาในระบบโรงเรียนนั้นเอื้อ
ประโยชน์ต่อการทำงานของคุณหรือไม่ อย่างไร
การศึกษาในระบบโรงเรียนจำเป็นนะครับ  เพราะเราต้องปรับไปตามการเปลี่ยนแปลงของโลก   จึงต้องเริ่มที่
โรงเรียนก่อน

ถ้าพูดถึงการเรียนรู้นอกระบบล่ะ
ผมว่าในบ้านเรายังไม่ได้มีองค์กรการเรียนรู้นอกระบบที่พร้อมเท่าไรนัก แต่ถ้าให้มองจริงๆ การเรียนรู้จากพ่อ
แม่ก็ใช่  ห้องสมุดก็ใช่นะครับ  โดยตัวผมเองเรียนมาในสายศิลปะและการออกแบบก็จริง  แต่ตัวเองไปสนใจ
เรื่องหนังสือ เรื่องเพลง เรื่องภาพยนตร์ ก็ไปหาความรู้เองจากการทำเวิร์คช็อปบ้าง ไปร่วมทำงานในกิจกรรม
ต่างๆ บ้าง การไปทำงานจริงผมถือว่าเป็นการเรียนรู้ที่ดีมากๆ ไม่ว่าจะไปทำเพลง ทำละคร หรือเป็นฟรีแลนซ์
รับเขียนภาพประกอบเพื่อเรียนรู้การทำหนังสือ ถือว่าได้ความรู้เยอะมาก ไม่แพ้การเรียนในโรงเรียน

คุณคิดว่าผู้คนอย่างเราๆ สามารถมีส่วนร่วมในเรื่อง “Creative Economy” ได้อย่างไรบ้าง
ก็ต้องบอกว่าเป็นการมีส่วนร่วมคนละนิดคนละหน่อยนะ  ไม่ใช่ว่าไม่มีผลเลย  หรือจะบอกว่ามีผลแรงก็ไม่ได้
บางทีรัฐบาลก็ทำให้เราท้อ บางทีรัฐบาลก็ทำให้เรามีกำลังใจ ก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แต่อย่าไปคิดว่าตัวเอง
ไม่มีส่วนใดๆ คนที่ทำงานเยอะ  มีแรงมีพลังเยอะก็สร้างสิ่งเหล่านี้ออกมาให้คนอื่นๆ  เห็นเป็นแรงบันดาลใจ
สร้างรสนิยมให้เกิดขึ้นได้

prapas2.jpg

คุณเห็นว่า พฤติกรรมการดูโทรทัศน์ของคนไทยเป็นอย่างไร  และได้หยิบยกพฤติกรรมนั้นมาเป็น
เงื่อนไขในการสร้างสรรค์รายการโทรทัศน์หรือไม่ อย่างไรบ้าง
สำหรับวงการโทรทัศน์ไทย เรามีกลุ่มเป้าหมายที่ห่างกันมาก คือ คนเมืองกับคนชนบทนี่ดูโทรทัศน์ต่างกัน
มากเลย คนเมืองในแต่ละวัยก็ดูโทรทัศน์ต่างกันมากๆ อีก  ต้องว่ากันเป็นประเด็นเป็นกลุ่มไป แต่ผมว่า ช่วง
เวลาที่น่าสนใจมากที่สุดของรายการโทรทัศน์ ก็คือ ช่วงเวลาที่ครอบครัวอยู่ร่วมกัน เพราะเป็นช่วงที่เราจะ
ปลูกฝังอะไรให้กับเด็กๆ ได้

