พลิกพลังเทคโนโลยีสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล กับ 5 ธุรกิจเพื่อสังคม

จากงานสัมมนา ‘พลิกพลังสร้างสรรค์สู่เศรษฐกิจดิจิทัล’ (Digital Creative Economy)เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา TCDC ได้ชักชวนธุรกิจสตาร์ทอัพหน้าใหม่ๆที่น่าสนใจให้ได้มาเปิดตัวพบปะกับผู้คนในวงที่กว้างขึ้น  ซึ่งสำหรับคนที่พลาดงานในวันนั้นTCDCCONNECTได้รวบรวมสตาร์ทอัพประเภทธุรกิจเพื่อสังคม 5 ราย มาให้แนะนำให้คุณๆ ได้รู้จักกัน




เทใจ.JPG 


1. เทใจดอทคอม (Taejai.com)  เวทีระดมทุนเพื่อกิจการสังคม

เทใจดอทคอม (Taejai.com) คือเว็บศูนย์กลางเพื่อการระดมทุนจากสาธารณะสำหรับขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ในกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) เป็นธุรกิจที่มุ่งหมายจะสร้างประโยชน์ต่อส่วนรวม และนำผลกำไรมาต่อยอดสร้างความยั่งยืนให้กิจการ   เว็บ เทใจ’ ก่อตั้งโดย สุนิตย์ เชษฐา พร้อมทีมงานอีก 3 คน เปิดดำเนินการมาแล้ว 2 ปี ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำงานสนับสนุนโครงการต่างๆ ไปแล้วกว่า 100 โครงการ โดยสามารถระดมทุนสำเร็จไปราว 70 โครงการ ส่วนอีก 30 โครงการยังไม่ประสบความสำเร็จดี อย่างไรก็ดี สำหรับโครงการที่ยังระดมทุนไม่สำเร็จนี้ ทางเว็บเทใจจะทำการพิจารณาเป็นรายๆ ไป โดยอาจมีการโอนทุน (เท่าที่ระดมได้) เพื่อไปสนับสนุนโครงการอื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน 
gm.0.JPG

  
เพิ่มเติม taejai.com  /  facebook.com/taejaidotcom




HY7A8547.JPG


2. i Lert U และ ClaimDi  แอพฯ บริการประชาชนยามฉุกเฉิน  

i Lert U คือแอพลิเคชั่นที่เกิดขึ้นบนความร่วมมือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับบริษัท Anywhere To Go โดยจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการ แจ้งตำรวจ’ ของประชาชนแทนเบอร์โทร 191 โดยเมื่อมีข้อมูลแจ้งเข้ามายังแอพฯ มันก็จะส่งข้อมูลนั้นไปยังหน้าจอของร้อยเวร ณ สถานีตำรวจที่อยู่ในท้องที่ทันที  บริษัท Anywhere To Go พัฒนาแอพฯ i Lert U นี้ขึ้นภายใต้โครงการ CSR ของบริษัท แต่งานหลักของบริษัทคือการทำแอพ ClaimDi ซึ่งเป็นแอพฯ ที่ช่วยให้การแจ้งเคลมประกันรถยนต์เป็นไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นผ่านหน้าจอมือถือ “เจ้าหน้าที่ฝ่ายรับเรื่องและฝ่ายที่ต้องเดินทางไปจัดการก็จะทำงานได้สะดวกขึ้น เพราะข้อมูลต่างๆ ของลูกค้ามีอยู่ในระบบของแอพฯ อยู่แล้วปัจจุบัน ClaimDi มีลูกค้าเป็นบริษัทประกันภัยรถยนต์ถึง 13 บริษัท (จากทั้งหมด 60 บริษัท) และเคยได้รับรางวัลจากการประกวระดับนานาชาติอย่าง 500 Startup’ ด้วย

เพิ่มเติม www.ilertu.com  /  facebook.com/ilertu  /  www.claimdi.com  /  facebook.com/claimdi






