นที แสง ‘MAKING THE SHIFT’

เรื่อง: นันท์นรี พานิชกุล  ภาพ: รังสิมันต์ สิทธิพงษ์ 




การเป็นคนมีไอเดียอย่างเดียวแต่ไม่ลงมือทำนั้นไม่มีความหมายในมุมมองของ “นที แสง” เจ้าของและซีอีโอ Makerspace Thailand เมกเกอร์สเปซจากเชียงใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา สำหรับผู้ที่คร่ำหวอดในแวดวงสร้างสรรค์และนวัตกรรมในฐานะผู้ประกอบการดอทคอมมาหลายสิบปีอย่างนที ไม่เพียงแค่จินตนาการที่สำคัญ แต่เป็นจินตนาการบวกกับการกระทำต่างหาก ที่จะสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง พื้นที่อย่างเมกเกอร์สเปซนั้นจึงนับเป็นพื้นที่สำคัญ ในฐานะจุดเริ่มต้นที่เปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีไอเดียได้มาเป็นเมกเกอร์ ได้มาทดลองสร้างงานต้นแบบและลงมือผลิตของที่อาจพลิกโลกอนาคต โลกที่การแบ่งปันและการเข้าถึงทั้งเครื่องมือและองค์ความรู้ คือหัวใจของการสร้างนวัตกรรม



b6f71dbfbd72865ee58a90b3a936ca94.jpg 

คนทั่วไปที่อาจจะไม่คุ้นเคยกับแนวคิดของเมกเกอร์หรือเมกเกอร์สเปซ อาจจะมองว่าเพราะคนไทยเราไม่ชอบทำอะไรเอง คุณเห็นด้วยหรือไม่

ผมได้ยินคนไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนกรุงเทพฯ พูดทำนองนี้เยอะ “คนไทยจริงๆ ไม่ใช่เมกเกอร์” หรือ “คนไทยไม่ใช้คน DIY” แต่ผมไม่เห็นด้วย เมืองไทยเต็มไปด้วยเมกเกอร์ ของที่สร้างอาจจะไม่ได้ดูแฟนซีมากเหมือนที่เราอาจจะเห็นจากเมกเกอร์ในสหรัฐฯ แต่ผมมองว่ามันน่าตื่นตาตื่นใจมากกว่า แล้วนี่ก็เป็นเหตุผลที่ผมเปิดเมกเกอร์สเปซด้วย ลองมองไปรอบๆ สิครับ ทุกคนสร้างอะไรบางอย่างกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งแน่นอนถ้ามองจากมุมของคนที่ผ่านการศึกษาในมหาวิทยาลัย มันอาจจะไม่ได้สวย ไม่ได้ออกแบบมาดี แต่มันเป็นของที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานจริงๆ คำเรียกของพวกนี้ที่พักหลังได้ยินบ่อยหน่อยคือ “เทคโนโลยีชาวบ้าน” สำหรับผม คนที่ทำของพวกนี้ต่างหากที่เป็นเมกเกอร์ตัวจริงของเมืองไทย

สองสามปีหลังๆ ผมเห็นตัวอย่างนวัตกรรมที่น่าสนใจจากท้องถนนของกรุงเทพฯ อย่างร้านรถเข็นไก่ย่างที่ใช้พัดลมมอเตอร์ไฟฟ้าดูดควัน นี่แหละคือ DIY โดยไม่ต้องให้อาจารย์มหาวิทยาลัยสอนว่าจะออกแบบเครื่องดูดอากาศสำหรับรถเข็นขายไก่ย่างยังไง คนไทยเป็นคนช่างคิดช่างประดิษฐ์ เรามีทรัพยากรจำกัด แต่เรารวมสองสิ่งนี้เข้าด้วยกันแล้วสร้างสิ่งประดิษฐ์ออกมาได้ ผมคิดว่าถ้าผมสามารถสร้างเครื่องพิมพ์สามมิติ มีเครื่องเลเซอร์คัตเตอร์หรือเครื่องซีเอ็นซีแมชชีน แล้วเปิดให้เมกเกอร์ไทยเหล่านั้นได้เข้ามาใช้งาน ลองจินตนาการสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาจะสร้างขึ้นสิครับ นั่นอาจจะเป็นปรัชญาในการเปิดพื้นที่ทำงานแบบนี้ในเมืองไทยด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเชียงใหม่ เมืองที่ยังมีพื้นที่ให้เราได้ทดลองสร้างของ สร้างอะไรขึ้นมาแบบจริงๆ จังๆ   