พอคนเสพงานคุณไม่ว่าจะเป็นเพลง หนังสือ หรือรายการทีวี มักจะอุทานว่า “คิดได้อย่างไร?” เรา
อยากถามคำถามนั้นเช่นกัน “คิดได้อย่างไร?” ของคุณมีกระบวนการที่มาอย่างไร
บางอันก็เป็นขั้นตอนไป บางอันก็วาบขึ้นมา หรือบางทีก็เป็นขั้นตอนที่มาจากความคิดที่วาบขึ้นมา ถ้าจะให้แนะ-
นำเด็กรุ่นใหม่ๆ ผมว่าเราต้องเติมไปไปเรื่อยๆ และมีเชื้อเพลิงที่ดี คือ ความรู้ ซึ่งไม่ใช่ความรู้ในห้องเรียนอย่าง
เดียว อย่างอื่นก็เป็นการสอนไปในตัว อย่างที่ไอน์สไตน์กล่าวไว้ว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” นั่นไม่ใช่ว่า
ความรู้ไม่สำคัญนะ  ต้องมีความรู้ก่อน  สำหรับตัวผมไม่มีกระบวนการตายตัวหรอก  ถ้าจะมีมันก็เกิดขึ้นอย่าง-
อัตโนมัติมาก

ในความคิดของคุณ มีตัวอย่างวัฒนธรรมไทยร่วมสมัยอะไรที่สามารถ “ขาย” ได้ในตลาดโลก
ผมว่าทุกชาติมีหมดนะ วัฒนธรรมร่วมสมัยที่เป็นสิ่งสากลสามารถนำมาขายได้ วัฒนธรรมร่วมสมัยในปัจจุบันก็
ล้วนแต่ต่อยอดมาจากสิ่งอื่นหรือสิ่งดั้งเดิม อย่างวัฒนธรรมที่เป็นของอเมริกันเอง เช่นเพลงบลูส์ หรือร็อคแอนด์-
โรล ก็มีที่มาจากอดีตแล้วพัฒนาต่อยอดขึ้นไป ของไทยเราก็มีเพลงจังหวะมันส์ๆ ที่สามารถขายได้ แต่เรื่องนี้
ต้องคุยกันยาวนะครับ เราต้องมานั่งถกกันและค่อยๆ แกะปมทีละปม ถ้าเราบอกว่า การ์ตูนญี่ปุ่นนี่เป็นวัฒนธรรม
หลักของเขา เป็นจุดขายของเขาเลย เราก็ต้องมาดู เช่น การ์ตูนเรื่องเจ้าหนูอะตอมก็มีที่มาจากมิกกี้เมาส์ ก็มา
จากฝรั่ง แต่ทุกวันนี้มันกลายเป็นของญี่ปุ่นแท้เลย ผมว่าทุกอย่างมันเป็นการต่อยอด ไม่มีใครลอกใครหรอก

ในทัศนคติของคุณ คิดว่า Creative City สำหรับกรุงเทพฯ เป็นอย่างไรบ้าง
ผมชอบใจบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ ถ้าพูดถึงเรื่องนี้ผมจะเห็นภาพที่นั่นชัด ผมคิดถึงริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีสถา-
ปัตยกรรมใหม่เข้าไปแทรกอยู่ มีความร่วมสมัยเข้าไปแทรกอยู่  ผมคิดถึงบรรยากาศเยอะเหมือนกันนะ  คิดถึง
มหาวิทยาลัยศิลปะที่อยู่ในบริเวณนั้น ก็น่าจะมีมหาวิทยาลัยศิลปะเยอะขึ้นอีก อยากให้มีเป็นย่านที่มีมหาวิทยา-
ลัยศิลปะรวมกัน เป็นย่านของความสร้างสรรค์โดยเฉพาะ ตอนนี้ผมเห็นกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ไม่มีที่เดินเที่ยว
ต้องเดินห้างเท่านั้น ผมอยากให้มีบริเวณที่เป็นที่เดินเล่น ให้คนมาทำกิจกรรมอื่นๆ กันมากขึ้น อาจจะมีพิพิธภัณฑ์
ศิลปะสมัยใหม่ก็ได้ หรือเป็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ก็ได้ อยู่ใกล้ๆ กันหมดเลย โดยที่ไม่ต้องเกี่ยวกับการค้ามาก
ผมอยากเห็นภาพแบบนั้นมากกว่า


