ธุรกิจเสื้อผ้าออนไลน์ กับความยากง่ายที่คุณควรรู้

observationbaltimore.com.jpg


คงปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกออนไลน์มีส่วนช่วยให้ชีวิตคนเราง่ายขึ้นในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง ‘การสื่อสาร’ ทั้งในแง่มุมแบบเป็นกันเองหรือในการติดต่อธุรกิจ  จากข้อมูลการสำรวจของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTECH) พบว่าพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ  ไม่ว่าจะเพื่อการค้นหาข้อมูล ดาวน์โหลดแอพฯ เล่นเกม หรือทำธุรกรรมในด้านต่างๆ  และที่อยู่ในความสนใจของหลายๆ คนในยุคนี้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการ ‘ซื้อขายสินค้าออนไลน์’ นั่นเอง

เหตุที่ธุรกิจออนไลน์บูมมากขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบันส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะธุรกิจประเภทนี้ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ประกอบกับขั้นตอนการเริ่มต้นธุรกิจก็ไม่ยุ่งยากเหมือนในอดีต ส่งผลให้มีผู้ประกอบการหน้าใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่ม B2C (Business to Consumer) ทยอยก้าวเข้ามาเป็นผู้เล่นใหม่ๆ ในตลาดนี้มากขึ้น  ที่เห็นชัดเจนคือตลาดในกลุ่มแฟชั่นและเครื่องแต่งกาย ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติเคยเผยตัวเลขการสำรวจ (ในปี 2554) ไว้ว่า กว่า 70% ของผู้ประกอบการออนไลน์หน้าใหม่กำลังแข่งขันกันอยู่ในกลุ่มธุรกิจแฟชั่นอันเรืองรองนี้ (ปัจจุบันมีมูลค่าตลาดสูงถึงกว่าสองหมื่นล้านบาทต่อปี)


whatshaute.com.png


เส้นทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

อย่างไรก็ดี ธุรกิจในกลุ่มแฟชั่นออนไลน์นี้ก็ต้องต่อสู้ห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด แม้จะมีตัวอย่างผู้ประกอบการที่แจ้งเกิดไปแบบสวยงามแล้วหลายราย แต่หากพิจารณาถึงจำนวนกิจการที่อยู่รอดได้จริงๆ กลับพบว่า ‘มีไม่มากนัก’ ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า จำนวนผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจต่อเนื่องมาได้ 2-5 ปี มีจำนวนเพียงแค่ 26% ส่วนรายที่อยู่ได้ยาวถึง 8 ปีขึ้นไปนั้นมีเพียงแค่ 15.7 % เท่านั้น

แม้ทุกวันนี้เราจะมีองค์ความรู้หรือคำแนะนำมากมายเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ ‘แฟชั่นออนไลน์’ ให้มัดใจผู้บริโภคได้อยู่หมัด  แต่ถึงกระนั้นเหล่าผู้ประกอบการและนักออกแบบเองก็ไม่ควรมองข้ามธรรมชาติพื้นฐานของการซื้อขายออนไลน์ ที่ลูกค้าไม่มีโอกาสได้จับหรือลองสินค้าก่อนการซื้อ ความจริงข้อนี้ถือเป็นอุปสรรคสำคัญของผู้ประกอบมือสมัครเล่นที่จะต้องพยายามสร้างความเชื่อมั่น และกำหนดกลยุทธ์การขาย/การบริการให้ตอบโจทย์และโดนใจผู้บริโภคมากที่สุด


อุปสรรคมาจากไหน ?

ปัญหาในโลกแฟชั่นออนไลน์นั้นแบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

1. Risk Perception ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับการรับรู้ความเสี่ยงในมุมมองของผู้บริโภค ซึ่งจากการสำรวจของ NECTECH พบว่า ผู้บริโภคกว่า 60% ตัดสินใจไม่ซื้อสินค้าและบริการทางอินเทอร์เน็ต ก็เพราะไม่มั่นใจในตัวผู้ขายหรือผลิตภัณฑ์นั้นๆ (เช่นผู้ซื้ออาจไม่เคยได้ยินหรือรู้จักแบรนด์นั้นๆ มาก่อน ฯลฯ) ข้อมูลนี้สอดคล้องตรงกันกับงานวิจัยด้าน E-commerce และ Risk Perception ของ M. Simon ที่ชี้ให้เห็นว่า สำหรับการซื้อขายที่ผู้ซื้อไม่ได้สัมผัสตัวสินค้าก่อน (โดยเฉพาะกับสินค้าที่ต้องลองอย่างเช่นเสื้อผ้า) ยิ่งสินค้านั้นมีราคาสูงมากเท่าไร ผู้ซื้อก็จะยิ่งรู้สึกเสี่ยงมากขึ้นเท่านั้น  นอกจากนั้นแล้วคำว่า ‘การรับรู้ความเสี่ยง’  ในที่นี้ยังหมายรวมถึงประเด็นด้านนโยบายความปลอดภัย ธุรกรรมการเงิน และการรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ซื้ออีกด้วย