8ab7430c7d51d5ad5409144002ccb490.jpg

มองว่าพื้นที่อย่างเมกเกอร์สเปซเป็นเรื่องของโอกาสการเข้าถึงเครื่องมือในการผลิตอีกแบบหนึ่ง?

ใช่ครับ ปกติเครื่องมือเหล่านี้แพงมากสำหรับคนทั่วไป เครื่องพิมพ์สามมิติของผมราคาเครื่องละ 32,000 บาท แต่ที่อื่นบางเครื่องราคาอาจขึ้นไปเป็น 120,000 บาท เครื่องเลเซอร์คัตเตอร์ที่ผมมีราคาเป็นแสน ใครจะซื้อมาใช้ที่บ้านใช่ไหม แต่ตอนนี้กระแสของโลกกำลังมาทางกระบวนการผลิตแบบดิจิทัล (Digital Fabrication) ที่ช่วยให้การผลิตง่ายขึ้น เราไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยมืออีกต่อไป ให้คอมพิวเตอร์ทำแทน แน่นอนว่างานที่ได้ออกมาไม่สมบูรณ์แบบ ยังต้องลงไม้ลงมือทำอะไรเพิ่มเติมอีก  แต่มันง่ายขึ้นเยอะ  ซึ่งเราอยากให้คนมาลองเล่นกับเครื่องมือ ลองเล่นกับเทคโนโลยี และสร้างสรรค์อะไรบางอย่างขึ้นมาเพื่อให้คนทั่วไปเข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น ผมถึงคิดราคาสมาชิก Makerspace เดือนละ 2,500 บาท คิดค่าใช้เครื่องพิมพ์สามมิติชั่วโมงละ 30 บาท คิดค่าใช้งานเครื่องเลเซอร์คัตเตอร์ชั่วโมงละ 50 บาท แต่ที่อื่นบางที่คิดค่าใช้งานเครื่องพิมพ์สามมิติชั่วโมงละ 200 – 300 บาท เครื่องเลเซอร์คัตเตอร์นี่ปกติแล้วเขาคิดกันนาทีละ 30 บาทนะครับ ใครจะใช้งานเครื่องเล่นๆ ถ้าราคาค่าใช้บริการแพงขนาดนั้น กลับกันถ้ามันชั่วโมงละแค่ 30 บาท คนอาจจะรู้สึกอยากทดลองสร้างอะไรขึ้นมามากกว่า ประเด็นคือ เราอยากให้คนมาลองเล่นกับเครื่องมือ ซึ่งตอนนี้เรามีสมาชิกคนไทยไม่น้อยเลยที่ใช้เครื่องมือทำของที่น่าสนใจออกมามากมาย ไอเดียดีๆ จะช่วยเปิดมุมมองเราให้กว้างขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก่อนหน้านี้คนธรรมดาไม่เคยเข้าถึงมาก่อน เราคิดว่าพื้นที่เมกเกอร์สเปซจะช่วยขยายขอบเขตศักยภาพของคนให้กว้างขวางขึ้น ให้เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริง  


57f1c16bd72e11a9ec462130c74ba215.jpg


 คุณเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าเรากำลังอยู่ในยุค Industrial Revolution 2.0 ช่วยขยายความให้ฟังได้ไหม

