คุยกับ Apostrophy’s เมื่อดิสเพลย์ดีไซน์ในปัจจุบันไม่ใช่แค่การออกแบบหน้าร้าน

display design creative common

เวลาเราไปชอปปิ้ง สิ่งที่ดึงดูดสายตานั้นไม่ใช่แค่ความสะดุดตาของสินค้า แต่อยู่ที่การจัดวางซึ่งนำเสนอสินค้านั้นด้วย การออกแบบหน้าร้านหรือการออกแบบดิสเพลย์ (Display Design) ทำหน้าที่เล่าเรื่องราวของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ด้วยการออกแบบที่คิดมาเป็นอย่างดี และดิสเพลย์ดีไซน์ในปัจจุบันก็ไม่ใช่แค่การออกแบบหน้าร้าน หรือจัดวางสินค้าเท่านั้น แต่ยังมีเทคโนโลยีอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อตอบสนองกับการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันด้วย 

TCDCCONNECT ได้พูดคุยกับคุณเบียร์ - พันธวิศ ลวเรืองโชค ผู้ก่อตั้ง Apostrophy's ดีไซน์สตูดิโอที่ทำงานออกแบบหลากหลายสาขา โดยนำองค์ความรู้แบบสหสาขาวิชามาหลอมรวมจนกลายเป็นงานดีไซน์ที่มีมิติด้านศิลปะและคอนเทนต์สูง ดิสเพลย์ดีไซน์ก็เป็นอีกหนึ่งสายการออกแบบที่ Apostrophy's ชำนาญการ ฉะนั้น มาทำความรู้จักงานสาขานี้ผ่านมุมมองของผู้มีประสบการณ์กัน


interactie.jpg

Display Design คืออะไร 

ดิสเพลย์ดีไซน์เป็นการจัดแสดงของให้ลูกค้าหรือผู้พบเห็นเข้าใจสารที่ต้องการสื่อให้เร็วที่สุด เข้าถึงคนอย่างรวดเร็ว จึงเป็นศาสตร์ของการใช้กลยุทธ์ การตลาด ธุรกิจ บริบทแวดล้อม พฤติกรรมมนุษย์ เข้ามาร่วมกับศิลปะการออกแบบการจัดวาง ดิสเพลย์จึงที่ดีต้องมี 3 คุณสมบัติคือ 1. ต้องดึงดูดความสนใจ 2. ต้องซ่อนคอนเทนต์ของสินค้าเอาไว้ และ 3. ต้องกระตุ้นความต้องการที่มีต่อสินค้านั้น

ในอดีต ดิสเพลย์ทำหน้าที่เพียงจัดแสดง เพื่อเข้าถึงคนอย่างรวดเร็ว และกระตุ้นให้เกิดความต้องการในสินค้า ผ่านการมองดูสิ่งที่จัดแสดงอยู่ตรงหน้า ซึ่งเรียกว่าการตกแต่งหน้าร้าน (Visual Merchandising) ไม่ว่าลูกค้าจะซื้อหรือไม่ก็ตาม หน้าร้านก็ต้องทำให้รู้สึกว่าน่าใช้ น่ามีไว้ในครอบครอง 


experience

แต่ปัจจุบันดิสเพลย์ดีไซน์ได้พัฒนาไปอีกขั้น ไม่เพียงแค่กระตุ้นความต้องการผ่านภาพเท่านั้น เพราะตอนนี้ใครๆ ก็สามารถเห็นภาพได้ผ่านอินเตอร์เน็ต ดิสเพลย์ดีไซน์จึงต้องสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าสัมผัส ยุคต่อมาจึงเป็น Experience Merchandise คือการจัดวางเพื่อให้ประสบการณ์แก่ผู้ดู โดยที่อาจไม่รู้เลยว่านี่คือดิสเพลย์สินค้า การได้สัมผัสและมีประสบการณ์ร่วมนี้ เป็นศาสตร์ที่ผสมผสานความเป็นศิลปะเข้าไปในการค้า ไม่ใช่โฆษณาที่โจ่งแจ้ง แต่ยังสามารถรับข้อความของสินค้าต้องการสื่อได้ และเกิดผลดีกับผู้คนในปัจจุบัน ซึ่งไม่ชอบโฆษณาที่ชัดแจ้งเกินไป การสื่อสารอย่างกลมกลืนจะทำให้ผู้ดูเกิดความรู้สึกที่ดีต่อผลิตภัณฑ์มากกว่า