online-shopping-600.jpg


2. Self Perception ในประเด็นนี้ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือมุมมองที่ผู้ซื้อมีต่อตัวเอง โดยจะเชื่อมโยงแน่นหนากับประเด็นเรื่อง Self-image และ Self-identity ของผู้สวมใส่  นี่คือเหตุผลหลักว่าทำไมร้านเสื้อผ้าส่วนใหญ่ยังคงต้องมี ‘ห้องลองเสื้อ’ ไว้คอยบริการลูกค้า เพราะยังไงเสียก็จะมีผู้ซื้อกลุ่มหนึ่งเสมอที่ต้องการความมั่นใจว่า เสื้อผ้าที่เขาหรือเธอกำลังจะซื้อไปใส่นั้นมัน ‘ใช่’ แน่ๆ แล้วสำหรับ Image ที่พวกเขาต้องการ ซึ่งคำว่า ‘ใช่’ ในที่นี้ก็หมายถึงใส่แล้วต้อง ‘ถูกใจ’ หรือใส่แล้วรู้สึก ‘พอดี’ (Emotional and Physical Satisfaction)  นี่เองยังคงเป็นกระดูกชิ้นโตที่ธุรกิจเสื้อผ้าออนไลน์ส่วนใหญ่แก้ไม่ตก  และผู้ซื้อส่วนหนึ่งก็ยังคงคิดเสมอๆ ว่า เสื้อผ้าที่ซื้อจากร้านค้าออนไลน์นั้นเวลาใส่จริงแล้วมักไม่สวยเหมือนในรูป

 

รับมือกับความท้าทาย

เมื่อเข้าใจถึงธรรมชาติและอุปสรรคในการซื้อขายเสื้อผ้าผ่านระบบออนไลน์แล้ว ผู้ประกอบการและนักออกแบบจึงควรกำหนดแนวทางในการทำธุรกิจเบื้องต้นเพื่อจะลดแรงต้านดังกล่าว เริ่มต้นจากการสร้างความน่าเชื่อถือให้ผู้บริโภครู้สึกมั่นใจในแบรนด์ของเรา ซึ่งต้องอาศัยกลยุทธ์สำคัญสามเรื่อง อันได้แก่ 1) การสร้าง Brand Identity ให้โดดเด่น 2) มีกระบวนการออกแบบสินค้าที่สร้างสรรค์ และ 3) จัดระบบสนับสนุนการขายให้มีประสิทธิภาพสูงสุด  เรามาดูรายละเอียดคร่าวๆ ของสามกลยุทธ์นี้กัน

 

1) การสร้าง Brand Identity

ถือเป็นหนึ่งใน key success ของธุรกิจแฟชั่นที่ต้องเน้นในเรื่องภาพลักษณ์และความงาม และอย่าลืมว่าอัตลักษณ์ของแบรนด์นี้จะต้องรับมือกับเรื่อง Self Perception ของลูกค้าที่หลากหลายด้วย เนื่องจากตลาดออนไลน์นั้นเป็นตลาดที่เปิดกว้างสำหรับคนยุคดิจิตอล การทำความเข้าใจกับ ‘สิ่งที่ลูกค้าต้องการ’ เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายเชิงจิตวิทยา (Psychographic Segmentation) จึงเป็นโจทย์ที่ไม่ง่าย แต่หากคุณสามารถทำได้สำเร็จแล้วก็จะช่วยให้การสร้าง Brand Identity ของคุณมีความเข้มแข็ง และสอดคล้องกับ self-image ของกลุ่มลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น (ยิ่งสอดคล้องกันมากเท่าไรลูกค้าก็มีแนวโน้มที่จะรู้สึก ‘ใส่แล้วถูกใจ’ มากขึ้นเท่านั้น)

 