แนวคิดคืออย่างนี้ครับ ตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งสุดท้าย การจะสร้างนวัตกรรมต่างๆ ขึ้นมาต้องใช้เงินมหาศาล ดังนั้นจะมีแต่บริษัทขนาดใหญ่อย่างจีอีหรือกูเกิลที่สามารถลงทุนในเทคโนโลยีได้ แต่เมื่อมีอินเทอร์เน็ต สิ่งที่เคยเป็นการผูกขาดโดยบริษัทขนาดใหญ่ก็เปลี่ยนไป นวัตกรรมราคาถูกลง แทนที่คนจบเอ็มบีเอจะเขียนแผนธุรกิจเอาไปขอทุน คนก็แค่ลองโค๊ดต้นแบบ สร้างต้นแบบขึ้นมา แล้วค่อยเอาไปเสนอนักลงทุนซึ่งถ้านักลงทุนสนใจก็ให้เงินลงทุนตั้งบริษัท แล้วถึงค่อยจ้างคนจบเอ็มบีเอมาทำงานให้ เราเห็นการเกิดขึ้นของยุคดอทคอม ยุคโซเชียล 2.0 ยุคโซเชียลมีเดีย แล้วก็ยุคโมบายแอพพลิเคชัน ทุกอย่างเป็นนวัตกรรมที่สร้างได้ด้วยเทคโนโลยีที่ราคาไม่แพง แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นในโลกเสมือน

สิ่งที่เราเห็นตอนนี้ต่างออกไป มันไม่ใช่แค่โลกเสมือนแต่เป็นโลกจริงด้วย เครื่อมือในกระบวนการผลิตแบบดิจิทัลทำให้การผลิตสิ่งต่างๆ เริ่มมีราคาถูกลง ก่อนนี้เราเห็นการเกิดขึ้นครั้งยิ่งใหญ่ของนวัตกรรมในโลกเสมือน ซึ่งตอนนี้ก็กำลังเกิดขึ้นในโลกจริงในอัตราเร่งเดียวกัน ยิ่งบวกกับที่ผมเพิ่งพูดไปว่าคนไทยเป็นเมกเกอร์โดยธรรมชาติ นั่นยิ่งทำให้เรามีข้อได้เปรียบในเชิงแข่งขันอย่างมหาศาลในโลกใหม่ สำคัญมากที่เราจะต้องจับกระแสที่ผมเรียกว่า Industrial Revolution 2.0 ที่ทำให้นวัตกรรมในโลกจริงราคาถูกลงไปตามกาลเวลา และพื้นที่อย่างเมกเกอร์สเปซจะกลายเป็นศูนย์กลางของนวัตกรรม

ในโลกที่แทบจะทุกอย่างถูกควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ ทำไมการมีทักษะฝีมือ การลงมือทำงานจริง และเรียนรู้การใช้เครื่องมือทั้งแบบเดิมหรือเครื่องมือดิจิทัลจึงยังเป็นเรื่องสำคัญ

ผมว่าการที่เมืองไทยยังคงมีคนที่มีทักษะมีฝีมือมากกว่าเป็นข้อได้เปรียบในโลกใหม่ที่กำลังจะมาถึง ในสหรัฐฯ ทักษะการทำมือหลายๆ อย่างกำลังหายไปกลายเป็น White Collar Culture ที่ทุกคนทำงานแต่ในสำนักงาน แต่ที่เมืองไทยคนยังใช้มือ ยังมีทักษะ ดังนั้นพวกเขามีความเข้าใจเรื่องวัสดุ ต้องเข้าใจว่าเครื่องมือดิจิทัล (Digital Tools) ไม่ได้จะเข้ามาแทนที่ทักษะฝีมือนะครับ แต่มาเพื่อช่วยสองมือมนุษย์ เราอาจจะบอกว่า “ก็จริงๆ เครื่องพิมพ์สามมิติก็พิมพ์ได้ทุกอย่าง” ผมมีสมาชิกบางคนที่บอกว่ามีแบบแล้วอยากลองสร้างขึ้นมาด้วยครื่องพิมพ์สามมิติทั้งหมด สำหรับผม เครื่องพิมพ์สามมิติเอาไว้ผลิตชิ้นส่วนประกอบ ผมทำชิ้นส่วนประกอบของงานต้นแบบด้วยวัสดุอื่น ด้วยเครื่องมืออื่นก็ได้ ไม่จำเป็นว่าทั้งชิ้นต้องทำจากพลากสติก  ซึ่งนั่นทำให้ผมสร้างของที่ซับซ้อนขึ้นมาได้