Tags: ,
Post by: Asira Category: Interview, Window into the World, Today's Highlights Comment: Comments Off
รับสมัคร Project Coordinator ของ เทศกาลนามบัตร (Name Card Festival)
November 20th, 2008
namecard3.jpg 

ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ Thailand Creative & Design Center (TCDC) และ TCDCCONNECT
รับสมัคร Project Coordinator

หน้าที่ความรับผิดชอบ
-ดูแลรับผิดชอบและจัดระเบียบงานของแผงนามบัตรได้อย่างเป็นระบบ
-จัดหานามบัตรเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง
-จัดเก็บข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์พื้นฐาน(Microsoft Word ,Excel)
-กำหนดกระบวนการ ขั้นตอน และจัดตารางปฏิบัติงาน พร้อมทั้งออกนอกสถานที่เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการ
-ติดต่อประสานงานร่วมมือกับองค์กรที่เกี่ยวข้อง(Stage Government)
-ติดตามผลการตอบรับ(feedback) รวมทั้งจัดส่งตามข้อตกลง
-ตอบคำถามทางโทรศัพท์ จดหมาย และ E-mail

คุณสมบัติ
-ไม่จำกัดเพศ และ อายุ
-วุฒิปริญญาตรี  ไม่จำกัดสาขา
-ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์
-มีใจรักในการบริการ
-มีความสามารถในการสื่อสารดี
-มนุษย์สัมพันธ์ดี - บุคลิกภาพดี
-มีความรับผิดชอบสูง และ ละเอียดรอบคอบ
-ตรงต่อเวลา

ติดต่อ : คุณจริยดี(เปิ้ล) หรือ คุณชวิพร(โบว์)
ที่อยู่ : 622 เอ็มโพเรียม ทาวเวอร์ ชั้น 24 ถ.สุขุมวิท 24 คลองตัน คลองเตย กทม. 10110
โทร. : 02-664-7667 ต่อ 101
Email  : chawiporn@tcdc.or.th
Homepage : www.tcdc.or.th , www.tcdcconnect.com
 

Post by: Sureerat Category: Biz Matching, Community Playground, Today's Highlights Comment: Comments Off
ประกวดการออกแบบในโครงการ “Design to Improve Life” ชิงรางวัล INDEX: AWARD รวมมูลค่ากว่า 25 ล้านบาท
November 19th, 2008
index_contest.jpgINDEX ขอเชิญชวนนักออกแบบและผู้สนใจ ส่งผลงานเข้าประกวดรางวัล
การออกแบบระดับโลก INDEX: AWARD 2009
ภายใต้หัวข้อ Design to Improve Life
โดยแบ่งเป็น 5 สาขาคือ BODY, HOME, WORK, PLAY and COMMUNITY
ชิงเงินรางวัลสาขาละ 100,000 ยูโร
ลงทะเบียนเข้าร่วมการประกวดได้ที่ http://www.indexaward.dk/
หรือสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ nominations@indexaward.dk
หมดเขตวันที่ 8 ธันวาคม 2551
Post by: Chatcharapon Category: Contests & Awards, Community Playground Comment: Comments Off
หอมกลิ่นกาแฟที่บ้านแม่กำปอง
November 19th, 2008
gam_phong1.jpg

หมู่บ้านเล็กๆ ที่ชื่อว่า  ”แม่กำปอง”  ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาของกิ่งอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นแหล่งเพาะปลูก
กาแฟพันธุ์อาราบิก้าชั้นดี  เนื่องจากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมบนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่า 1300 เมตร
มีอากาศเย็นฉ่ำตลอดทั้งปี ชาวบ้านที่นี่ใช้วิถีการปลูกกาแฟแบบธรรมชาติและปลอดสารพิษ ทำให้ผลผลิตกาแฟมีคุณ-
ภาพล้ำเลิศทั้งในด้านรสชาติและความหอมหวล ไม่แพ้เมล็ดกาแฟจากแหล่งใดในโลก


อ่านต่อ…

Post by: Rathasiam Category: Creative Business, Window into the World, Today's Highlights Comment: Comments Off