‘DIY Fashion’ เทรนด์ร้อนมาแรงในโลกแฟชั่นยุคเปลี่ยนผ่าน

คำว่า Do it Yourself หรือ DIY เป็นคำที่เราทุกคนคุ้นเคยกันมานานแล้ว แต่หากจะให้อธิบายอย่างเป็นทางการ โดยอ้างอิงจากกิจกรรม Your DIY Life ของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร  คำว่า DIY นี้ ก็หมายถึง “การริเริ่มทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยตัวเองโดยที่ไม่ต้องคอยพึ่งพาความช่วยเหลือหรือความเชี่ยวชาญจากผู้อื่น” และหากเรามองย้อนกลับไปในอดีตก็จะพบว่า วิถี DIY นี้อยู่คู่กับมนุษยชาติมาแต่ไหนแต่ไร อาจจะด้วยชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปเท่านั้นเอง 

วันนี้เราลองมาสำรวจการพัฒนาทักษะส่วนบุคคล ที่พัฒนาขึ้นจากความเป็นปัจเจกไปสู่รูปแบบการสร้างสรรค์ต่างๆ มากมายกันดูดีกว่า

TrendFashion01.jpg

แฟชั่นของเราเอง - คิดเอง ทำเอง ใส่เอง (และขายเองด้วย)

การลงมือประดิษฐ์ของใช้ต่างๆ ด้วยตนเอง เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า จากความชอบและประสบการณ์ส่วนตัวนั้น ย่อมทำให้เกิดผลงานที่มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ  สังเกตว่าคนที่ชื่นชอบการประดิษฐ์เป็นชีวิตจิตใจ และพัฒนาทักษะด้านนี้อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะไม่ได้เป็นนักออกแบบแฟชั่นโดยตรง ก็จะสามารถสร้างสรรค์เสื้อผ้าด้วยเทคนิคต่างๆ ได้อย่างน่าประทับใจ  ด้วยเหตุนี้เราจึงพบเห็นคนกลุ่มนี้ผันตัวเองมาสู่การเป็น ‘Fashion DIYer’ กันมากขึ้น ทั้งทำใส่เอง และทำขายแบบแฮนด์เมดในสไตล์ต่างๆ  ซึ่ง Brent Luvaas นักวิจัยด้าน DIY Fashion จาก Drexel University (สหรัฐอเมริกา) ได้นิยามเสื้อผ้าลักษณะนี้ว่าเป็น ‘Indie Fashion’ (หรือ Independent Fashion) จากคุณสมบัติสำคัญเฉพาะตัว ใน 4 เรื่อง ซึ่งก็คือ 1) Unique - มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร  2) Creative - เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ 3) Low budget - ต้นทุนต่ำ และ 4) Low production - ผลิตในจำนวนจำกัด

TrendFashion02.jpg

และจากการสำรวจของเว็บไซต์ขายสินค้า DIY ชื่อดังของไทยอย่าง www.blisby.com ก็พบว่า ตลาดและช่องทางการขายที่สำคัญของสินค้าในกลุ่มนี้ ก็มีเช่น ตลาดนัดรวมงานศิลปะ (Art Market) และตลาด ที่มีสินค้าปะปนกันระหว่างสินค้าทำมือและสินค้ามือสองคุณภาพดี (Flea Market) โดยมักจะตั้งอยู่ตามสถานที่แฮงค์เอ๊าท์เก๋ๆ ทั้งในกรุงเทพและในเมืองท่องเที่ยว ยกตัวอย่างเช่น Aree Garden Saturday Market ซอยอารีย์สัมพันธ์, ตลาดนัด Little Tree นครปฐม หรือ ตลาดนัดวินเทจสไตล์อเมริกัน Made by Legacy เป็นต้น