สังคม 10 วิ กับแพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่มากกว่าหน้าร้าน

ปัจจุบัน งานดิสเพลย์ไม่ใช่แค่การมองเห็นหน้าร้าน แต่จะต้องคิดถึงการต่อยอดไปสู่แพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น ในยุคที่มีการถ่ายวิดีโอแชร์ในสื่อโซเชียล การออกแบบก็ต้องคำนึงถึงข้อจำกัดของแต่ละแพลตฟอร์ม เช่น Instagram ซึ่งเล่นวิดีโอได้ 10 วินาที นักออกแบบก็ต้องจัดดิสเพลย์ให้คนถ่ายและเห็นได้ครบภายใน 10 วินาที หรือว่าต้องจัดให้สะดุดตา ที่เมื่อมีการแชร์ออกไป ก็ต้องจับคนดูให้อยู่หมัดภายใน 5 วินาที ต้องเร็วขึ้น ไม่เหมือนเมื่อก่อน ที่คนสนใจหน้าร้านก็สามารถหยุดดูได้นานตามต้องการ แต่ปัจจุบันไม่ว่าอะไรก็สัมพันธ์กับสื่อดิจิทัล ฉะนั้น ดิสเพลย์ที่ดีต้องดึงความสนใจของผู้คนให้ได้ภายใน 10 วินาที


12308725_10153690746674318_5273940778990764965_n.jpg

กระบวนการการออกแบบดิสเพลย์

การออกแบบดิสเพลย์ไม่มีขั้นตอนตายตัว แต่หลักๆ คือ หลังจากรับบริฟมาแล้ว อันดับแรกต้องทำการศึกษาวิจัยสินค้าก่อน เพราะสินค้าและบริการนั้นเปลี่ยนไปทุกวัน จึงต้องเริ่มต้นที่การทำความเข้าใจสินค้าหรือบริการให้ดีก่อน
ขั้นต่อมาคือการระดมสมอง ซึ่งในทีมระดมสมองต้องมีกลุ่มผู้ใช้งาน กลุ่มเป้าหมาย หรือกลุ่มตัวอย่างอยู่ด้วยเสมอ เพื่อวิจัยพฤติกรรมผู้ใช้ หรือทดลองว่าวิธิการที่ออกแบบนี้ สามารถทำให้กลุ่มตัวอย่างเข้าใจได้หรือเปล่า นำไปสู่ข้อมูลที่จะนำมาใช้ในการออกแบบและพัฒนาดีไซน์

ขั้นตอนถัดไปคือการออกแบบและนำเสนอดีไซน์ โดยต้องมีตัวเลือกให้ลูกค้าได้เลือก จากนั้นก็ไปถึงขั้นตอนพัฒนาแบบ ไปจนถึงผลิตเป็นดิสเพลย์จริง 

instragram.jpg

แต่งานของดิสเพลย์ดีไซน์ยังไม่จบแค่นั้น ยังต้องมีการวัดผล เพราะงานนี้เกี่ยวกับยอดขาย จึงต้องมีการวัดผลว่าคนดูจริงหรือไม่ ยอดคนดูเท่าไหร่ คนเล่นกิจกรรมเท่าไหร่ ฯลฯ โดยละเอียด เพื่อนำไปใช้สำหรับครั้งต่อไป ดิสเพลย์เป็นเรื่องที่ลูกค้าต้องลงทุน ก็ย่อมถามหาผล และมีการตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะต้องให้ได้ยอดเท่าไหร่ สำหรับ Apostrophy's การันตีว่าคนจะเห็นอย่างน้อยๆ 600,000 คน ซึ่งต้องทำให้ได้ และทำถึงเสมอ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า