HY7A8611.JPG 


3. FolkRice  ตลาดข้าวออนไลน์ ส่งตรงจากชาวนาสู่ครัวเรือน

แอพลิเคชั่น FolkRice มุ่งหมายจะเป็นตัวกลางออนไลน์ที่เชื่อมต่อให้คนทั่วไป (หรือร้านอาหาร) สามารถสั่งซื้อข้าวสารได้จากชาวนาโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางหรือห้างโมเดิร์นเทรด (ที่ชักส่วนแบ่งจากชาวนาไปกว่า 30%)  อนุกูล ทรายเพชร ผู้ก่อตั้ง FolkRice เผยว่าเขาต้องการจะบริหาร FolkRice  ให้เป็นธุรกิจเพื่อสังคม และจะเก็บส่วนแบ่งการขายจากชาวนาเพียงแค่ 10% เท่านั้น โดยจะเก็บเป็นข้าว ไม่ใช่เงิน  และจะหาทางนำข้าว 10% นี้ไปขายต่อเองเพื่อหล่อเลี้ยงกิจการภายหลัง 
ระบบการทำงานของ FolkRice นี้นอกจากจะมีตัวแอพฯ ที่ใช้สั่งซื้อแล้ว ยังมีทีมงานที่คอยช่วยเช็คสต็อคข้าว และจับคู่ ‘คำสั่งซื้อ’ กับ ‘ข้าวพร้อมขาย’ เข้าด้วยกัน  โดยผู้ซื้อจะต้องสั่งอย่างต่ำ 15 กิโลกรัมขึ้นไป แล้วรอส่งภายใน 7 – 15 วัน ซึ่งสำหรับร้านอาหารคงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สำหรับคนทั่วไปแล้ว อนุกูลคิดว่าอาจจะต้องวางแผนการบริโภคและการสั่งซื้อให้ดีหน่อย แต่สุดท้ายทุกคนก็จะได้ข้าวที่ดีในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด แถมยังได้ด้วยเหลือชาวนาไปพร้อมกันด้วย
หมายเหตุ : ขณะนี้ (18 / 4 /58) กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาแอพลิเคชั่น  



ff.JPG




mad.JPG 


4. Ma:D (มาดี ) คอมมูนิตี้เพื่อ Social Entrepreneur

อีกหนึ่งธุรกิจ Co-working Space ที่เจาะกลุ่มเป้าหมายไปยังนักทำงานด้านกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) โดยเฉพาะ  Ma:D ก่อตั้งโดย “เก่ง” สกลฤทธิ์ จันทร์พุ่ม ชูจุขายที่ชัดเจนว่า “ใครมานั่งทำงานที่นี่ก็จะได้ทั้งสายสัมพันธ์  ได้คำปรึกษา  และได้ความรู้มากมายจากเพื่อนร่วมวงการ”  ทุกวันนี้ Ma:D เปิดพื้นที่ส่วนกลางให้สมาชิกใช้ฟรี (พร้อม WiFi) แต่จะไปคิดเงินจากการใช้ห้องประชุมแทน 

ข้อมูลเพิ่มเติม : facebook.com/madeehub


HY7A8553.JPG


5. Hivester  ธุรกิจท่องเที่ยวเพื่อชุมชนยั่งยืน
 

Hivester 
เป็นสตาร์ทอัพที่เกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ (หรือ Eco Tourism) โดยเฉพาะ โดยจะรวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวที่มีธรรมชาติสวยงาม หรือมีวิถีวัฒนธรรมที่น่าสนใจ แล้วจัดทริปเดินทางไปเยี่ยมชมในแบบ ‘ไม่เอาเปรียบ’ ทั้งสิ่งแวดล้อมและวิถีชาวบ้านด้วย

อชิรญา ธรรมปริพัตรา ผู้ก่อตั้ง Hivester เล่าว่าครอบครัวของเธอมีพื้นฐานการทำธุรกิจทัวร์มาอยู่ก่อน ดังนั้นการต่อยอดมาเป็น Hivester จึงไม่ได้ยากลำบากเกินไป อย่างไรก็ดีแนวคิดของธุรกิจ Hivester จะแตกต่างจากทัวร์ทั่วไปอยู่มาก นั่นก็คือธุรกิจนี้ต้องการจะกระตุ้นชาวบ้านในท้องถิ่นที่มีแหล่งท่องเที่ยว (หรือมีวิถีชีวิตน่าสนใจ) ให้ได้มาทำงานเป็นผู้จัดทริปเอง และนำเที่ยวอย่างผู้รู้จริง ในขณะที่ทีมงาน Hivester จะแสดงบทบาทเป็นแค่ผู้ช่วยทำการตลาด คนถ่ายภาพ คนเก็บเงิน และผู้ประสานงานให้เท่านั้น ที่สำคัญการทำทัวร์ลักษณะนี้จะต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น หากไปดูปลาวาฬก็ต้องมีระยะห่างที่เหมาะสม เป็นต้น 

hive.JPG

เพิ่มเติม : www.hivesters.com  /  facebook.com/hivesters



Posted on 22 April 2015

Written By
Designer & Creative
Share

Comments