ธุรกิจแฟชั่นต้องปรับตัวอย่างไร เมื่อโลกทั้งใบวิ่งหา ‘ความยั่งยืน’

Brand-670.jpg


แนวคิดการพัฒนาธุรกิจแฟชั่นอย่างยั่งยืนเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในช่วงศตวรรษที่ 21 จากข้อปัญหาหลายๆ ข้อที่เกิดขึ้นซ้ำซากในอุตสาหกรรมแฟชั่น อาทิ การละเมิดแรงงานจากสารเคมีที่เป็นพิษ ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้ผลักดันให้เกิดความตระหนักและนำมาซึ่งการค้นหาวิธีการที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมแฟชั่นทั้งระบบ  เพื่อว่าในอนาคตนั้นวงจรการผลิตของอุตสาหกรรมนี้จะมีความเป็นมิตรกับระบบนิเวศน์ได้มากขึ้น ทั้งในแง่มุมของธรรมชาติ ทรัพยากร แรงงาน และวิถีชีวิตของมนุษย์ด้วย


Sustain.jpg


ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมาอุตสาหกรรมแฟชั่น (ที่สร้างเม็ดเงินกว่าห้าสิบล้านล้านบาทต่อปี) ได้สร้างผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมไว้มากมาย ผนวกกับวิกฤติการณ์ร้ายแรงที่โลกของเรากำลังเผชิญอยู่ อันได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขาดแคลนทรัพยากร การเติบโตของประชากรและสังคมเมือง ฯลฯ เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นไปในอุตสาหกรรมแฟชั่น เช่น เกิดภาวะการขาดแคลนวัสดุจากสภาพอากาศที่แปรปรวน, ลักษณะความต้องการของแรงงานเปลี่ยนไปจากการขยับของห่วงโซ่อุปทาน,  เทคโนโลยีเกิดใหม่ทำให้วิถีการผลิตและการจำหน่ายเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน, การขาดแคลนพลังงานและน้ำส่งผลต่อวิถีการบริโภค ฯลฯ  มันจึงถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจแฟชั่นจะต้องออกแบบเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อวางวิถีทางสู่อนาคต และนำพาอุตสาหกรรมทั้งระบบให้ดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน สอดรับกับวิกฤตการณ์ต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น


HnM_Sustain.jpg

กรณีศึกษา H&M Conscious

ล่าสุดแบรนด์ยักษ์ใหญ่ในโลกแฟชั่นอย่าง H&M ได้ออกตัวตอบรับกับกระแสความท้าทายนี้แล้ว โดยได้สร้างสรรค์แคมเปญ H&M Conscious ขึ้น กำหนดจุดยืนสำคัญ 7 ข้อที่เป็นภาระผูกพันกับผู้บริโภค ดังต่อไปนี้ 
1. มุ่งมั่นที่จะผลิตสินค้าแฟชั่นด้วยความเอาใจใส่  ริเริ่มทำฉลากสินค้าที่สนับสนุนวิถีการบริโภคอย่างยั่งยืน (ภายใต้สัญลักษณ์ Clevercare) เช่น มีคำอธิบายผลกระทบของการซักผ้าที่อุณหภูมิ 30 องศาเปรียบเทียบกับ 60 องศา เป็นต้น 
2. ย้ายฐานการผลิตสินค้าบางส่วนไปในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก โดยมุ่งหวังจะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างงานสร้างอาชีพ และเป็นบันไดขั้นแรกสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนยากจน
3. มีความเคารพ ซื่อสัตย์ และมีจริยธรรมเป็นพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งหมายรวมถึงการปกป้องสิทธิมนุษยชน และสนับสนุนความเท่าเทียมในองค์กรด้วย
4. ตระหนักถึงผลกระทบที่ธุรกิจแฟชั่นมีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ชีวิตความเป็นอยู่ และความเป็นไปในสังคมโลก
5. สร้างวิสัยทัศน์สู่ความยั่งยืนด้วยแนวคิด Reduce, Reuse, Recycle และส่งผ่านแรงบันดาลใจเดียวกันนี้ไปยังซัพพลายเออร์ แบรนด์ และลูกค้า 
6. ร่วมมือกับพันธมิตรทุกระดับเพื่อเปลี่ยนแปลงวิธีจัดการน้ำ ลดการสร้างผลกระทบนอกประตูโรงงาน เพื่อประโยชน์ระยะยาวของชุมชน สิ่งแวดล้อม และของธุรกิจเองด้วย (ปัจจุบัน H&M เป็นหนึ่งในผู้ใช้ผ้าฝ้ายออร์แกนิกชั้นนำของโลก)
7. ลงทุนในโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน แก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีความเกี่ยวโยงกับธุรกิจ 


แน่นอนว่าแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับ H&M นี้ ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่มีบทบาทต่อการ ‘เลือกบริโภค’ แฟชั่นในตลาดโลก ดังนั้นแนวทางการดำเนินธุรกิจของเขาย่อมส่งผล ‘มหาศาล’ ต่อทั้งทัศนคติและวิถีทางการบริโภคของผู้คนในอนาคต  เราคิดว่าการได้ยินได้ฟังกระแสความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ น่าจะเป็นเสียงสะท้อนที่ดีให้กับเหล่าธุรกิจแฟชั่นในบ้านเรา เพราะหากเรายังคงแข่งขันกันในเวทีที่มีผลกำไรสูงสุดเป็นตัวตั้ง และมองข้ามบริบทด้านความยั่งยืนไป วงจรชีวิตของธุรกิจแฟชั่นไทยก็คงจะดำเนินไปแบบไม่มั่นคงนัก  เผลอๆ จะหลุดจากวงโคจรของ ‘วัฒนธรรมร่วมสมัย’ ไปแบบไม่ทันตั้งตัว…

…เราอย่ารอให้วันนั้นมาถึงเลย  รีบก้าวเข้ามาบนถนนของความยั่งยืนกันเถอะ


Suatain_fashion.jpg

สรุป 3 หลักการสู่ ‘แฟชั่นยั่งยืน’

ข้อหนึ่ง : ปรับสินค้าแฟชั่นที่มีผลกระทบให้ลดลงและสร้างวงจรชีวิตใหม่ให้กับสินค้า โดยสำรวจสถานการณ์ในทุกแง่มุมของระบบอุตสาหกรรม ตั้งแต่ขั้นตอนการหาวัตถุดิบ การออกแบบ การผลิต การขนส่ง การจำหน่าย ฯลฯ และนำแนวคิดนวัตกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการเหล่านี้มาวางแผน พัฒนา ตลอดจนสร้างวิถีทางใหม่ๆ ร่วมกัน 
ข้อสอง : สร้างแบบจำลองทางธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่เพื่อหาโอกาสในเชิงพาณิชย์ พัฒนาโมเดลการผลิตที่ใช้วัสดุที่น้อยลง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ข้อสาม : มุ่งมั่นสร้างความเปลี่ยนแปลงและแสวงหาความร่วมมือในระดับองค์กร เช่นจากสถาบันการศึกษา สหภาพการค้า องค์กรพัฒนาเอกชน ฯลฯ รวมไปถึงการพัฒนาส่งเสริมรูปแบบการสื่อสารที่ยั่งยืนสู่สังคม




เครดิตภาพ
Creative Commons on Flickr
H&M Conscious
Posted on 14 October 2015

Written By
Designer & Creative

Comments


Written By
Designer & Creative
Share

Comments