Wevorce ลดความเจ็บปวดของการ ‘หย่าร้าง’ ด้วยนวัตกรรมการบริการรูปแบบใหม่

หากคุณมีมุมมองแบบผู้ที่เย้ยหยันโลก คุณอาจจะพบว่าสถาบันครอบครัวเป็นสถาบันที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้หลายร้อยหลายพันล้านต่อปี ไม่ว่าจะเป็นการจัดงานแต่งงาน ซื้อบ้านหลังแรก การมีลูก ส่งลูกเข้าโรงเรียนดีๆ หรือแม้กระทั่งการหย่าร้าง! กระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบนี้ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้เงินจำนวนมาก และช่วยทำให้หลายๆ ธุรกิจ หลายๆ อุตสาหกรรม “ทำกำไร” กันได้เป็นกอบเป็นกำตลอดมา   แต่สิ่งที่น่าจะเจ็บปวด เจ็บใจ และเจ็บตัวมากที่สุดในวงจรนี้คงหนีไม่พ้นการหย่าร้าง เพราะนอกจากครอบครัวจะพังทลาย ความฝันที่วาดไว้จะแหลกสลาย เรายังมีเรื่องเงินๆ ทองๆ และสิทธิครอบครองทรัพย์สินต่างๆ ให้ต้องมาปวดหัวกันต่ออีก



ทุกวันนี้การหย่าร้างในประเทศไทยเรื่มเป็นเรื่องปกติวิสัยที่สังคมยอมรับได้มากขึ้น เมื่อทัศนคติของคนไทยที่มีต่อความหมายของสถาบันครอบครัวและชีวิตสมรสเปลี่ยนแปลงไป คู่สมรสสมัยใหม่จึงเลือกที่จะแยกทางมากกว่าอดทนเมื่อชีวิตคู่ไปด้วยกันไม่ได้ การหย่าร้างบางกรณีก็จบกันแบบเรียบง่ายไม่มีดราม่า แต่สำหรับบางคู่ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โต โดยเฉพาะกรณีที่มีเรื่องทรัพย์สินและลูกๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง จนต้องหันไปพึ่งกระบวนการทางกฎหมาย  แต่การ ‘ขึ้นโรงขึ้นศาล’ เพื่อหย่าร้างและแบ่งสมบัติก็ไม่ใช่ที่พึ่งที่ดีเท่าไรนัก แม้ว่ามันจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายของคู่สมรสที่ขัดแย้งกันก็ตาม 

 

482089537.jpg


ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาที่มีสถิติการหย่าร้างสูงและถือเป็นเรื่องปกติธรรมดามาเป็นเวลานาน อาจจะเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทยหากเราต้องการจับทิศทางของการหย่าร้างในอนาคต สถิติระบุว่ามีคู่สมรสในอเมริกายื่นหนังสือขอหย่าต่อศาลทุกๆ 13 วินาที (!)  ซึ่งมีทั้งการหย่าแบบที่ตกลงกันเองได้ และแบบที่ต้องจ้างทนายเพื่อเป็นตัวกลางในการทำข้อตกลง (บ้างกรณีก็ถึงกับต้องขึ้นศาลเพื่อให้ผู้พิพากษาช่วยตัดสิน)

 

ธรรมชาติของกระบวนการทางกฎหมายนั้นมักจะทำให้คู่สมรสที่มีปัญหากันอยู่แล้ว ‘มองกันและกันเป็นศัตรู’ ต่างฝ่ายต่างพยายามหาข้อผิดและลงโทษกันและกัน ซึ่งกระบวนการเช่นนี้นอกจากจะทำให้เสียสุขภาพจิตทั้งสองฝ่ายแล้ว ผู้ที่ต้องการหย่ามักต้องเสียเงินทอง (ที่น่าจะนำมาแบ่งกันเอง) ไปให้กับการจ้างทนายที่คิดเงินเป็นรายชั่วโมง โดยที่ธรรมชาติของทนายด้านการหย่าร้างนั้น ก็มักจะไม่สนับสนุนให้มีการประนีประนอม แต่จะเน้นการต่อสู้เพื่อให้ลูกความ ‘ได้ทุกอย่าง’ ที่ต้องการ  ฉะนั้นการหย่าร้างที่ต้องผ่านมือทนายจึงมักจะยืดเยื้อ และต้องใช้เงินจำนวนมาก กลายเป็นอุตสาหกรรมที่ทำเงินมากมายมหาศาลในอเมริกา แค่ค่าจ้างทนายก็มีมูลค่าสูงถึง 30,000 ล้านเหรียญต่อปีแล้ว


Pic 1.jpg 


Michelle Crosby คือทนายความสาวที่มองเห็นความโหดร้ายของกระบวนการหย่าร้าง และก้าวขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับอุตสาหกรรมนี้ ในวัย 8 ขวบ Crosby ถูกจับยืนในคอกพยาน และมีทนายแปลกหน้ามาบอกให้เธอเลือกว่า ‘จะอยู่กับพ่อหรือแม่’ ประสบการณ์ของเธอในครั้งนั้นกลายเป็นเรื่องฝังใจ ที่ทำให้ Crosby มุ่งมั่นอยากเป็นทนายความด้านการหย่าร้าง โดยตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงขนบเดิมๆ และช่วยให้คู่สมรสรายอื่นหย่ากันได้อย่างไม่เจ็บปวด แต่เมื่อเข้าไปเป็นทนายจริงๆ Crosby กลับพบว่าสำนักงานกฎหมายไม่ใช่สถานที่ที่เธอจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ เพราะแนวคิดเรื่องการประนีประนอมโดยราบรื่นนั้น…ไม่เคยเป็นที่ยอมรับของวงการนี้   นั่นเป็นจุดที่ทำให้ Crosby หันไปหาวงการสตาร์ทอัพในปี 2013 และสร้างธุรกิจใหม่ขึ้นมาในชื่อ ‘Wevorce’  