ถ้าเราเข้าใจวิธีการใช้เครื่องมือ เข้าใจทักษะการใช้มือของเรา เราจะสามารถทำของที่ไม่เพียงแต่สวยขึ้น แต่มีนวัตกรรมมากขึ้นได้ด้วย ยิ่งเมืองไทยยังเป็นประเทศฐานการผลิตด้วยแล้ว แถมยังเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมความคิดสร้างสรรค์สูง ผมคิดว่าในอนาคตมันจะเป็นสิ่งที่พาเราไปข้างหน้า ตอนนี้ยังอาจจะเป็นยุคแรกเริ่มของ กระบวนการผลิตแบบดิจิทัล แต่นั่นยิ่งทำให้เราต้องช่วยให้คนเข้าใจวิธีการใช้เครื่องมือเหล่านี้ ให้คุ้นเคยกับการใช้เครื่องมือเหล่านี้ ให้รู้สึกตื่นเต้น ให้ได้ลองใช้เครื่องมือสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ


พื้นที่อย่างเมกเกอร์สเปซจะมีบทบาทช่วยสร้างอนาคตได้อย่างไร

ตอนผมยังสอนหนังสือในมหาวิทยาลัย ผมถามนักเรียนว่า “ตอนนี้สถานะของประเทศไทยในโลกเป็นยังไง” ทุกคนก็ตอบว่า “เราเป็นประเทศกำลังพัฒนา จวนจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว” ตอนที่ผมยังเรียนหนังสือ ผมก็เรียนว่า “ไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา จวนจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว” ย้อนกลับไปสมัยพ่อแม่ ตอนนั้นเมืองไทยก็เป็น “ประเทศกำลังพัฒนา จวนจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว” เราจวนจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วมา 60 ปี นั่นหมายความว่าเราจะไม่มีวันเป็นประเทศพัฒนาแล้ว  ถ้ายังเดินหน้ากันแบบนี้

ผมคิดว่าต้องเป็นผู้คนจากภาคเอกชนที่ต้องลุกขึ้นมา เรากำลังอยู่ในยุคแรกเริ่มของกระบวนการผลิตแบบดิจิทัล ดังนั้นสิ่งที่เราต้องการคือโครงสร้างพื้นฐาน เราต้องพื้นที่สำหรับการสร้างเมกเกอร์สเปซ ต่อจากนั้นเราก็ต้องเรียนรู้เรื่องการใช้เครื่องมือ หมายถึงชั้นเรียนหรือการเรียนการสอนบางอย่างที่จะช่วยเผยแพร่องค์ความรู้เรื่องนี้ให้กว้างขวางไปทั่วประเทศ อย่าง Makerspace เอง เราเพิ่งเปิดที่เชียงใหม่ แต่ในอนาคตข้างหน้า เราตั้งเป้าไว้ว่าอยากไปเปิดสาขาให้ทั่วทุกภูมิภาค เราอยากขยายองค์ความรู้ และให้คนสามารถเข้าถึงเครื่องมือ เข้าถึงองค์ความรู้ เรายังสร้างพื้นที่ที่มีความเป็นนานาชาติ เราอยากให้คนไทยมาใช้ แต่ในเวลาเดียวกันเราก็ต้อนรับชาวต่างชาติ ไม่ใช่แค่มาสร้างของแต่มาแบ่งปันองค์ความรู้ด้วยกับคนไทย ซึ่งเป็นไปด้วยดี เรามีสมาชิกทั้งคนไทยและชาวต่างชาติซึ่งแบ่งปันความรู้ที่ได้รับซึ่งกันและกัน มันไม่ใช่แค่ฝรั่งเข้ามาแล้วชี้นิ้วๆ สั่งให้คนไทย แต่พวกเขาก็เรียนรู้อะไรจากคนไทยเยอะเหมือนกันนะครับ สมาชิกต่างชาติส่วนใหญ่รู้วิธีการใช้เครื่องมือเหล่านี้สร้างของที่น่าสนใจต่างๆ อยู่แล้ว ซึ่งสมาชิกคนไทยอาจจะต้องใช้เวลานิดหน่อยที่จะตามให้ทัน แต่การมีชาวต่างชาติเป็นส่วนหนึ่งเป็นเรื่องที่ดี คนไทยก็จะได้พัฒนาขีดความสามารถเช่นกัน ผมมองมันเป็นแนวทางการพัฒนา ในเชิงว่าทำอย่างไรให้ไทยเป็นประเทศที่พัฒนา  ไม่ใช่จวนเจียนจะพัฒนาแต่ไม่พัฒนาเสียที