ฉะนั้น เราจึงมีการประสานเรื่องแพลตฟอร์มทางเทคโนโลยีและทางสื่อเข้าไว้ด้วย ทางเทคโนโลยี ใช้เมื่อเราต้องการเข้าถึงคนอย่างรวดเร็ว ดึงคนเข้ามามีปฏิสัมพันธ์ ก็ต้องใช้เทคโนโลยีทันสมัย ถ้าเป็นแพลตฟอร์มทางสื่อ เราจะใช้การกระจายเนื้อหาเป็นหลัก


ธุรกิจใดบ้างที่ต้องการดิสเพลย์

ดิสเพลย์ดีไซน์เป็นสิ่งจำเป็นต่อทุกธุรกิจ ไม่ว่าธุรกิจขนาดใด ก็ต้องทำสินค้าให้น่าซื้อ ไม่ว่าจะเป็นรีเทล หรือธุรกิจขนาดเล็กที่ขายตามตลาดนัดวันหยุด ก็ต้องมีเรื่องของการจัดวางผลิตภัณฑ์ที่ดึงดูด มีลำดับการวางที่มองเห็นง่าย ซึ่งต้องใช้ทักษะของดิสเพลย์ดีไซน์เช่นกัน ในขณะที่ธุรกิจสเกลใหญ่ซึ่งมีการตลาดซึ่งสื่อสารในระดับแมส และเข้าถึงให้กลุ่มเป้าหมายโดยตรง ดิสเพลย์ก็เป็นส่วนสำคัญในการตลาดนั้น เช่น ดิสเพลย์ดีไซน์ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก็คือบ้านตัวอย่าง ห้องตัวอย่าง ที่ช่วยให้ลูกค้าได้สัมผัสกับสินค้าโดยตรง


532911_10152765971849318_9177186690759080013_n.jpg

จะว่าจ้างออกแบบดิสเพลย์ลูกค้าต้องรู้อะไรเกี่ยวกับงานนี้บ้าง

ดิสเพลย์ดีไซน์เป็นส่วนหนึ่งของการโฆษณา ฉะนั้นลูกค้าก็ต้องมีผลิตภัณฑ์ ข้อมูลผลิตภัณฑ์ กลุ่มเป้าหมาย แผนการตลาด หากเป็นธุรกิจใหญ่ที่มีแผนโฆษณาในหลายสื่อ ก็ต้องระบุว่าดิสเพลย์ดีไซน์จะไปอยู่ส่วนไหนของแผน ต้องมีการเล่าเรื่องต่อเนื่องกันหรือไม่ สามารถเข้าไปอยู่ในแพลตฟอร์มใดได้บ้าง เพื่อจะเข้าถึงกลุ่มลูกค้า

วิธีคิดราคาของงานดิสเพลย์ดีไซน์

การคิดค่าจ้างของงานนี้มีความเฉพาะตัวมาก ต้องเข้าใจว่า เป้าหมายดิสเพลย์ดีไซน์ที่ดีคือต้องทำหน้าที่กระตุ้นยอดขาย นี่คือเรื่องธุรกิจ ฉะนั้น การคิดราคาก็ต้องเกี่ยวกับยอดขายด้วย เพราะการจะกระตุ้นยอดขายให้ได้ ไม่ใช่อยู่บนดิสเพลย์ดีไซน์อย่างเดียว ต้องอาศัยเครื่องมือการตลาดอื่นๆ มาแวดล้อมด้วย ฉะนั้น จึงต้องคิดราคาตามยอดขาย ว่าสินค้านั้นต้องการขายออกไปสู่กลุ่มเป้าหมายใด แมสแค่ไหน ยอดขายระดับใด ต้องการเครื่องมือการตลาดอื่นๆ มาแวดล้อมมากน้อยแค่ไหนหรือไม่ คือไม่ใช่คิดกันเป็นตารางเมตร ฉะนั้น งานของนักออกแบบดิสเพลย์จึงไม่ใช่แค่รู้เรื่องดีไซน์ แต่ยังต้องรู้เรื่องธุรกิจและการตลาดอย่างดีด้วย


View_profile.jpg





เครดิตภาพ 
apostrophys.com
facebook.com/apostrophys

Posted on 4 December 2015

Written By
Designer & Creative
  • Bangkok, Thailand

  • About the article
    6 5,957

Share

Comments