TrendFashion03.jpg

โอกาสของแฟชั่น DIY จากเทคโนโลยีสมัยใหม่

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าแนวคิดของวัฒนธรรม DIY นี้เป็นสิ่งที่ท้าทายและนำเราไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้เสมอ เพราะมันคือการดึงเอาศักยภาพภายในของผู้คนในระดับปัจเจกออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในแง่มุมที่กว้างขึ้น และเมื่อวิถีแห่ง DIY กำลังถูกเปิดกว้างขึ้นเรื่อยๆ จากพัฒนาการของเทคโนโลยี  สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คืองานสร้างสรรค์แฟชั่น DIY ที่ทั้งสดใหม่ และหลากหลาย อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน  เริ่มตั้งแต่เสื้อยืดธรรมดาๆ ที่ถูกนำมา ‘รี-ดีไซน์’ ใหม่  เรื่อยไปจนถึงเสื้อผ้าสวยแปลกแหวกแนวแบบ wearable art เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ตลาดปัจจุบันของสินค้ากลุ่มนี้ยังกระจุกอยู่ในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นนอกกระแส ซึ่งตามทัศนคติของ Brent Luvaas แล้ว เขาจัดประชากรกลุ่มนี้ว่าอยู่ใน ‘วัฒนธรรมอินดี้’ (Indie culture) ดังนั้นหากจะมองในแง่ของศักยภาพเชิงธุรกิจ DIY Fashion ก็อาจยังไม่ใช่คำตอบที่ง่ายที่สุดสำหรับกาทำธุรกิจเต็มรูปแบบ เนื่องจากยอดขายและผลกำไรนั้นอาจจะยังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับการทำแฟชั่นให้ตลาดกระแสหลัก 

TrendFashion04.jpg
แต่สำหรับในตลาดต่างประเทศ (ที่ธุรกิจแฟชั่นเติบโตสูงมาก) การนำแนวคิด DIY มาปรับใช้กับธุรกิจแฟชั่น ก็มีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในแง่ยอดขายให้เห็นบ้างแล้ว อาทิ การที่แบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Issey Miyake นำเอาหลักคิดของการ DIY มาต่อยอดร่วมกับเทคโนโลยีการผลิตสิ่งทอขั้นสูง จนเกิดเป็นสินค้าไลน์ใหม่ที่ชื่อ A Piece Of Cloth (หรือ A-POC) อันโด่งดัง   A-POC ถือเป็นแฟชั่นสุดล้ำที่สร้างสรรค์ขึ้นจากกระบวนการแบบ DIY โดยใช้การตัดผ้าเพียงผืนเดียวตามแบบตัดเย็บที่มีมาให้ คุณก็จะได้เสื้อผ้าที่สวมใส่ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านการเย็บจักรด้วยซ้ำ ความสร้างสรรค์แหวกแนวของสินค้าไลน์นี้ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านนวัตกรรมของ Issey Miyake อย่างมาก แถมยังเป็นการสร้าง ‘กระบวนการมีส่วนร่วม’ (Co-creation) ระหว่างผู้ใช้และตัวสินค้าได้อย่างแนบเนียนด้วย 