DSC_8359_resize.jpg


แนวทางที่จะทำให้พื้นที่เมกเกอร์สเปซประสบความสำเร็จและสร้างความเปลี่ยนแปลงจริงๆ คือ

ต้องไม่ใช่ธุรกิจการให้บริการเครื่องมือ แต่ต้องพุ่งประเด็นไปว่าเราใช้พื้นที่และเครื่องมือพวกนี้สร้างอะไรได้มากกว่า ผมไม่ได้เปิด Makerspace เพื่อพูดว่าผมเป็นเจ้าของ ผมให้คนอื่นมาใช้เครื่องมือที่ผมลงทุน ผมเองผมก็ใช้ ผมก็อยากสร้างของเหมือนกัน สิ่งที่เราสามารถสร้างได้ทำได้ที่นี่ไม่มีขีดจำกัดเลย เราพูดว่านวัตกรรมมาจากของเหล่านี้ นี่ไงครับ มันขึ้นกับไอเดียความคิดที่เราอยากผลิตขึ้นมา ของที่เราผลิตขึ้นมาต่างหากที่จะสร้างรายได้ สร้างกำไรอย่างแท้จริงให้กับเมกเกอร์สเปซ คุณจะมัวแต่นั่งรอเก็บค่าสมาชิกไม่ได้ คุณต้องลุกขึ้นสร้างโน่นนี่นั่นเองด้วย ไม่งั้นผมจะเปิดเมกเกอร์สเปซทำไม ถ้าตัวผมไม่ได้เป็นเมกเกอร์ มันคงตลกน่าดู

ที่ Makerspace เรากำลังทำต้นแบบอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับรักษาเท้าปุก[i] โดยเป็นเหมือนเฝือกอ่อน วัสดุเป็นแผ่นเทอร์โมพลาสติกที่ผ่านมาตรฐาน FDAซึ่งเราตัดตามแบบด้วยเครื่องมือที่เรามี วิธีใช้คือนำไปแช่น้ำอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียสให้นิ่มแล้วดัดรูปทรงก่อนราดน้ำเย็นให้คงตัว ถ้าอยากดัดรูปเท้าอีกครั้งก็แค่ใช้ดรายเป่าผมเป่าให้นิ่ม ดัดเฝือกแล้วราดน้ำ การรักษาที่เคยต้องใช้เวลา 40 นาที กลายเป็น 5 นาที พลาสติกก็ต้นทุนถูกพอๆ กับการหล่อเฝือก ผลิตซ้ำใหม่ก็ได้ ใส่ซองส่งไปรษณีย์ไปที่ไหนในโลกก็ง่าย นี่คือสิ่งที่เราทำได้จากเมกเกอร์สเปซ เมื่อก่อนแค่คิดถึงเทอร์โมพลาสติกหรือกระบวนการผลิตแบบโรงงาน คนธรรมดาๆ คงไม่มีทางทำได้ มันก็ขึ้นกับเราในฐานะ Creative Individual แล้ว ว่าจะทำอะไร ความเป็นไปได้คืออะไร ดูปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นบนโลกแล้วใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อสร้างวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆ จริงๆ นะ มว่านวัตกรรมเปลี่ยนโลกชิ้นถัดไปคงไม่ได้มาจากที่อย่างแอปเปิล แต่มาจากเมกเกอร์สเปซ อนาคตอยู่ที่นี่ ด้วยลักษณะและวิธีการจัดการเมกเกอร์สเปซในรูปแบบนี้ เราเคยได้เห็นการเกิดขึ้นของกูเกิลหรือแอมะซอนจากการมีอินเทอร์เน็ต ถ้างั้นมันก็เข้าใจได้ว่าทำไมพื้นที่เช่นนี้จะกลายเป็นที่บ่มเพาะบริษัทชั้นนำแบบนั้นในอนาคต
 