Wevorce เป็นเว็บไซต์ที่เสนอทางเลือกใหม่ให้กับการหย่าร้าง ที่ทั้งสะดวกและประหยัด แถมยังสามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่จำเป็นได้ด้วย แนวคิดหลักๆ ในการทำงานของ Wevorce มี 3 ข้อได้แก่

1. ย้ายพื้นที่การเจรจาระหว่างคู่สมรส (ที่ต้องการหย่า) จากในห้องประชุมของสำนักงานกฎหมาย มาสู่แพลทฟอร์มบนโลกออนไลน์ผ่านระบบ vdo conference  

2. มีระบบการจัดเก็บเอกสารออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงได้ทันทีที่ต้องการ ทำให้กระบวนการทำงานสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

3. มีการเก็บค่าใช้จ่ายล่วงหน้าในอัตราที่แน่นอน ไม่คิดเงินยิบย่อย โดยค่าใช้จ่ายในการใช้บริการ Wevorce มีสนนราคาที่ 10,000 - 18,000 เหรียญ ในขณะที่การหย่าร้างทั่วไปมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 27,000 เหรียญ ราคาที่ย่อมเยากว่าไม่ได้หมายความว่าลูกค้าจะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้มีประสบการณ์ เมื่อคู่สมรสสมัครใช้บริการของ Wevorce ทางเว็บไซต์จะจัดผู้เชี่ยวชาญที่เป็นทั้งทนายและคนช่วยเจรจา (Mediator) มาเป็นพี่เลี้ยง พร้อมทั้งดึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะในด้านต่างๆ มาให้คำแนะนำแบบเคสบายเคสด้วย

 

Capture.JPG


จุดเด่นของ Wevorce อยู่ที่การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาภายในระบบเดิมๆ เมื่อคู่สมรสสมัครใช้บริการแล้วพวกเขาจะต้องกรอกแบบสอบถามก่อน โดยข้อมูลที่ได้จะถูกนำไปประมวลผลด้วยอัลกอริธึ่ม จัดหมวดหมู่ของแต่ละคู่ว่าเข้าข่ายกรณีใด เช่น Initiator VS Reactor (ผู้ขอหย่ากับผู้ถูกบอกเลิก)  หรือ The betrayed VS The betrayer (คนนอกใจกับคนถูกนอกใจ) เป็นต้น  ซึ่งหมวดหมู่ทั้ง 18 หมวดที่ Wevorce จัดไว้นี้จะช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญทราบว่า ควรจะให้ความช่วยเหลือกับแต่ละคู่อย่างไร แถมยังสามารถทำนายได้ด้วยว่า จุดแตกหักที่จะทำให้การเจรจาหย่าร้างมีปัญหาน่าจะเป็นจุดใด เช่น การแบ่งทรัพย์สิน การจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร หรือสิทธิ์ในการเลี้ยงดูบุตร เป็นต้น ผู้เชี่ยวชาญจะนำข้อมูลดิบที่ระบบประมวลผลมาได้นี้ ไปประยุกต์ใช้เพื่อให้การหย่าร้างแต่ละเคสมีความราบรื่นมากขึ้น ไม่มีจุดขัดแย้งจนทำให้สองฝ่ายมองหน้ากันไม่ติด

 

wevorce_640x320.jpg


ความน่าประทับใจของ Wevorce อยู่ที่ความสามารถในการมองทะลุช่องโหว่ของระบบเดิมๆ แล้วสร้างทางเลือกที่ดีกว่าออกมาด้วยพลังของเทคโนโลยี มันทำให้คู่สมรสที่ต้องการหย่าไม่ต้องเดินอยู่ในขนบเดิมๆ ที่เจ็บปวดเสมอไป การดำเนินการหย่าร้างผ่าน Wevorce นั้นเป็นประสบการณ์แบบ personalized ที่ผู้ใช้สามารถเลือกรับความช่วยเหลือได้ตามสถานการณ์ของตัวเอง เพราะ Wevorce เชื่อว่าคู่สมรสแต่ละคู่ย่อมต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงต้องการความช่วยเหลือที่ไม่เหมือนกันด้วย (ไม่ว่าจะเป็นความช่วยเหลือด้านกฎหมายหรือด้านจิตใจ)  

 

ปัจจุบันนี้ Wevorce ขยายฐานธุรกิจจากในซานฟรานซิสโกออกไปทั่วสหรัฐอเมริกา และกำลังทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงระบบการหย่าร้างในประเทศนี้ ให้ง่าย ประหยัด โปร่งใส และเจ็บปวดให้น้อยที่สุด

 

สนใจศึกษาเพิ่มเติม www.wevorce.com



ที่มา : podcastone.com

เครดิตภาพ :
wevorce.com
nytimes.com
tech.co
ravishly.com

 

Posted on 11 September 2015

Written By
Designer & Creative
Share

Comments