TrendFashion05.jpg

ธุรกิจแฟชั่น และกลยุทธ์ ‘การมีส่วนร่วม’ ของลูกค้า

อีกกรณีศึกษาหนึ่งที่ได้นำเอาแนวคิด DIY ไปปรับใช้กับกลุ่มผู้บริโภคกระแสหลักจนประสบความสำเร็จ ก็คือ กรณีที่แบรนด์ YRSTORE นำเอาจุดแข็งของ DIY Fashion (ความสดใหม่ ไม่ซ้ำใคร ไม่โหล) ไปผนวกกับแนวคิดเรื่อง Co-Creation (หรือการสร้างสรรค์ร่วมกันกับลูกค้า) บนความเชื่อที่ว่า ‘ผู้บริโภคปัจจุบันมองแบรนด์แฟชั่นเป็นเสมือนแพลทฟอร์มใหม่เพื่อความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง’ ซึ่งภายใต้กรอบความคิดนี้ YRSTORE ก็ได้สร้างกระแส Co-creating DIY Fashion ด้วยการจัดเตรียม ‘ระบบปฏิบัติการ’ ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้า (ที่ไม่มีทักษะด้านแฟชั่นหรือศิลปะ) มีโอกาสทำเสื้อผ้าของตัวเองขึ้นอย่างสวยงามในราคาที่เอื้อมถึง YRSTORE เปิดบูทเล็กๆ ขึ้นตามห้างสรรพสินค้าและย่านแฟชั่นต่างๆ นำเสนอทั้งความสะดวกและสนุก ทั้งยังมีการขายผ่านระบบออนไลน์ และร่วมมือกับแบรนด์แฟชั่นอื่นๆ เช่น Topman เพื่อนำเสนอประสบการณ์รูปแบบใหม่นี้ให้ขยายไปในวงที่กว้างขึ้น

สรุปหัวใจสู่ความสำเร็จเชิงธุรกิจ 
เมื่อ DIY Fashion ผนวกรวมกับแนวคิดเรื่อง Co-creation แล้ว จะนำไปสู่ผลลัพธ์ใน 4 ด้านที่สำคัญ คือ 
1) Create self-identity ตอบโจทย์เรื่องการสร้างอัตลักษณ์แฟชั่นส่วนบุคคล
2) Customize สนองความต้องการเฉพาะตัวได้แบบทันที ง่ายดาย และทั่วถึง ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
3) Participation สร้างความผูกพันและการมีส่วนร่วมระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ ทำให้ลูกค้ารู้สึกมีอำนาจ และภาคภูมิใจจากการสร้างสรรค์ของตนเอง
4) Mass market สามารถพัฒนาเป็นธุรกิจให้กับคนหมู่มาก นำไปสู่โอกาสการทำกำไรและความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว

เกร็ดคิดปิดท้าย

อย่าลืมว่าธรรมชาติของธุรกิจแฟชั่นนั้นต้องปรับตัวตามความต้องการของผู้บริโภคและสภาพแวดล้อมทางการตลาดอยู่เสมอ  เหมือนยุคหนึ่งที่ธุรกิจเคยมุ่งเน้นการทำตลาดแบบ Production Based (ผู้ผลิตเป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดทิศทาง) ปัจจุบันก็ได้เปลี่ยนผ่านมาสู่ยุคที่ผู้บริโภคก้าวขึ้นมากุมอำนาจ (และเป็นผู้กำหนดทิศทาง) แทนแล้ว  ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ผลักดันให้ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคต้องแสวงหา ‘สมดุลใหม่’ เพื่อจะสร้างความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย  เราอยากให้ผู้ประกอบการแฟชั่นไทยหันมอง ‘ค่านิยม’ ที่เปลี่ยนไปนี้ด้วยสายตาที่เปิดกว้าง  มองมันเป็นโอกาสในการก้าวสู่น่านน้ำใหม่ (มากกว่าจะเป็นอุปสรรค) รวมทั้งกล้าลองที่จะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาพัฒนาโมเดลธุรกิจให้สอดคล้อง  เพราะถ้าทำได้…เค้กก้อนใหญ่ในตลาดแฟชั่นก็คงจะไม่หนีไปจากหน้าตักของคุณแน่  

อ้างอิง
blisby.com
marketingmagazine.co.uk
DIY Style: Fashion, Music and Global Digital Cultures (Dress, Body, Culture) โดย Brent Luvaas
Material Interventions: Indonesian DIY Fashion and the Regime of the Global Brand โดย Brent Luvaas

เครดิตภาพ
A POC PROJECT :  https://lizciokajlo.wordpress.com/2011/06/11/465/a-poc/
YR Store : http://coffinoncake.blogspot.com/2013/09/yr-x-patternity.html
Creative Commons : https://www.flickr.com/creativecommons

Posted on 21 December 2015

Written By
Designer & Creative
Share

Comments