ถ้าในเชิงการให้ทุนหรือการสนับสนุนโครงการของเมกเกอร์ไทย ควรจะเป็นโครงการแบบไหน

สำหรับผม เรามีศักยภาพในเชิงเกษตรกรรม ในเชิงการผลิต และในเชิงการท่องเที่ยว ถ้ามีโครงการเมกเกอร์ในกลุ่มสามอุตสาหกรรมท็อปทรีนี้ก็เยี่ยม ยกตัวอย่าง เพิ่งมี Maker Party ไปเมื่อสองสามเดือนก่อน ซึ่งจัดโดย Maker Club เชียงใหม่ ในงานมีกิจกรรม Pitching Event ซึ่งมีโครงการหนึ่งที่ผมบอกเลยว่าเยี่ยมมาก คือผู้ชายคนหนึ่งขอทุนทำโดรนขับเคลื่อนอัตโนมัติสำหรับการทำการเกษตร เขาได้ไปสามหมื่นบาทตามที่เขาขอมาแบบไม่มีข้อผูกมัด โครงการที่สนับสนุนต่อยอดสิ่งที่คนไทยทำได้ดีอยู่แล้วแบบนี้ พวกเรายินดีช่วย ภาคการเกษตรของเราใหญ่อยู่แล้วด้วย น่าจะมีที่ให้ทดลองได้เยอะดี และไม่ต้องการเงินมากในการสร้างมันขึ้นมา และน่าจะขายได้ คือสมมติถ้าเป็นแค่คนเดียวเดี่ยวๆ แล้วสนใจเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ อยากเป็นเมกเกอร์อิเล็กทรอนิกส์ ก็โอเค ทำเลย แต่นี่เรากำลังพูดถึงเราในฐานะประเทศ ว่าจะพัฒนาอย่างไร จะเป็นประเทศพัฒนาแล้วอย่างไร เราคงบอกไม่ได้หรือไม่ควรพูดว่า ทุกคนสร้างงานอิเล็กทรอนิกส์ จะให้ไปบอกเกษตรกรว่าสร้างงานอิเล็กทรอนิกส์กันก็คงไม่ใช่

คือไม่ใช่ดูว่าที่ซิลิคอน แวลลีย์ทำอะไร ก็ทำอันนั้น คนหลายคนชอบพูดอย่างนั้น มันเป็นก็อปปี้แคทซินโดรม ถ้าเรากำลังพูดว่าเรากำลังจะ Paradigm Shift หรือเปลี่ยนทั้งประเทศ ผมขอโทษนะ ถ้าจะบอกว่าให้ลอกซิลิคอน แวลลีย์ คนไทยกี่คนที่จะสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้ น้อยมากๆ กลับกันถ้าบอกว่าจะผลิตรถยนต์ล่ะ โครงการถัดไปที่ Makerspace จะทำคือเราจะแฮ็กรถสกูตเตอร์เป็นรถโกคาร์ท เรามีทะเบียนสำหรับรถสามล้อ เราเป็นประเทศท็อปเท็นผู้ผลิตรถยนต์ เราเป็นที่หนึ่งในการผลิตรถปิกอัพของโลก ที่หนึ่งในการผลิตมอเตอร์ไซค์ของโลก มันไม่สมเหตุสมผลกว่าเหรอถ้าเราจะผลิตนวัตกรรมในหมวดนี้ ผมเพิ่งไปงานเมกเกอร์แฟร์ที่เสินเจิ้น มีงานเมกเกอร์ที่เป็นงานอิเล็กทรอนิกส์เยอะมากเพราะคนจีนถนัด แล้วเราถนัดอะไรล่ะ เราเก่งอะไร ก็ควรทำสิ่งนั้น