2) กระบวนการออกแบบสร้างสรรค์

นักออกแบบและผู้ประกอบการแฟชั่นควรระลึกไว้เสมอว่าการใช้องค์ความรู้ด้านการออกแบบเพื่อตอบโจทย์เชิงความงามอย่างเดียวนั้นอาจไม่เพียงพออีกต่อไป (โดยเฉพาะกับเสื้อผ้าที่ลูกค้าไม่ได้ลองสวมใส่ก่อนซื้อ) ดังนั้นแล้วในการออกแบบโครงสร้างเสื้อผ้า การเลือกวัสดุตัดเย็บ ฯลฯ จะต้องคำนึงถึงเรื่องรูปร่างและขนาดสัดส่วนที่มีความหลากหลายไว้ให้มาก  นอกจากนั้นการออกแบบที่เอื้อให้ ‘วิธีการใช้งาน’ มีความยืดหยุ่น ก็สามารถช่วยลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในการซื้อของออนไลน์ได้ ซึ่งนี่ก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยเสริมความมั่นใจให้ลูกค้ารู้สึกว่า ‘น่าจะใส่ได้พอดี’ (Physical Satisfaction) มากยิ่งขึ้น

           

3) การจัดระบบสนับสนุนการขายที่มีประสิทธิภาพ

การค้นหาตัวช่วยการขายที่เหมาะสม อาทิ การทำมาตรฐานขนาดสัดส่วนอย่างละเอียด การใช้นางแบบ / นายแบบมาสวมใส่เสื้อผ้าให้ดูเป็นตัวอย่าง รวมไปถึงการทำระบบ Interactive ให้ผู้ซื้อสามารถดูรายละเอียดของเสื้อผ้าได้อย่างล้ำลึก ย่อมจะช่วยให้การนำเสนอสินค้าผ่านระบบออนไลน์นั้นมีความสมบูรณ์และสร้างความมั่นใจได้มากยิ่งขึ้น  อย่างไรก็ดี หากลูกค้ายังคงไม่พึงพอใจกับสินค้าตัวจริงที่ได้รับ ผู้ประกอบการก็ควรวางกลยุทธ์และวิธีการที่เหมาะสมที่จะรองรับกับปัญหาดังกล่าว เช่น อาจมีนโยบายการเปลี่ยนหรือคืนสินค้า มีการรับประกันความพึงพอใจ ฯลฯ นอกจากนี้การให้ความสำคัญกับนโยบายด้านธุรกรรมการเงินที่ปลอดภัย และการรักษาข้อมูลความเป็นส่วนตัวของลูกค้าก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน รายละเอียดเล็กๆ ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนมีส่วนช่วยกระตุ้นให้การตัดสินใจซื้อเป็นไปได้ง่ายขึ้น

 

แนวโน้มการบริโภคในอนาคต

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ไว้ว่า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสารในระบบ 4G และพัฒนาการใหม่ๆ ของอุปกรณ์สื่อสาร จะมีส่วนผลักดันให้ธุรกิจ E-Commerce ก้าวไปสู่ยุค Mobile หรือ M-Commerce ได้ง่ายยิ่งขึ้น ในขณะที่ข้อมูลจากนิตยสาร Marketeer พบว่า จำนวนผู้บริโภคชาวไทยที่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านมือถือนั้นมีมากกว่า 59% แล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าในอนาคตผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ก็ควรจะต้องพิจารณาถึงช่องทาง M-Commerce  นี้ให้มากยิ่งขึ้นด้วย 


MOBILE-SHOPPING-CONTENT.jpg


นอกจากนั้นแล้ว สังเกตว่าค่านิยมของคนไทยยุคใหม่ล้วนหันมาให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายเป็นหลัก รวมทั้งเริ่มมีทัศนคติที่เปิดกว้างต่อความเสี่ยงและการทดลองอะไรใหม่ๆ  ซึ่งแน่นอนว่าแนวโน้มเหล่านี้ ล้วนเป็นผลดีต่อการพัฒนาธุรกิจแฟชั่นออนไลน์ในอนาคต  ซึ่งหากผู้ประกอบการในปัจจุบันมีความเข้าใจที่ถ่องแท้ และก้าวทันต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงข้างต้น ทุกคนก็น่าจะคว้าโอกาสสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจนี้ได้ไม่ยาก

 

ที่มา

- mashable.com
- รายงานผลการสำรวจกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยปีพ.ศ. 2553 โดย NECTECH
- บทวิเคราะห์: 3G ดัน E-Commerce ปี ’56 สู่ยุคโมบายล์…ขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25 โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย
- รายงานผลสำรวจสถานภาพการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยปีพ.ศ.2554 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ 


เครคิดภาพ

observationbaltimore.com
whatshaute.com
marketeer.co.th

Posted on 10 August 2015

Written By
Designer & Creative
Share

Comments