DSC_8424_resize.jpg


นิยามการเป็นเมกเกอร์ในศตวรรษที่ 21 ของคุณคือ

คนเถียงกันเยอะมาก ต้องเป็นนักประดิษฐ์ ต้องเป็นโอเพ่นซอร์ซ ไม่เลย เมกเกอร์คือคนที่สร้างอะไรบางอย่างที่ จับต้องได้ แค่นั้น ตราบใดที่คุณผลิตมันขึ้นมาแล้วมันมีอยู่ในโลกจริงคุณเป็นเมกเกอร์แล้ว เราต้องพลิกวิธีคิดเรา อย่าคิดแต่ว่าโลกตะวันตกมองหรือนิยามว่าเมกเกอร์คืออะไร ทำไมเราต้องมองโลกตามวิถีตะวันตก ในเมื่อถ้าเงื่อนไขเดียวคือมันมีอยู่ในโลกจริง บ้านเรายังมีช่างฝีมือทำของที่สืบทอดทักษะเป็นมรดกตกทอดมาเป็นร้อยๆ ปี นี่คือเมกเกอร์ที่เราควรชื่นชม สำหรับผมพวกเขาคือเมกเกอร์และคือเหตุผลที่ผมบอกว่าบ้านเราเต็มไปด้วยเมกเกอร์CT
 



Creative Ingredients

- หนังสือที่อ่านแล้วให้แง่คิด ผมอ่าน Quiet: The Power of Introverts in a World That Can't Stop Talking  โดย Susan Cain เพื่อทำความเข้าใจตัวเองในเชิงจิตวิทยาเรื่องการเป็นคนมีบุคลิกเก็บตัวและมีโลกส่วนตัวสูง นอกจากนั้นก็มี StrengthsFinder 2.0 ของ Tom Rath  แล้วก็หนังสือของหลวงพ่อชา ที่ผมอ่านเป็นแนวทางในการปฏิบัติและทำสมาธิสมัยบวชเป็นพระที่วัดอรุณราชวราราม

- สิ่งที่ต้องทำเป็นประจำทุกวัน อ่านข่าว ต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบนโลก แล้วก็อ่านบล็อกออนไลน์ ชอบ lifehacker.com ชอบ instructables.com เป็นแหล่งรวมความรู้ชั้นยอดในการสร้างสิ่งต่างๆ แล้วก็เล่นเกมคอมพิวเตอร์ พยายามเล่นอย่างน้อยวันละนิด เล่น World of Warships ผมยังดูแอนิเมชัน เมื่อก่อนเคยเป็นประธานชมรมแอนิเมชันที่ UCLA เคยเป็นผู้อำนวยการ Anime Expo  ซึ่งเป็นคอนเวนชั่นที่ใหญ่ที่สุดนอกญี่ปุ่น

- โครงการหรือเมกเกอร์สเปซที่ชอ ผมประทับใจ MakerBay ที่ฮ่องกง ของซีซาร์ ฮาราดะ (makerbay.org) ซึ่งพัฒนานวัตกรรมหุ่นยนต์ทางน้ำแบบโอเพ่นซอร์ซชื่อ Protie เพื่อใช้สำหรับการสำรวจทางทะเลต่างๆ เช่น มลภาวะ โดยสามารถเข้าไปดูรายละเดียดได้ที่ scoutbots.com


Makerspace Thailand

7/2 ซอย 4 ถ.ราชดำเนิน
ต.พระสิงห์ อ.เมืองเชียงใหม่
จ.เชียงใหม่ 50200

โทร. 0918591572 Facebook.com/makerspaceth



 



[i] โรคเท้าปุก เป็นความผิดปกติของเท้าตั้งแต่กำเนิดประเภทหนึ่ง โดยข้อเท้าจะจิกลงล่าง บิดเข้าใน และฝ่าเท้าหงายขึ้น อาจเป็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง การรักษาต้องใช้การดัดเท้าและควบคุมด้วยเฝือกหรือรองเท้าพิเศษ เพื่อให้เท้ากลับมีรูปร่างที่ปกติอย่างสมบูรณ์



ที่มา
tcdc.or.th/creativethailand/
 
Posted on 23 September 2015

Written By
Manufacturer & Supplier
Share

Comments